ส่องสินทรัพย์เด่น เพิ่มผลตอบแทนสูง หลังเฟดลดดอกเบี้ยแรง
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
สวัสดีครับ ทุกคนเป็นยังไงกันบ้างครับ โล่งใจแฮปปี้กันขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั้ยครับ หุ้นสหรัฐกลับมาเขียว ๆ อีกครั้ง หลังเฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยแรง 0.50% เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา
คุณ ๆ รู้สึกเหมือนผมไหมว่า ตลาดได้ปลดปล่อยความขุ่นมัวไม่ชัดเจนออกไปแล้วระดับหนึ่ง แม้ว่า ในระยะข้างหน้ายังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังอยู่ก็ตาม
อารมณ์ตลาดในเวลานี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่ตีความออกมาได้ว่า อย่างน้อยเศรษฐกิจสหรัฐก็ไม่น่าจะถดถอยรุนแรง หรือ hard landing อย่างที่เคยหวาดกลัวกันมาตลอดช่วงก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการปรับตัวตลาดสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ตอบสนองต่อการเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงต่อจากนี้ไป
ส่อง ‘หุ้น-ทองคำ-พันธบัตร’ หลังเฟดเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของวัฏจักรขาลงแบบเร็ว-แรง 0.50% จากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 5.25-5.50% ลงมาอยู่ที่ 4.75-5.00%
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) รอบล่าสุด (17-18 ก.ย. ) มีมติไม่เอกฉันท์ 11 ต่อ 1 เสียง ในการให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 Basis Point หรือ 0.50% โดยมี 1 เสียงเห็นควรให้ลดเพียง 0.25%
โดยในแถลงการณ์ของเฟดระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในอัตราที่มั่นคง การจ้างงานเพิ่มขึ้นในอัตราช้าลง และอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นแต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อมีพัฒนาการที่มุ่งหน้าไปสู่อัตราเป้าหมาย 2% แต่ยังคงสูงเล็กน้อย FOMC พยายามที่จะบรรลุเป้าหมายการจ้างงานสูงสุดและเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่อัตรา 2% ในระยะยาว
เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของอัตราเงินเฟ้อและความสมดุลของความเสี่ยง คณะกรรมการจึงตัดสินใจลดช่วงเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางลง 0.50% เป็น 4.75% ถึง 5.00%
“ในการประเมินจุดยืนที่เหมาะสมของนโยบายการเงิน คณะกรรมการจะติดตามผลกระทบของข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่อย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการจะเตรียมปรับจุดยืนของนโยบายการเงินตามความเหมาะสม หากเกิดความเสี่ยงที่อาจขัดขวางการบรรลุเป้าหมายของคณะกรรมการ การประเมินของคณะกรรมการจะพิจารณาข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงข้อมูลสภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการคาดการณ์เงินเฟ้อ และพัฒนาการด้านการเงินและด้านการระหว่างประเทศ” นี่คือถ้อยแถลงของเฟด
นอกจากนี้เฟดยังได้ปรับคาดการณ์ต่าง ๆ โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2567 ลงมาที่ 2.0% ต่อปี จากเดิมที่คาดไว้ 2.1% ต่อปี ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการว่างงานในช่วงสิ้นปี 2567 เป็น 4.4% จากเดิมคาดไว้ที่ 4.0% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์ของเงินเฟ้อ PCE ในช่วงสิ้นปี 2567 ลงเหลือ 2.3% YOY จากเดิมคาดไว้ที่ 2.6% YOY โดยอัตราเงินเฟ้อทั้ง PCE และ Core PCE จะเข้าสู่ระดับ 2.0% ในปี 2569 เป็นต้นไป
หากดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐ ในสัปดาห์เดียวกัน พบว่า ดัชนี S&P 500 ได้กลับมาแตะระดับสูงสุดใหม่ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 39 ในปีนี้ ดัชนี S&P 500 ปิดอยู่ที่ระดับ 5702.55 หรือ +1.36% และด้าน NASDAQ 100 ปิด ณ ระดับ 19791.49 หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 1.30% ภายหลังผลการประชุม FOMC มีการลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ ประกอบกับผู้ว่าการธนาคารสหรัฐ เจอโรม พาวเวลล์ ระบุว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการสะท้อนว่าเงินเฟ้อนั้นยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและการเติบโตของเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งกว่าการเติบโตในระยะยาว
เฟดกำลังมุ่งหวังที่จะทำให้เงินเฟ้อกลับมามีเสถียรภาพโดยไม่ทำให้อัตราว่างงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และ ณ ขณะนี้ยังไม่เห็นแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ว่าจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะเข้าสู่ soft landing โดยหลีกเลี่ยงการปรับลดดอกเบี้ยช้าหรือล้าหลังจนเกินไป (behind the curve)
