นางต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการ คณะจัดงาน Sustainability Expo 2024 (SX 2024) กล่าวว่า งาน Sustainability Expo ที่จัดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้ก้าวสู่ปีที่ 5 เป็นงานใหญ่ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากทุกองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องดีและน่ายินดี
ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ก็จัดงานเอ็กซ์โปแบบนี้ในรูปแบบไฮบริด นำเสนองานผ่านแนวทางที่เรียกว่า B2C2B (Business-to-Consumer-to-Business) ซึ่งยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางเพื่อความยั่งยืน โดยเชื่อมโยงระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภค และผู้บริโภคจะเชื่อมโยงกลับสู่ภาคธุรกิจ ถือเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมทุกภาคส่วนในระดับภูมิภาค นำเสนอองค์ความรู้ ไอเดีย เทรนด์นวัตกรรม และเทคโนโลยี ผลักดันการลงมือทำ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

การจัดงาน 4 ครั้งที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 8 แสนคน สร้างรายได้ให้กับชุมชนและร้านค้าที่ร่วมกิจกรรมมากกว่า 60 ล้านบาท และการจัดงานครั้งที่ 5 ในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้ชมงานมากถึง 5 แสนคน เนื่องจากโลกเริ่มตื่นตัวกับปัญหาโลกร้อน และทุกคนให้ความสนใจเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหา รวมถึงการรับมือมากขึ้นเป็นลำดับเช่นกัน
ไฮไลต์ปีนี้มีการรวบรวมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ 600 รายทั่วโลก เครือข่ายธุรกิจยั่งยืนจากบริษัทและองค์กรชั้นนำของไทยและต่างประเทศกว่า 270 แห่ง มาให้ความรู้ที่หลากหลาย มีแนวคิดที่น่าสนใจ นำเสนอตัวอย่างและวิธีการปรับตัวให้ทันในวันที่โลกเดือด เป็นแนวทางสร้างโลกให้เกิดความสมดุล
ปีนี้การจัดงานเพิ่มเป็น 10 วัน จาก 8 วัน (วันที่ 27 กันยายน-6 ตุลาคม 2567) โดยเพิ่มนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนจากผู้ลงมือทำจริงในทุกมิติ เน้นกิจกรรมที่กระตุ้นให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลุกขึ้นมากอบกู้สังคม กอบกู้โลก บรรเทาภาวะโลกเดือดให้มากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญได้เพิ่มความเป็นสากลของงาน โดยมี 13 องค์กรจากต่างประเทศ อาทิ World Bank ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นำนวัตกรรมมาร่วมโชว์ รวมถึงกิจกรรม REPARTMENT STORE เป็นจุดช็อปและแบ่งปัน สามารถสนับสนุนสินค้าและบริจาคของมือสองสภาพดี
“การเดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 ของการจัดงาน มาจากผสานความร่วมมือจากทั้งองค์กรธุรกิจชั้นนำ ภาครัฐ และเอกชน สู่มหกรรมที่จัดแสดงแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และชวนทุกคนมาร่วมกันลงมือทำ เพื่อพลิกวิกฤตโลกเดือด เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง และไม่ใช่การลงมือทำเพียงเพื่อวันนี้ แต่เพื่อส่งต่อโลกใบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป”

โดยเฉพาะ “โซนอาหาร” และ “โซนสินค้าให้เลือกซื้อ” คือการตอบโจทย์คนทุกวัยให้ได้มาร่วมกันหาคำตอบ และได้ไอเดียด้านความยั่งยืนกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเอง ในระดับครอบครัว องค์กร สังคม หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับชาติจากแต่ละหน่วยงานที่มาเข้าร่วม และได้แลกเปลี่ยนไอเดียกัน
โซน SX Food Festival โดนใจสายกิน สายกรีน ได้ชูธีม “Back to The Future” ชวนก้าวไปสู่อนาคตด้วยอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีเซเลบริตี้ชื่อดัง และผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์เมนูอาหารมาร่วมงาน สร้างความคึกคัก สร้างความสมดุลระบบนิเวศ
บรรยากาศสีสันมาจากการจำลองโลกแห่งอนาคต อาหารจากธรรมชาติคือดีที่สุด ประกอบด้วย
Zone A : Functional Food เป็นโซนที่รวบรวมอาหารบำรุงร่างกายไว้อย่างมากมาย
Zone B : Low Sugar, Low Sodium, Low Fat โซนนี้เป็นการรวบรวมอาหาร น้ำตาลน้อย, เค็มน้อย และไขมันที่น้อย ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีของคนที่รักสุขภาพ
Zone C : Clean Energy โซนนี้จะแสดงให้เห็นถึงพลังงานสะอาด ที่ถูกผลิตจาก แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ก่อมลพิษและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
Zone D : Local Ingredient แหล่งรวมวัตถุดิบท้องถิ่น และภูมิภาคใกล้เคียง ซึ่งเป็นการช่วยลดการขนส่ง และยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและความยั่งยืน
Zone E : Vegan & Plant Based โซนอาหารจากพืชและวีแกน เป็นโซนที่เน้นอาหารที่มาจากพืชและไม่มีส่วนประกอบจากสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยผลไม้
Zone F : Low Carbon โซนนี้จะรวมอาหารคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นอาหารที่ผลิตโดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด
Zone G : Recycle โซนนี้จะเป็นการแสดงให้เห็นถึง กระบวนการ Recycle ซึ่งกระบวนการนี้จะเป็นการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
นอกจากนี้ ในงานยังมีร้านอร่อยที่ใส่ใจสุขภาพรักษ์โลกมาเปิดให้บริการ เป็นอาหารเพื่อโลก ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่มาแรงสุดแห่งปี เป็นอาหารแห่งอนาคต ที่ถือว่าเป็นมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน

