ทีทีบีเปิดผลสำรวจข้อจำกัดฉุด SME ไทย โตไม่เต็มที่ ชี้ขาดแผนระยะยาว-ใช้ AI แค่ระดับพื้น
ทีทีบีเปิดผลสำรวจ 5 ข้อจำกัด ฉุด SME ไทย ให้เติบโตไม่เต็มศักยภาพ ชี้ขาดแผนระยะยาว-มองแค่อดีตกับปัจจุบัน-ใช้ AI ได้แค่ระดับพื้น ยังประยุกต์ไม่ได้
นายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาติ จำกัด (มหาชน) หรือทีทีบี เปิดเผยว่า ทีทีบีได้สำรวจข้อมูลเชิงลึกจากผู้ประกอบการ SME ไทย 120 ราย ที่มียอดขาย 51-400 ล้านบาท ใน 4 อุตสาหกรรมของประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค การขนส่ง และการบริการ พบว่า SME ไทยกำลังเผชิญกับ 5 ข้อจำกัดหลัก ที่ฉุดรั้งให้เติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ ได้แก่
1. ขาดแผนการบริหารธุรกิจระยะยาว
ผู้ประกอบการเน้นแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ ไม่กล้าปรับเปลี่ยนวิธีคิดและลงทุน จึงไม่สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ โดยพบว่า SME 33% มีเพียงแผนการบริหารระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ลดลง 30%
2. ใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI ได้แค่ระดับพื้นฐาน
ผู้ประกอบการกว่า 87% ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการบริหาร และกว่า 59% เริ่มนำ AI มาใช้แล้ว แต่ก็เป็นไปในระดับพื้นฐาน ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในเชิงกลยุทธ์ได้
3. ไม่บริหารความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นายพีรพงศ์มองว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมองธุรกิจแค่ผลประกอบการในปัจจุบัน และข้อผิดพลาดในอดีต แต่ยังไม่ค่อยมองไปถึงความเสี่ยงในอนาคตนัก พบว่า ผู้ประกอบการใช้ระบบบัญชีกว่า 90% แต่พบว่าผู้ประกอบการกว่า 96% มีต้นทุนสูงขึ้น สะท้อนว่านำข้อมูลระบบบัญชีไปใช้บริหารต้นทุน กำไร กระแสเงินสด และความเสี่ยงไม่ได้ รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากการที่ลูกหนี้ของผู้ประกอบการชำระล่าช้า ทำให้กระทบกับกระแสเงินสดเพิ่มด้วย
4. ประสิทธิภาพองค์กรไม่เติบโต
ทีทีบีพบว่า หลายธุรกิจมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่โครงสร้างองค์กรไม่รองรับการขยายตัว โดยผู้ประกอบการ 53% มีคุณภาพสินค้าไม่คงที่ และกว่า 83% ยังพึ่งพาคนสำคัญในองค์กรเพียงไม่กี่คน ประสบปัญหาการไล่พนักงานออก หรือพนักงานลาออกบ่อย ทำให้องค์กรขาดแคลนบุคลากร นอกจากนี้องค์กรยังมีกระบวนการทำงานแบบเก่า ล่าช้า และซับซ้อน ซึ่งไม่สนับสนุนการขยายตัวขององค์กร
5. ขาดเครื่องมือ ตัวช่วย และคำแนะนำที่ดี
ผู้ประกอบการบางส่วนมีความตั้งใจที่ดี แต่ยังขาดทิศทาง เครื่องมือ และคำแนะนำ ทีทีบีพบว่า ผู้ประกอบการ 43% ต้องการพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ ๆ และ 39% ต้องการข้อมูลความรู้ที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้กว่า 32% ยังต้องการที่ปรึกษา
ข้อมูลจากผลสำรวจดังกล่าว ทำให้ทีทีบีเชื่อว่าผู้ประกอบการ SME ไทยยังสามารถเติบโตต่อไปได้ โดยนายพีรพงศ์เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนการเติบโตได้จริง ต้องปรับแนวคิดสู่การเติบโตและเปลี่ยนผ่านธุรกิจ, ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยดิจิทัลและ AI รวมทั้งบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
“SME บางส่วนไม่สามารถต่อสู้กับกระแสความท้าทายที่เกิดขึ้นได้ ทีทีบีพร้อมจะเป็นทั้งเพื่อนคู่คิด แหล่งเงิน และช่วยเหลือด้านข้อมูล ให้คำแนะนำที่ดีแก่ SME จากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจริง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME ก็เหมือนนักกีฬา หากต้องการจะยกระดับผู้เล่นให้สูงขึ้นจะต้องมีสปอนเซอร์ ผู้ให้คำแนะนำ และข้อมูลความรู้ที่ดี ซึ่งทีทีบีจะเข้าไปช่วยเหลือในส่วนเหล่านั้นเอง” นายพีรพงศ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายพีรพงศ์ยังเปิดเผยว่า ยอดสินเชื่อของ SME ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ และผู้ประกอบการเองก็ระมัดระวังการบริหารเงิน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อน้อยลง และการแข่งขันจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามา รวมถึงปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก-นำเข้าสินค้า และระบบโลจิสติกส์ นอกจากนี้ยังมีการกีดกันทางการค้า และต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น
นางกนกพร จูฑา ประธานกลุ่มบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีทีบี เปิดเผยว่า ทีทีบีพร้อมจะสนับสนุนการเติบโตของ SME ผ่าน 3 แนวทาง คือ การช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง ปลดล็อกการเงินให้ทันกับการเติบโต, ส่งเสริมการนำดิจิทัลมาต่อยอดธุรกิจให้ครบวงจร และเพิ่มองค์ความรู้ คำแนะนำเพื่อการเติบโต
โดยทีทีบีออกผลิตภัณฑ์เพื่อให้ SME เข้าถึงหลักประกันได้ และให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมทั้งระบบของทีทีบีจะเชื่อมต่อกับข้อมูล e-GP ของกรมบัญชีกลาง ช่วย SME ที่เป็นคู่ค้าของภาครัฐ ลดปัญหาเรื่องเอกสารรายได้ เอกสารการส่งมอบงานไม่ครบถ้วนเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้อนุมัติสินเชื่อได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ทีทีบียังจับมือกับคู่ค้าภาคเอกชนของ SME เช่น Line Man และ Wongnai เพื่อเชื่อมต่อการบริหารการขายกับการรับเงิน และนำข้อมูลมาสรุปบัญชีให้โปร่งใส มีข้อมูลผลประกอบการนำไปใช้ในการตัดสินใจพัฒนาธุรกิจต่อไป