ส่วนการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot นั้น เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 50 bps ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะลดลงแตะระดับ 4.40% ภายในสิ้นปี หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายที่ 4.25-4.50% และคาดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 100 bps และ 50 bps ในปี 2568 และ 2569 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม แม้ในระหว่างที่ ‘ตลาดหุ้น’ กำลังโฟกัสกับการลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ของเฟด แต่นักวิเคราะห์ก็ยังเฝ้าระวังต่อประเด็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐ ในระยะข้างหน้า เนื่องจากข้อมูลคาดการณ์ล่าสุด โอกาสในการเกิดภาวะถดถอยหรือ Recession ในสหรัฐ ได้ถูกปรับขึ้นเป็น 50% แล้ว จากที่เคยอยู่ที่เพียง 10% เมื่อกลางปีนี้
ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Nasdaq) เริ่มกลับมาปรับตัว Outperform และหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Dow Jones) กลับมาบวกอีกครั้ง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนั้นยังอาจรวมถึงหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก (Russell 2000) ที่จะได้ประโยชน์ส่วนเพิ่มอย่างรวดเร็วจากการปรับตัวลงของดอกเบี้ยในตลาด
ประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ยังไม่ได้เผชิญกับภาวะถดถอยรุนแรง เป็นแรงหนุนทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นโลกโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดตราสารหนี้สหรัฐ โดยหลังจากเฟดปรับลดดอกเบี้ยลง 0.50% Bond yield สหรัฐ อายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 3.7% ตลาดมองแนวโน้มในระยะข้างหน้าว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐ ยังเติบโตได้ และไม่มีภาวะถดถอย การปรับเพิ่มความชันของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) หลังจากนี้อาจไม่มากนัก ความชันของเส้นอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นรอบนี้ แสดงถึงความกังวลด้านเศรษฐกิจ
‘ทองคำ’ เป็นอีกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนชนะเลิศในปีนี้ ล่าสุด ราคาพุ่งทำ All Time High ใหม่อีกครั้งแล้วที่ ระดับ 2,625 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์แล้ว หลังจากเฟดลดดอกเบี้ยในสัปดาห์เดียวกัน เนื่องจากได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยที่มากกว่าคาด และยังได้ประโยชน์จากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอที่สูงขึ้น อีกทั้งภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ส่งผลให้ราคาทองยังไปต่อ ดังนั้น หากราคาทองคำตกลงมาในช่วงสั้น ๆ ก็ยังเป็นโอกาสเพิ่มน้ำหนักลงทุนครับ
ทั้งนี้ ยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลามไปรัสเซีย ล่าสุด อิหร่านส่งขีปนาวุธให้รัสเซีย และจีนให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่รัสเซีย ทางฝั่งสหรัฐเริ่มกังวลมากขึ้นว่าการร่วมมือของ ‘รัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ’ เพื่อท้าทายอำนาจของสหรัฐ อาจเป็นภัยคุกคาม ! และหากหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่เข้ามาทำงาน ความขัดแย้งยิ่งคุกรุ่นขึ้นไปอีก
แนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐ ขึ้นจริงหรือหลอก
เศรษฐกิจสหรัฐ ก็มีความไม่แน่นอนรออยู่ นักวิเคราะห์ Bank of America เตือนว่า มีความเสี่ยงฟองสบู่แตก หากกระแส ‘ลดดอกเบี้ย’ ของเฟดซาลง แนะนำให้เพิ่มสัดส่วนลงทุนใน ‘พันธบัตร’ และ ‘ทองคำ’ เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่หากฟังนักวิเคราะห์จากค่าย Goldman Sachs กลับเชื่อมั่นว่า ‘หุ้นสหรัฐ’ ยังจะพุ่งต่อ และดัชนี S&P 500 มีโอกาสปิดเหนือ 6,000 จุด หรือบวกอีกเกือบ +10% ภายในสิ้นปีนี้
จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยปีนี้เป็นอีกปีที่โลกการลงทุนยังคงอบอวลไปด้วยความผันผวนสูง จากความท้าทายรอบด้านไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ที่คาดการณ์ได้ยาก รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาศตร์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแต่หลาย ๆ สินทรัพย์ก็ยังทำผลตอบแทนได้ดี
ผมมีข้อมูลสถิติการปรับตัวของสินทรัพย์ลงทุนให้ดูกัน สรุปง่าย ๆ ดังนี้ อันดับแรก ‘ทองคำ’ ทำผลตอบแทนดีที่สุดถึง 24.5% จากอานิสงส์ bond yield ปรับตัวลดลง และธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ มีความต้องการถือครองทองคำมากขึ้น
