Skip to content

แบงก์ชาติระดมสมองแก้หนี้ ตะลึงคนไทย 42% หนี้ท่วมไม่มีปัญญาจ่าย

21 ก.ย. 2567 | 09:01น.
แบงก์ชาติระดมสมองแก้หนี้ ตะลึงคนไทย 42% หนี้ท่วมไม่มีปัญญาจ่าย

แบงก์ชาติ ระดมสมองแก้ปัญหาหนี้ท่วม เผยครัวเรือนไทยก่อหนี้สูง 90% ของจีดีพี สวนทางการออมเพื่อเกษียณมีแค่ 16%   คนไทยเป็นหนี้ในระบบคนละ 540,000 บาท “เศรษฐพุฒิ” ชี้ไทยต้องทำนโยบายแบบมองระยะยาวมากกว่าประโยชน์ระยะสั้น สถาบันฯ ป๋วยฯ เปิดข้อมูลลูกหนี้คนไทยจ่ายหนี้ได้ตามปกติ-มีหนี้ตามศักยภาพแค่ 25% ขณะที่ลูกหนี้สัดส่วน 42% มีปัญหาจ่ายไม่ไหว “แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม ประเทศไทย” ชง 3 ข้อ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา “BOT Symposium 2024” ภายใต้หัวข้อ “หนี้ The Economics of Balancing Today and Tomorrow” ว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนหนี้บุคคลเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 90% ของ GDP สะท้อนภาวะครัวเรือนเปราะบางมากขึ้น และพบว่า 38% ของประชากรเป็นหนี้ในระบบ โดยเป็นหนี้เฉลี่ยคนละ 5.4 แสนบาท

นอกจากนี้ ครัวเรือนบางกลุ่มที่ก่อหนี้ในช่วงโควิด-19 เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้มากขึ้น และมีเพียง 22% ที่มีเงินออม แถมในจำนวนนี้มีแค่ 16% ที่ออมเพื่อการเกษียณ ทั้งนี้ ปัญหาหนี้เป็นปัญหาร้อนแรง หากดูต้นตอของปัญหาอาจแบ่งได้เป็น 2 ด้าน คือ 1.ระดับปัจเจก และ 2.จากสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของปัจเจก

“ปัญหาหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดด้านพฤติกรรมของปัจเจก เช่น การใช้จ่ายเกินตัว เป็นสาเหตุเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนขาดรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ขาดระบบโครงข่ายรองรับทางสังคมที่ดีพอ และสถาบันการเงินไม่มีข้อมูลที่รอบด้านในการประเมินความเสี่ยงของผู้กู้อย่างเหมาะสม และปัญหาการลงทุนต่ำของภาคธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเกิดจากตัวธุรกิจเอง แต่ยังรวมไปถึงระบบตลาดที่ไม่แข่งขัน ที่ทำให้ทั้งธุรกิจใหญ่ที่ไม่ต้องแข่งก็ชนะ และธุรกิจเล็กที่ไม่สามารถแข่งได้ขาดแรงจูงใจที่จะลงทุน”

นอกจากนี้ นโยบายของรัฐต้องเน้นระยะยาวมากขึ้น มากกว่าเน้นการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น การลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น (Regulatory Reform) หรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ตลอดถึงระบบการเงินที่ยังไม่เอื้อให้ธุรกิจเข้าถึงเงินทุนได้ ก็มีส่วนทำให้ธุรกิจไม่ลงทุนเท่าที่ควร

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ถือว่าเป็นต้นทุนเช่นกัน ซึ่งหน้าที่จะต้องรักษาสมดุลในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น หน้าที่ในการมองยาวของธนาคารกลาง จึงต้องมาพร้อมกับความอิสระในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว ส่งผลให้การทำหน้าที่ของธนาคารกลางในหลาย ๆ ครั้ง ต้องดำเนินนโยบายในลักษณะที่สวนทางกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบต่อทุกภาคส่วนเป็นวงกว้าง และย่อมมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยอึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทย ในปัจจุบันมีพฤติกรรมการเงินที่เน้นใช้ “วันนี้มาก่อนวันหน้า” ซึ่งปัจจุบันเห็นการเป็นหนี้ในวงกว้างและเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ขณะเดียวกันพฤติกรรมออมน้อยและนึกถึงการเกษียณมีไม่มากนัก จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา

จากข้อมูลเครดิตบูโรที่ครอบคุม 25.2 ล้านคน หรือ 38% ของประชากรมีหนี้ในระบบเฉลี่ยคนละ 540,000 บาท และส่วนใหญ่เป็นหนี้อุปโภคบริโภคที่ 76 % ซึ่งเป็นหนี้อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ นอกจากนี้ ดอกเบี้ยยังสูงด้วย