SX 2024 กับเทศกาลอาหารแห่งปี SX FOOD FESTIVAL 2024 ภายใต้ธีม Back to The Future ดินแดนแห่งความอร่อยที่ยั่งยืน จึงได้รับความสนใจมากในปีนี้ มีทั้งอาหารสุขภาพ อาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำลองบรรยากาศจากโลกอนาคต ให้ได้ถ่ายรูปและเช็กอิน
โดยมีร้านอร่อยเด็ดทั่วไทย 130 ร้านมาสร้างบรรยากาศและพบกับเชฟชื่อดังจากรายการ Master Chef, Top Chef, Iron Chef และ Hell’s Kitchen ที่มาโชว์ฝีมือ และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 7 โซน 7 ประสบการณ์
อาทิ เชฟป้อม จาก Iron Chef นำเสนอ ซาลาเปาหิมะ พายหมูแดง พายเป็ดย่าง เปาทรัฟเฟิล
เชฟเอียน จาก Master Chef นำเสนอ ข้าวซอยไก่ ขนมจีนแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ปีกไก่ทอดยัดไส้วุ้นเส้นพริกไทยดำ
เชฟอ๊อฟ จาก Iron Chef นำเสนอทาโก้แนวรักษ์โลก
เชฟแม็กซ์ จาก Master Chef นำเสนอขนมหวาน เอาใจสายหวาน
เชฟตุ๊กตา + เชฟสตางค์ จาก The Next Iron Chef + Iron Chef นำเสนอข้าวแกงแบบพื้นบ้าน ใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นเป็นเครื่องปรุง อาทิ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ขนมจีน ห่อหมกปลาช่อน ไข่พะโล้ ข้าวผัดปู ฯลฯ
เชฟมาร์ติน จาก IRON CHEF นำเสนอแบบเก๋ไก๋ด้วยข้าวรีซอตโต้เพิร์ลบาเลย์ คู่กับ Chilli Jam หมูตุ๋น เนื้อตุ๋น หอมอร่อย รสชาติจัดจ้าน
รวมทั้งร้านสตรีตฟู้ดชื่อดังอีกมากมายหลายร้าน

เทรนด์อาหารแห่งอนาคต ในโซน A-G ได้กล่าวถึงพลังสัมผัสแห่งอาหารที่เป็นยา สมุนไพร และส่วนผสมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมอาหารบำรุงร่างกาย อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ โปรไบโอติก และสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับเชื้อโรคในปัจจุบันได้
เช่น ร้านไส้อั่วเผาเตาหลวง มีเมนูไส้อั่ว 30 สมุนไพร ร้าน Eggyday เมนูอาหารที่ทำจากเส้นโปรตีนไข่ขาว ดีต่อสุขภาพ
การเปิดประสบการณ์ใหม่กับอาหารสุขภาพที่มีน้ำตาล โซเดียม ไขมันต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เหมาะกับการควบคุมน้ำหนัก อาทิ บัวลอยจากน้ำตาลหล่อฮังก๊วย ทางเลือกของผู้ป่วยเบาหวาน เมนูกาแฟ Low Carbon และสมูตตี้สุขภาพ
เมื่อรับประทานแล้วก็จะมีขยะ เศษอาหาร ภายในงานยังมีโซน G. Wall-E-Recycle ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการ Recycle เป็นการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อลดความต้องการวัตถุดิบใหม่ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นใช้ภาชนะรักษ์โลก เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน สมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า (Good Balance, Better World)