ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศกำลังออกมาเคลื่อนไหว หวั่นราคาอ้อยขั้นต้นก่อนเปิดหีบเดือน พ.ย.ตกต่ำ จากค่าบาทปัจจุบันเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในปีที่ผ่านมา
วันที่ 26 กันยายน 2567 เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา 4 สถาบันชาวไร่อ้อยได้ทำหนังสือถึงนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ 4 สถาบันชาวไร่อ้อย ประกอบไปด้วย สหพันธ์ขาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน, สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย
ร่วมกันทำหนังสือถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้พิจารณาช่วยเหลือราคาอ้อยตกต่ำจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
โดยให้เหตุผลจากสิ่งที่เรียกว่า “วิกฤตการแข็งค่าเงินบาท” ได้แข็งค่าขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง หากเทียบกับประเทศคู่แข่งขันทางการค้าในอุตสาหกรรมนี้อย่าง อินเดีย, เวียดนาม, บราซิล ที่มีค่าเงินที่ต่ำกว่าไทย
การแข็งค่าของเงินบาทในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อ “ราคาอ้อย” ของชาวไร่อ้อย ซึ่งจะมีการกำหนดราคาอ้อย (ราคาอ้อยขั้นต้น) ก่อนที่จะเปิดหีบอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลทรายในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
“ถ้าพิจารณาจากค่าเงินบาทปัจจุบัน เปรียบเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในปีที่ผ่านมา จะทำให้ราคาอ้อยต่ำลงกว่าตันละ 80 บาท ประกอบกับราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกที่จะต่ำลงอีกด้วย” หนังสือร้องเรียนระบุรายละเอียดไว้
ดังนั้น 4 สถาบันชาวไร่อ้อยจึงขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทให้อยู่ใน “ระดับอ่อนที่เหมาะสม” เพื่อให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้สูงขึ้น และให้สินค้าเกษตร (น้ำตาลทราย) สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก