แก้รัฐธรรมนูญ
พานรัฐธรรมนูญ
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ กับการยื่นแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แบบรายมาตรา
หลัก ๆ คือการแก้ไขคุณสมบัติ สส. รัฐมนตรี และตีความให้ชัดเจนเรื่อง “จริยธรรม”
มูลเหตุหนึ่งมาจากการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาว่าผิดจริยธรรม กรณีแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีข้อครหาในอดีต
ข้อครหาดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาล
เพียงการแต่งตั้งคนคนเดียวขึ้นเป็นรัฐมนตรี สามารถทำให้ผู้บริหารประเทศสูงสุดพ้นจากตำแหน่งได้
ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะในอดีต น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพียง 1 ตำแหน่งมาแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น มีนักการเมืองอีกหลายคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิจากพฤติการณ์ในอดีต
บางคนโดนข้อกล่าวหาจากสมัยเป็นนักศึกษา
สิ่งที่เกิดขึ้นคือถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการตีความของหน่วยงานหนึ่ง สามารถนำเรื่องในอดีตของคนคนหนึ่งมาตัดสินประหารชีวิตทางการเมือง
ถ้าไม่อคติเกินไป ลองนึกย้อนสมัยที่เราอยู่ในช่วงวัยรุ่น วัยเรียน
ความคิดและประสบการณ์ชีวิต รวมถึงการแสดงออกในบางเรื่องเป็นอย่างไร
แล้วเทียบกับเวลาที่ล่วงเลยอีก 10-20 ปี
ด้วยอายุที่มากขึ้น ประสบการณ์ชีวิต และการพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ
การตัดสินใจ หรือแนวคิดในเรื่องเดียวกัน ด้วยอายุที่ต่างกัน ยังไงก็ไม่มีทางเหมือนกันไปเสียทั้งหมด
แต่ผู้ใหญ่ในวันนี้กลับถูกตัดสินความผิดจากพฤติกรรมสมัยที่ตัวเองยังเป็นนักเรียน นักศึกษา
ยังไม่นับรวมถึงอำนาจการยุบพรรคและอื่น ๆ อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้ว
ทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสนอแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา
เพื่อให้การตัดสินใจจบชีวิตทางการเมืองของคนใดคนหนึ่ง ความผิดต้องชัดเจน ใช้ดุลพินิจน้อยที่สุด
เพราะการพิจารณาโทษนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนับหมื่น นับแสน ไม่ควรจะให้สิทธิขาดกับคนแค่ไม่กี่คน
ทว่าควรให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองแต่ละคนสามารถอยู่ในตำแหน่ง สส.ได้ไม่เกิน 4 ปี
หรือหากนักการเมืองคนนั้นมีพฤติกรรมย่ำแย่เกินรับได้ สามารถจัดการได้ตามกระบวนการที่เป็นรูปธรรมที่สุด
แน่นอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องราวที่รอการแก้ไข
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุทกภัย ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพของประชาชน ฯลฯ
แต่ทุกเรื่องสามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้
ฉะนั้น คำพูดที่ว่าทำเรื่องอื่นไปก่อน ไม่เห็นต้องรีบแก้รัฐธรรมนูญ จึงเสมอเพียงคำพูดแก้เกี้ยวเท่านั้น
เพราะต้องไม่ลืมว่า คณะรัฐมนตรีรวมนายกฯ มีถึง 36 คน สส.-สว.อีกหลายร้อยคน
มีเหตุจำเป็นอะไรที่ทุกคนต้องทำเรื่องเดียวกัน หรือทำไปทีละเรื่อง
ในเมื่อมีกำลังพลมากพอที่สามารถทำหลาย ๆ เรื่องพร้อมกันได้
ไม่เพียงเท่านั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องกลุ่มนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงประชาชน และสภาพเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย
เพราะในทุกครั้งที่การเมืองไม่เสถียร หรือเกิดความไม่มั่นคงต่อการบริหารประเทศ
มักส่งผลถึงแผนงานของภาคเอกชนในการลงทุน หรือตัดสินใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย
รวมถึงแผนการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐบางส่วนด้วย
จึงทุกครั้งที่การบริหารประเทศต้องหยุดชะงัก หรือเกิดภาวะสุญญากาศ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
และคนที่เดือดร้อนที่สุด ไม่พ้น “ประชาชน”