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การศึกษาสถานการณ์หนี้ (Credit Risk) จากเครดิตบูโร จะเห็นว่าคนไทยจำนวนมากมีหนี้ และกำลังมีปัญหาหนี้ โดย 22% ของคนไทยที่มีหนี้ในระบบ มีหนี้เสีย และอีก 30% มีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นหนี้เรื้อรัง และ 43% ที่จ่ายตามงวดได้ปกติ ทำให้เห็นได้ว่า 46% เริ่มมีหนี้เกินศักยภาพ

ทั้งนี้ หากแบ่งกลุ่มลูกหนี้เป็น 6 กลุ่ม ตามพฤติกรรมชำระหนี้และภาวะเกินศักยภาพ ดังนี้ 1.กลุ่ม Healthy จ่ายหนี้ได้ตามปกติและมีหนี้ตามศักยภาพ มีเพียง 25% 2.Over Leverage จ่ายหนี้ได้ปกติและเริ่มมีหนี้เกินศักยภาพ 20% 3.At Risk หรือจ่ายหนี้น้อยสุ่มเสี่ยงเรื้อรัง แต่ยังมีศักยภาพพอในการชำระหนี้ มี 13%

กลุ่มที่ 4.Constrained เสี่ยงมีปัญหาหนี้เรื้อรังและมีหนี้เกินศักยภาพ 25%  5.NPL หนี้เสีย แต่ยังคงมีศักยภาพในการชำระหนี้ มี 1%  6.Constrained NPL มีอย่างน้อย 1 สัญญาณเป็น NPL และมีหนี้เกินศักยภาพสูงถึง 16%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ลูกหนี้ในกลุ่ม 4,5,6 ถือเป็นกลุ่มที่มีปัญหาในการชำระหนี้ มีสัดส่วนรวมกัน 42%

ดร.โสมรัศมิ์ กล่าวว่า จากการศึกษาจะเห็นได้ว่าปัญหาหนี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอายุน้อยและมีรายได้น้อย ซึ่งยากที่จะแก้หนี้ได้ และสิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มที่มีปัญหากระจายตัวอยู่ต่างจังหวัด และกลุ่มที่สามารถชำระหนี้ได้กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯและปริมณฑล สะท้อนให้เห็นปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอยู่กับคนในวงกว้าง

นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรม ประเทศไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีมาตรการในการแก้หนี้ออกมาค่อนข้างเยอะ โดยสิ่งที่อยากเห็นในการแก้ปัญหาในครัวเรือนเชิงระบบมี 3 เรื่อง คือ 1.ต้องมีกลไกที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จสำหรับลูกหนี้รายย่อย เนื่องจากหากไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ต้องไปหาลูกหนี้รายบุคคล โดย ธปท.ที่ผ่านมาพยายามที่จะช่วย เช่น การรวมหนี้ ซึ่งก็ไม่ครบถ้วน

“กลไกที่ชัดที่สุดและมีใช้ในหลายประเทศแล้ว คือกฎหมายล้มละลาย เปิดช่องให้มีการฟื้นฟูหนี้สิน ให้นิติบุคคลสามารถเข้าถึงและฟื้นฟูกิจการ ซึ่งช่วงที่ได้เสนอไปคือช่วงโควิด และได้ผ่านวาระที่หนึ่งในในสภาชุดที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ดี โดยนโยบายของรัฐบาลใหม่เห็นปัญหาเรื่องหนี้เป็นเรื่องแรกในการแก้ปัญหา

2.การแข่งขัน เสริมสร้างการเข้าถึงการบริการทางการเงินได้ดีขึ้น จากที่ผ่านมาหนี้นอกระบบมีความน่าเป็นห่วง ในมุมหนึ่งคือหนี้นอกระบบเป็นคู่แข่งของหนี้ในระบบ แต่คนมองหาหนี้นอกระบบ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงหนี้ในระบบได้ และทันต่อความต้องการ

“สิ่งที่ได้เสนอไป คือ 1.ยกเลิกเพดานดอกเบี้ยเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่แท้จริงในตลาด 2.การมีเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) คาดหวังว่าการให้บริการหน้าใหม่จะช่วยกระตุ้นการแข่งขัน และช่วยให้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น แต่ปัจจุบันสถาบันการเงินมีอำนาจผูกขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบงกิ้ง ซึ่งคิดว่าทิศทางของแบงก์ชาติที่พูดถึง Open Data น่าจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดได้มากขึ้น”

3.ไม่ดำเนินนโยบายที่อาจะทำให้เกิด Moral Hazard  (ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการเบี้ยวหนี้)