Skip to content

ส่องทิศทาง “ตลาดเงิน-ตลาดทุน” เข้าสู่ฤดูลดดอกเบี้ย

11 ก.ย. 2567 | 12:35น.
ส่องทิศทาง “ตลาดเงิน-ตลาดทุน” เข้าสู่ฤดูลดดอกเบี้ย

ส่องทิศทาง “ตลาดเงิน-ตลาดทุน” เข้าสู่ฤดูลดดอกเบี้ย ด้านน้ำมันลงแรง กดเงินเฟ้อชะลอตัวลง เตรียมเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาลง ยอดนำเข้าจีนอาจชะลอ กดดันส่งออกไทย เล่นหุ้นรับบาทแข็งค่า บล.เอเซีย พลัส แนะหุ้นเดินหน้าต่อ หลังจาก SET ขึ้นมาแรง

วันที่ 11 กันยายน 2567 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า เรากำลังเข้าสู่ฤดูกาลของการปรับลดดอกเบี้ยอย่างเป็นรูปธรรม โดยวันที่ 12 ก.ย. 2567 คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 2 รวม 0.5% และสัปดาห์หน้าก็จะถึงคิวของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งอาจเห็นการปรับลดดอกเบี้ย 0.25-0.50% โดยมีแรงกระตุ้นจากความกังวลเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงมาและอยู่ในทิศทางที่ควบคุมได้มากขึ้น

ทิศทางดอกเบี้ยขาลงดังกล่าวทำให้เห็นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับลดลงชัดเจนทั้งในส่วนของสหรัฐและไทย (แม้ดอกเบี้ยนโยบายยังไม่ปรับลดลง) ภาวะดังกล่าวถือว่าดีต่อตลาดการเงินเฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้น ส่วนปัจจัยอื่นที่ติดตามเป็นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 12-13 ก.ย. 2567 หลังจากนั้นจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกวันที่ 17 ก.ย. 2567 ซึ่งน่าจะเห็นการเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) อยู่ในช่วงของการพักฐานระยะสั้น หลังจากที่ปรับตัวขึ้นแรง แต่ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ทำให้เชื่อว่ายังอยู่ในขาขึ้น คาดกรอบเคลื่อนไหว 1,417-1,437 จุด หุ้น Top Pick เลือก CKP, GPSC และ TASCO

น้ำมันลงฉ่ำ กดเงินเฟ้อชะลอ เตรียมเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาลง

โดยวานนี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงแรงราว 4% หรือ -10.6% MTD ย่อต่ำสุดรอบ 16 เดือน หลัง OPEC ปรับลดคาดการณ์ดีมานด์น้ำมันในปี 2567 เหลือ 2.03 ล้านบาร์เรล/วัน (เดิมคาด 2.11 ล้านบาร์เรล/วัน) และในปี 2568 เหลือ 1.74 ล้านบาร์เรล/วัน (เดิมคาด 1.78 ล้านบาร์เรล/วัน) ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ในอีกแง่มุมหนึ่งถือเป็นแรงกดดันให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย

ซึ่งวันนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐจะมีรายตัวเลขเงินเฟ้อ เดือน ส.ค. 2567 โดย Consensus คาดขยายตัว 2.5% YOY ชะลอตัวลงจากเดือนก่อน +2.9% YOY ทั้งนี้หากเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ อาจมีโอกาสเห็นเฟดลดดอกเบี้ย มากกว่า 25 BPS ในปีนี้ หรือปรับลดดอกเบี้ย 50 BPS ในปีนี้มีความเป็นไปได้สูงขึ้น

ในขณะเดียวกันการเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงมีสัญญาณที่ชัดเจนขึ้น สะท้อนจากบอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปี ร่วงลงมาหลือ 3.64% ทำจุดต่ำสุดใหม่รอบ 15 เดือน โดยการประชุมเฟดรอบ 18 ก.ย. 2567 Consensus คาดการณ์ว่าจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลงครั้งแรกของปีนี้ 25 BPS สู่ระดับ 5.25% รวมทั้ง ECB มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยลงมาต่อเนื่องในปีนี้ โดยครั้งแรกเดือน มิ.ย. (จาก 4.0% เป็น 3.75%) และครั้งที่ 2 ซึ่งจะประชุมในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ย. 2567) Consensus คาดการณ์ว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 25 BPS สู่ระดับ 3.25%

