เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ประธานสภาพัฒน์เตือน ไทยเสี่ยง “บาทแข็ง” หากไม่ลดดอกเบี้ย

23 ก.ย. 2567 | 19:03น.
ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ เตือนไทยหากไม่ลดดอกเบี้ย เสี่ยงเงินบาทแข็งค่า สวนทางนโยบายการเงินโลกผ่อนคลายการเงิน

วันที่ 23 กันยายน 2567 นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยว่าไม่จำเป็นต้องลดตามธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นั้น ในหลักการนั้นถูก แต่ในความเป็นจริงนั้น ประเทศทั้งโลกกำลังลดดอกเบี้ย แปลว่าเขาใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ซึ่งทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง ขณะที่ประเทศที่ไม่ได้ลดดอกเบี้ยก็แปลว่าค่าเงินไม่ได้ผ่อนคลาย ก็แปลว่าจะมีความเสี่ยงที่ค่าเงินจะแข็งค่ามากขึ้น

“ถ้าค่าเงินคุณจะแข็งขึ้นคุณทนได้ก็ทนไป ก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคุณทนไม่ได้คุณก็ต้องผ่อนคลายลง” นายศุภวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่าแปลว่าแบงก์ชาติควรจะลดดอกเบี้ยตามเฟดใช่หรือไม่ นายศุภวุฒิระบุว่า ตนเองมีจุดยืนมานานแล้วว่า ตอนที่มีการขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0.50% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อปีก่อนนั้นไม่มีความจำเป็น จากที่ได้มีการคำนวณอัตราเงินเฟ้อดู แล้วดูจากสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นแล้ว ดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ควรเกิน 2%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวช่วงหนึ่งภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ว่า แม้ว่าเฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ไม่ใช่เฟดลดแล้วไทยต้องลดตาม เนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เช่นฮ่องกงที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ทำให้เฟดลดดอกเบี้ยและต้องลดตาม

อย่างไรก็ดี การที่เฟดลดดอกเบี้ยมีความสบายใจมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีแนวโน้ม Soft Landing มากขึ้น ซึ่งเป็นการซื้อประกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่ได้ Hard Landing

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินนโยบายการเงินของไทยยังคงยึดกรอบ 3 ด้าน คือ 1.แนวโน้มเศรษฐกิจเข้าสู่ศักยภาพ 2.เงินเฟ้อกลับเข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% และ 3.เสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งหากดูปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ระดับศักยภาพ โดยพิจารณาจากข้อมูลมองไปข้างหน้ามากกว่าข้อมูลปัจจุบัน หรือตัวเลขจีดีพี ซึ่งจะไม่ทันการณ์ เช่นเดียวกับอัตราเงินที่คาดว่าจะกลับเข้ากรอบ แม้ว่าจะช้ากว่าคาดการณ์ ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่ได้มีการเปลี่ยนไปจากเดิม และเป็นไปตามอย่างที่คาดการณ์ไว้