รองลงมาเป็นตลาดหุ้นสหรัฐ ทำผลตอบแทนได้ถึง 19.3% จากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังดีในช่วงครึ่งแรกของปี และความคาดหวังเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมีแรงส่งจากหุ้นกลุ่ม Tech ที่มีผลประกอบการที่ค่อนข้างดีในช่วงไตรมาสที่ 1 แม้ในไตรมาสที่ 2 ผลประกอบการจะแผ่วลงแต่ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ค่อนข้างดี ส่วนตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (ไม่รวมสหรัฐ) ผลตอบแทน 10.7% ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ผลตอบแทนอยู่ที่ 9.1% ตลาดหุ้นรายประเทศ นำโดย ตลาดหุ้นอินเดีย 18.2% เวียดนาม 12.2% ยุโรป 11.8% จีนแผ่นดินใหญ่ (China offshore) 11.3% และญี่ปุ่น 9.2%
ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ปรับขึ้นมาเวลานี้ นักลงทุนหลายคนอาจจะยังคิดหนักและลังเลว่าจะลงทุนในตลาดสหรัฐ ดีหรือไม่ ? ผมจากสถิติผลตอบแทนจาก MorningStar ที่ทำสถิติย้อนหลังกว่า 45 ปี ของ S&P 500 ตั้งแต่ปี 2517 พบว่า ระยะเวลา 5 ปีหลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกจะเห็นผลตอบแทน ดัชนี S&P 500 เป็นบวก 10 ครั้ง จากทั้งหมด 10 ครั้ง โดยที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ +12% สำหรับผมเป็นนักลงทุนสาย VI อยู่แล้ว การลงทุนระยะยาวได้ผลตอบแทนระดับนี้ ผมถือว่าคุ้มมาก ๆ ครับ
นอกจากนี้ยังพบว่าปรับตัวของราคาสินทรัพย์ลงทุนประเภทต่าง ๆ มักให้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐ มักจะอ่อนค่าลงในช่วง 12 เดือนหลังจากการปรับลดดอกเบี้ย ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ น้ำมัน ล้วนปรับเพิ่มขึ้น
เงินบาทแข็ง คว้าโอกาสลงทุนนอกไปกับสินทรัพย์ต่าง ๆ
คุณเห็นอะไรไหมครับ หากแนวโน้มดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงใน 12 เดือนข้างหน้า เท่ากับว่าเราจะเห็นค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นนับจากนี้ไปอีก 12 เดือน
หลังจากที่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างแรง ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก ช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินในประเทศต่าง ๆ ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่น ล่าสุดเงินบาทเองก็แข็งค่าไม่หยุด ‘1 ดอลลาร์ เท่ากับ 32.45 บาท’ แล้วในวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา
‘ค่าเงินบาท’ ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อมูลค่าพอร์ต ทำให้หลาย ๆ คนที่ลงทุนในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว อาจเห็นมูลค่าพอร์ตลดลง เพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับคนที่ต้องการออกไปลงทุนต่างประเทศ หรือลงทุนเพิ่ม ตอนนี้ถือเป็นจังหวะดีที่จะนำเงินออกไปลงทุนจากการแข็งค่าของเงินบาท เท่ากับคุณได้ซื้อของราคาถูก ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเลือกสินทรัพย์ที่ถูกที่ใช่ด้วยนะครับ
แต่ขณะเดียวกัน สำหรับคนที่ลงทุนในต่างประเทศอยู่แล้ว พอร์ตของคุณอาจจะได้รับผลกระทบจากการขาดทุนของเงินบาทที่แข็งค่าแรง แต่ก็จะเป็นตัวเลขเชิงมูลค่ามากกว่าครับ เพราะหากคุณไม่ได้ขายสินทรัพย์เพื่อทำกำไร ออกมาในช่วงนี้ ในอนาคต เงินบาทปรับตัวเข้าสู่ระดับเหมาะสม ผมเชื่อว่า ค่าเงินจะทยอยอ่อนค่ากลับมาหาจุดสมดุลครับ
ช่วงนี้แนะนำให้คุณติดตามสถานการณ์ดอกเบี้ยนโยบายของไทยว่าจะมีโอกาสปรับลดลงตามเฟดเมื่อไหร่ครับ เพราะทิศทางดอกเบี้ยของไทย หนีไม่พ้นวัฏจักรครับ เมื่อได้มีปรับตัวขึ้นสูงสุดแล้วตอนนี้ทรงตัวอยู่สูงระดับ 2.50% เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจออกมาเชิงลบ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญการดำเนินนโยบายการเงิน คือ การลดดอกเบี้ย ตามมาครับ ทุกคนเฝ้ารอจังหวะนี้อยู่ และแน่นอนว่า ย่อมจะส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทให้กลับทิศได้ครับ
ทั้งนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์ในไทยเริ่มออกมาคาดการณ์จะเห็นแนวโน้มดอกเบี้ยไทยลดลงได้อย่างเร็วสุดในปลายปีนี้ และอย่างช้าปีหน้าครับ
เวลานี้ มีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนต่างประเทศที่ดีอย่างค่าเงินบาทในช่วงนี้ที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นลงทุนต่างประเทศเลยครับ
เวลานี้น่าจะเหมาะที่จะเริ่มต้นให้เงินทำงานแล้วครับ เพราะชีวิตคนเราไม่สามารถทำงานได้ตลอดชีวิต แต่เราต้องใช้เงินตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นแล้วการ ‘วางแผนการเงิน การลงทุน’ ปูทางอนาคตตัวเองตั้งแต่วันนี้จึงสำคัญมาก ๆ ครับ
วันนี้คุณอาจจะมีเงินก้อนเล็ก แต่หากคุณเริ่มต้นลงทุน และจัดสรรเงินเพื่อเดินหน้า DCA ได้อย่างต่อเนื่อง ในอนาคคเงินก้อนเล็กของคุณ จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ให้ใจฟูในวัยเกษียณได้ครับ