Skip to content

แพ็กเกจกระตุ้น “ชุดใหญ่” ของจีน แค่ฉีด “อะดรีนาลิน” เศรษฐกิจ ?

28 ก.ย. 2567 | 10:45น.
แพ็กเกจกระตุ้น “ชุดใหญ่” ของจีน แค่ฉีด “อะดรีนาลิน” เศรษฐกิจ ?
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

สัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศมาตรการทางการเงินชุดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนโยบายที่กล้าหาญที่สุดในรอบหลายสิบปีของจีน เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังส่งสัญญาณว่าจะเกิดภาวะ “เงินฝืด” มากขึ้น และเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดความกังวลว่าจีดีพีปี 2024 จะพลาดเป้า 5% จากที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้

“พ่าน กงเซิง” ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เทคโนแครต ที่เคยศึกษาในสถานศึกษาตะวันตกทั้ง ฮาร์วาร์ดและเคมบริดจ์ ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เพราะปกติแล้ว PBOC จะไม่มีการแถลงข่าวใด ๆ เมื่อมีการประกาศนโยบายหรือมาตรการอะไร ก็จะทำเพียงออกแถลงการณ์เท่านั้น

บลูมเบิร์กรายงานว่า มาตรการที่ออกมาชุดใหญ่ นอกจากสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดแล้ว แม้แต่เจ้าหน้าที่จีนหลายคนก็ประหลาดใจเช่นกัน เพราะมันหมายถึงการเปลี่ยนใจอย่างฉับพลันของผู้นำระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดด้านเศรษฐกิจ เพราะหลังจากที่พวกเขาเสนอแผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจไปก่อนหน้านี้หลายเดือนแล้ว แต่ก็เงียบ จนกระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว พวกเขากลับได้รับการร้องขอให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม แล้วก็นำมาสู่การแถลงข่าวอันน่าประหลาดใจของผู้ว่าการธนาคารกลางจีนดังกล่าว

แพ็กเกจที่ PBOC ประกาศ มีตั้งแต่ลดสัดส่วนกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 0.5% ซึ่งจะทำให้มีสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ 1 ล้านล้านหยวน ลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 7 วัน จาก 1.7% เหลือ 1.5% ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดีลง 0.20-0.25% ลดเงินดาวน์บ้านสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่สองจาก 25% เหลือ 15%

นอกจากนี้ ยังจะจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพตลาดหุ้นมูลค่า 8 แสนล้านหยวน (ประมาณ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) หลังจากก่อนหน้านี้มูลค่าตลาดหุ้นจีนหายไป 6 ล้านล้านดอลลาร์ เพราะนักลงทุนไม่เชื่อมั่น

ปฏิกิริยาของตลาดที่ตอบสนองต่อข่าวนี้เห็นได้ชัดและรวดเร็วผ่านตลาดหุ้น โดยดัชนี CSI 300 ของจีนเด้งขึ้นถึง 4.3% มากที่สุดในรอบ 4 ปี จนเกือบจะสามารถหักล้างการลดลงของปีที่แล้วทั้งหมดได้ แม้ว่าจะยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของปี 2021 ประมาณ 40% ก็ตาม ขณะที่ดัชนีหั่งเส็งของฮ่องกงก็ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 4.1% เช่นเดียวกับเงินหยวนแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 เดือน ไปอยู่ที่ 7.0319 หยวนต่อดอลลาร์ ส่วนค่าเงินหยวนตลาดออฟชอร์ แข็งค่าหลุด 7 หยวนต่อดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆไปอยู่ที่ 6.9946 หยวนต่อดอลลาร์

เบ็ตตี้ หวัง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกนับจากโควิด-19 ที่ธนาคารกลางจีนออกมาตรการทั้งลดดอกเบี้ย ลดกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ และปรับนโยบายการเงินในเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่า แม้จะเป็นมาตรการชุดใหญ่ แต่ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เนื่องจากไม่มีมาตรการแก้ไขความความมั่นใจของผู้บริโภคเพียงพอที่จะกระตุ้นให้คนกล้าใช้จ่าย ทั้งนี้ ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระชี้ว่า ปัญหาแท้จริงของจีนคือการขาดประสิทธิภาพในการกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภค มากกว่าเรื่องการขาดแคลนเงินสำหรับกู้ยืม รัฐบาลควรมุ่งเน้นกระตุ้นด้วยมาตรการทางการคลังและการปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่างเช่นการให้เงินสนับสนุนโดยตรงไปยังตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างเสถียรภาพ เพราะวิกฤตอสังหาริมทรัพย์คือต้นตอหลักของปัญหาเศรษฐกิจ

ลีนน์ ซ่ง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็นจี แบงก์ ซึ่งดูแลตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงดินแดนภายใต้จีน (Greater China) เห็นว่า โดยรวมแล้วมาตรการที่ออกมาถือว่าจีนได้ก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะเป็นการออกมาตรการหลากหลายพร้อมกัน แทนที่จะเป็นทีละชิ้น หากรัฐบาลจีนใช้มาตรการการคลังขนาดใหญ่มาเสริมด้วย ก็จะสร้างแรงส่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจไปจนถึงไตรมาส 4 ของปีนี้ คิดว่าจากนี้ไปจีนจะใช้มาตรการผ่อนคลายลงไปอีก หลังจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยแล้ว

ความเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้ เปรียบเปรยว่าเป็นการฉีด “อะดรีนาลิน” ครั้งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจ แต่จะยั่งยืนหรือไม่ยังต้องจับตา เพราะนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายคนเห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐาน สิ่งที่จีนจำเป็นต้องทำคือ แพ็กเกจการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจเสียใหม่ และสร้างความเติบโตด้านการบริโภค