“พิชัย” รมว.คลัง ปิดห้องถก “ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” แลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจ มองเงินเฟ้อปีนี้ส่อหลุดเป้า 1-3% ขอนัดอีกครั้งเดือนนี้ พร้อมหาทิศทางลด-ไม่ลดดอกเบี้ย หวังลดปัญหาหนี้ครัวเรือน แก้ปัญหาหนี้สินประชาชนกว่า 7-8 แสนบัญชีที่ค้างชำระหนี้
วันที่ 3 ตุลาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังปิดห้องหารือร่วมกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยใช้เวลาคุยกันประมาณ 1.30 ชั่วโมง ว่า จากที่ได้หารือร่วมกันในวันนี้ ได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 4 ปีนี้จะอยู่ที่ราว 1% ส่งผลให้คาดว่าทั้งปี 2567 เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มจะหลุดกรอบล่างของเป้าหมายที่วางไว้ที่ 1-3%
ดังนั้น จะมีโอกาสนัดหารือกันแบบลึก ๆ อีกครั้งกับผู้ว่าการ ธปท. ภายในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อหาข้อสรุปว่า เมื่อทิศทางของเงินเฟ้อออกมาเช่นนี้แล้ว จะมีแนวทางในการทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้อย่างไร

โดยวันนี้กระทรวงการคลังและ ธปท.มีการเห็นภาพที่ตรงกันมากขึ้น และเชื่อว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ทาง กนง.จะนำภาพข้อมูลเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศมาคุยกันอย่างละเอียดมากขึ้น
เพื่อตัดสินใจในเรื่องดอกเบี้ยนโยบาย เช่น การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การปรับนโยบายการเงินของยุโรป และการออกมาตรการต่าง ๆ ในจีน ซึ่ง 3 เรื่องนี้จะมีผลต่อเงินที่ไหลเข้ามาและมีผลต่อค่าเงินบาท แม้ในเวลานี้เริ่มอ่อนค่าลงมาบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินบาทแข็งค่า เชื่อว่าไม่กระทบกับปริมาณการส่งออก และคาดว่าการส่งออกในไตรมาส 4 ปีนี้จะดีขึ้นเช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว
นายพิชัยกล่าวว่า เรื่องดอกเบี้ยหากลดลงก็จะเป็นผลดีกับคนกู้ที่มีความสามารถในการกู้ และเรื่องการเข้าถึงเงินทุนสำคัญกว่า ส่วน กนง.จะตัดสินใจอย่างไรขึ้นอยู่กับการพิจารณา เพราะหากลดก็ต้องตอบให้ได้ว่าลดเพราะอะไร หรือหากไม่ลดก็ต้องตอบว่าเพราะอะไร โดยรัฐบาลมองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหนึ่ง แต่ก็มองว่า ธปท.ก็มีเครื่องมืออื่น ๆ อีกหลายอย่างด้วยที่จะนำมาทำได้ ซึ่งคลังและ ธปท.เห็นตรงกันว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องสภาพคล่อง แต่เป็นการปล่อยกู้ที่สถาบันการเงินมีความกังวล
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือน โดยเบื้องต้นจะแบ่งการดำเนินการออกเป็นกลุ่มคือ กลุ่มที่ยังมีโอกาสเดินไปได้ ยังมีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้ ส่วนนี้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ โดยการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการเงินกับคลังที่จะเข้ามาดูแล หลัก ๆ คือจะไม่ลดหนี้ให้แบบไม่มีเหตุผล เพราะจะกลายเป็นปัญหา Moral Hazard ส่วนรายละเอียดจะต้องมีการหารือกันเพิ่มเติมอีก
และอีกกลุ่มคือ กลุ่มเปราะบาง ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ส่วนใหญ่มีมูลหนี้ไม่มาก แต่มีสถานะทั้งที่เป็นหนี้เสีย ติดเครดิตบูโร และอื่น ๆ มีจำนวนกว่า 7-8 แสนบัญชี ตรงนี้ต้องมาดูในรายละเอียด และต้องขอความร่วมมือกับสถาบันการเงิน คลัง และ ธปท. ที่จะเข้ามาช่วยอย่างเต็มที่
“ถ้าผมเป็นคนแก้หนี้ที่มีไม่กี่เครื่องมือ หากไม่ลดหนี้ ก็ต้องหาวิธีที่ดีที่สุด ทำให้เป็นภาระลูกหนี้น้อยที่สุด นั่นคือการยืดเวลา ตรงนี้ก็ถือเป็นเครื่องมือหนึ่ง และอีกเรื่องที่ต้องมาดูคือ ว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จริง ๆ เรื่องนี้มีเครื่องมือใหญ่ ๆ อยู่ 2-3 ตัว” นายพิชัยกล่าว