ทีทีบี จับตาเศรษฐกิจจีนสะอึก ทำโลกไทยกระอัก คาดจีดีพีไทยปีหน้าโตได้ 3%
ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี ประเมินเศรษฐกิจไทยพ้นจุดต่ำสุด คาดปี’68 ฟื้นตัวดีขึ้นขยายตัวได้ 3% ชี้การลงทุนเอกชนปรับดีขึ้น ตามการบริโภค-ใช้จ่ายภาครัฐ เผยท่องเที่ยวกลับมาได้ 38 ล้านคน จับตาเศรษฐกิจจีนสะอึก ทำให้เศรษฐกิจโลก-ไทยกระอัก แนะผู้กำกับเข้าไปดูแลนโยบายการค้าระหว่างประเทศ หลังไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่อง
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี กล่าวในสัมมนา “ttb Global Trade & FX Forum The Future of Asia : Economic Trends and Trade Challenges for Thailand” ภายใต้หัวข้อ “Global & Thailand Economic Outlook 2025″ ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% จากปีนี้อยู่ที่ 2.6% ด้านการบริโภคอยู่ที่ 2-3% จากปีนี้ 4%
เนื่องจากยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ส่วนการลงทุนเอกชนปรับดีขึ้น 3-4% จาก 0.8% ส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามาลงทุนของจีน ซึ่งหนีจากสหรัฐ สอดคล้องกับการลงทุนภาครัฐและการใช้จ่ายภาครัฐที่ปรับดีขึ้นตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ภาคท่องเที่ยว คาดว่าปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 38 ล้านคนเข้าใกล้ช่วงก่อนโควิด-19 จากปีนี้น่าจะอยู่ที่ 35 ล้านคน แม้ว่าจะเป็นแรงสนับสนุน แต่มีสัดส่วนเพียง 12-13% ของจีดีพี จะเห็นว่านักท่องเที่ยวทุกชาติกลับมาเกือบหมดยกเว้นนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเพียง 60% เท่านั้น ส่วนภาคการส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น แต่คงไม่แรงมากอยู่ที่ 2-3% จากปีนี้อยู่ที่ 1.7%
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังจากนี้ โดยเฉพาะไตรมาส 3 และ 4/2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่อง และดีกว่า 1.9% ที่เป็นจีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากเริ่มเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลายภาคส่วน และต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบัน ที่เริ่มเห็นอัตราการใช้กำลังการผลิตเริ่มฟื้น และเริ่มเห็นสัญญาณการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาต่อเนื่อง ทั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่พบว่าหนุนเม็ดเงินลงทุนเติบโตขึ้น 30% เทียบกับปีที่ผ่านมา
โดยประเทศที่พบการลงทุนมากที่สุด คือ จีน ที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ขณะที่ ญี่ปุ่นมีการลงทุนสะสมในไทยมากที่สุด โดยการเข้ามาลงทุนของจีน เริ่มเห็นการเข้ามาลงทุนในอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น โดยที่มีเม็ดเงินสูงขึ้นเรื่อย ๆ
“จุดต่ำสุดของจีดีพีไทยได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่ในช่วงต้นปี ซึ่งหลังจากนี้เศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ทยอยฟื้นตัว”
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะอยู่ภายใต้ 3 ธีม คือ 1.Steady but Slow โดยท่ามกลางเศรษฐกิจทั่วโลกมีปัญหา แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจในอาเซียนยังเติบโตได้ โดยหากไม่รวมไทย เฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย เติบโตได้ดีระดับ 4-5% เป็นชาติที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่นเดียวกับอินเดีย ที่ยังเติบโตได้สูง รวมถึงกลุ่มของตะวันออกกลาง ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจยังเติบโตเกิน 4%
“แม้โลกจะโตได้น้อย จีนโตไม่ถึง 5% แต่ตลาดอาเซียนหรือตลาดเกิดใหม่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคบริการ โรงแรม แต่ภาคการผลิตยังซึมตัว แม้จะไม่วิกฤตแต่ไม่ค่อยโต ฉะนั้นภาคการผลิตกำลังลำบาก ภายใต้จีนสะดุด โลกกระอัก”
2.Geopolitical Risk ในช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ และปัญหาการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้ามีราคาแพงสูงขึ้น แม้ว่าประเทศไทยจะเกินดุลการค้าบริการ จากจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะกว่า 35 ล้านคน แต่ไทยขาดดุลบริการจากค่าชิปปิ้งและตู้คอนเทนเนอร์ที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้การค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปในช่วงที่มีปัญหา Geopolitical Risk
และ 3.New Easing Cycle นโยบายการเงินที่เริ่มเข้าสู่ขาลง เริ่มส่งผลต่อต้นทุนการเงิน (Cost) มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยทิศทางอัตราดอกเบี้ย ภายใต้วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ปัจจุบันขึ้นดอกเบี้ยจากระดับ 0.25% มาเป็น 5.50% หรือขึ้นมาราว 5.25% นับตั้งแต่การระบาดโควิด-19 เป็นต้นมา ก่อนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50% ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา
ขณะที่ไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.50% มาเป็น 2.50% หรือขึ้นมาแล้ว 2.00% ซึ่งมองว่าแม้จะมีรูมให้ดอกเบี้ยของไทยลดลงได้ แต่จากดอกเบี้ยไทยที่ไม่ได้ขึ้นมากเท่าสหรัฐ ทำให้มองว่า แม้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่คงไม่ลงแรงและเร็ว โดยจะเห็นดอกเบี้ยลดลงเพียง 0.25-0.50% เท่านั้น ไม่ใช่ลงไปถึง 1.25% เหมือนช่วงโควิด-19
นายนริศกล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการค้าโลกมีอยู่ 3 ธีม ได้แก่ 1.Deglobalization จะเห็นว่าการค้าโลกไม่ได้อยู่กับประเทศพัฒนาแล้ว แต่อยู่กับตลาดเกิดใหม่ที่มีสัดส่วนสูงถึง 60% เนื่องจากการค้าในเอเชียมีความเสี่ยงน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนการค้าเพียง 40% เพราะมีปัญหากีดกันทางการค้า 2.Decoupling จะเห็นจีนส่งออกมาไทย โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และเหล็ก และปัญหาจะรุนแรงมากขึ้น และ 3.ESG Standard จะมีผลกระทบจากมาตรการที่เพิ่มขึ้นจาก 40 มาตรการไปถึงกว่า 100 มาตรการ
“เรามองว่า Policy Maker จะต้อง Step-in เข้ามาดูแลในเรื่องของการค้าโลก เพราะจะเห็นว่าสินค้าจีนส่งออกมาไทยเยอะมากพอ ๆ กับเวียดนาม แต่จะเห็นว่าจีนไม่ได้นำเข้าสินค้าไทยเลย แต่จีนนำเข้าสินค้าเวียดนาม โดยเราขาดดุลจีนเยอะมาก หากเทียบกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เราไม่ได้ประโยชน์เลย จะเห็นว่าก่อน Trade War เราขาดดุล และหลัง Trade War ก็ยังขาดดุลต่อเนื่อง แต่ประเทศอื่นกลับมาเกินดุลแล้ว“