ยอดนำเข้าจีนอาจชะลอ กดดันส่งออกไทย เล่นหุ้นรับบาทแข็ง

หลังเกิดความคาดหวังการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นทั้งในเฟดและ ECB หนุนให้เม็ดเงินไหลออกจากประเทศดังกล่าว และเห็นการไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะไทยที่สะท้อนผ่านค่าเงินบาทที่แข็งค่าแรง 8.5% QTD จาก 36.75 บาท/เหรียญสู่ระดับ 33.65 บาท/เหรียญ

ขณะที่อีก 1 ปัจจัยหนุนค่าเงินบาทแข็งค่าคือ ตัวเลขส่งออก/นำเข้าของจีน ที่รายงานออกมาวานนี้ โดยยอดส่งออกพุ่งขึ้น 8.7% YOY (ดีกว่าที่คาด 6.6% YOY) แต่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% YOY (แย่กว่าที่คาด 2.5% YOY) ซึ่งอาจสะเทือนต่อยอดส่งออกไทยในอนาคต เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทย และไทยมีมูลค่าส่งออกไปจีนเป็นอันดับ 1 ซึ่งจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่าตัวเลขยอดนำเข้าจีน กับยอดส่งออกไทย มีค่าสหสัมพันธ์หรือ Correlation สูงถึง 0.62

หาหุ้นเดินหน้าต่อ หลังจาก SET ขึ้นมาแรง

หลังจากได้นายกฯคนที่ 31 เกือบ 1 เดือน (16 ส.ค.-10 ก.ย. 2567) พร้อมกับมีประเด็นกองทุนวายุภักษ์เข้ามาหนุนให้ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย 3.2 หมื่นล้านบาท (โดยต่างชาติซื้อทางตรง 1.5 หมื่นล้านบาท และซื้อผ่าน NVDR 1.7 หมื่นล้านบาท) ผลักดันให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้แรง 138 จุด หรือ 10.7% ปัจจุบันมีปัจจัยกดดันให้ SET Index ที่ขึ้นมาแรงมีโอกาสย่อตัวลงมาบ้างจาก 2 ประเด็น

1.ต่างชาติเริ่มชะลอการซื้อหุ้นไทยวานนี้ โดยซื้อทางตรงเหลือเพียง 560 ล้านบาท แต่ขายผ่าน NVDR จำนวน 743 ล้านบาท หากแรงซื้อต่างชาติชะลออาจทำให้เกิดช่องว่างการเติมเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม ก่อนกองทุนวายุภักษ์จะเข้ามาหนุนตลาดในเดือน ต.ค. 2567

2.ราคาน้ำมันวานนี้ลงแรง 3.7% ทำจุดต่ำสุดในรอบ 16 เดือน และลบ 19% QTD จากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อาจกดดันราคาหุ้นอิงน้ำมันที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 3 ของตลาด และยังขึ้นมาแรงย่อตัวลงได้ อาทิ หลังจากได้นายกฯคนใหม่ (16 ส.ค.-10 ก.ย.) ราคาหุ้น IRPC ขึ้น 20.7%, BCP 17.7%, BSRC 10.8% TOP 6.9% ขณะที่ราคาน้ำมันย่อตัวลงมาลบ 15.1%

อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นที่ได้บรรยากาศเชิงบวก มีโอกาสขึ้นต่อ หลังจาก SET ขึ้นมาแรง แนะนำ 1.หุ้น ANTI-OIL คือ TASCO, GPSC, BGRIM, GULF, AAV, BA, RCL, PSL และ 2.บอนด์ยีลด์สหรัฐลงอย่าง MTC, SAWAD, TIDLOR, GPSC, BGRIM, GULF, TFG, TVO

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอกเบี้ย ตลาดทุน ตลาดเงิน