“ขัตติยา” กสิกรไทย ชี้ตลาดอาเซียนเนื้อหอมน่าลงทุน คาด 5 ปีจีดีพีโต 4.5% โตแซงเศรษฐกิจโลก
“ขัตติยา” ซีอีโอ ธนาคารกสิกรไทย มองภูมิภาคอาเซียนเป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุดวันนี้ มองเศรษฐกิจโต 4.5% แซงเศรษฐกิจโลก 3.1% ชี้ มีทรัพยากรสมบูรณ์-ค่าแรงยังไม่แพง ย้ำภาคธุรกิจ-แบงก์จะขยายการลงทุน ต้องมี “Khow How-Khow Where-Khow Who” พร้อมจับมือพันธมิตรท้องถิ่นร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน ลั่น ใช้ K PLUS เดินหน้าธุรกิจ ตั้งเป้า 5 ปี รายได้ต่างประเทศแตะ 5%
วันที่ 7 ตุลาคม 2567 นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา “Asean Economic Outlook 2025″ ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “Investment Opportunities in Asean” ว่า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจมากที่สุดในวันนี้ ซึ่งมาจาก 2 ประเด็น คือ
1.มีความเป็นกลางท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และ 2.การได้เปรียบทั้งในแง่ของทรัพยากรที่มีอยู่ค่อนข้างมาก ค่าจ้างแรงงานยังไม่สูงเกินไป และโลจิสติกส์เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยหากภาครัฐสามารถขับเคลื่อนให้สามารถเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ได้ ภาคเอกชนและนักธุรกิจสามารถออกไปขยายการลงทุนได้
ทั้งนี้ หากดูตัวเลขจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้มีการคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียน 5 จะขยายตัวอย่างน้อย 4.5% ซึ่งแซงเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวเพียง 3.1% โดยคาดว่าเศรษฐกิจเวียดนาม 6.4% และอินโดนีเซียจะเติบโตได้ 5% และไทย 2.9% โดยหากดูจุดเด่นของเวียดนาม จะเป็นเรื่องค่าแรงที่ต่ำ มีการเจรจาการค้าทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ส่วนอินโดนีเซีย มีทรัพยากรสมบูรณ์ในหลาย ๆ ด้าน ขณะที่ประเทศไทย มีความรู้และเม็ดเงินในการลงทุน ซึ่งสามารถออกไปลงทุนได้
ขณะเดียวกัน หากดูในมุมการลงทุนในแง่ของตลาดและประชากร ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ จะเห็นว่า จำนวนประชากรของเวียดนามปัจจุบันอยู่ที่ 99 ล้านคน คาดว่าภายในปี 2583 จะเพิ่มเป็น 107 ล้านคน และอินโดนีเซียจาก 277 ล้านคน เพิ่มเป็น 317 ล้านคน เป็นตลาดที่ใหญ่มากและอยู่ในวัยกำลังซื้อและกำลังใช้ จึงเป็นโอกาสที่จะทำมาค้าขายได้มากขึ้น
โดยในมุมการลงทุนของธนาคารพาณิชย์จะดูจากประชากรที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายในต้นทุนที่เป็นธรรม โดยประเทศอินโดนีเซียมีสัดส่วน 48% เวียดนาม 43% จีน 11% และไทย 5% แม้ว่าตลาดหลักยังคงเป็นตลาดไทย แต่ธนาคารจะกระจายผลิตภัณฑ์ทางการเงินไปในกลุ่มประชากรในตลาดอาเซียนได้อย่างไร
โดยภาคธุรกิจจะต้องวางแผนเตรียมตัวให้พร้อม เนื่องจากแม้ว่าจะเราจะเก่งในประเทศ แต่ไปตลสดใหม่ น่านน้ำใหม่ อาจจะเจอพายุคลื่นลมแรง หรือคู่แข่งที่มีอยู่แล้ว ดังนั้น การขยายธุรกิจอาจจะไม่สำเร็จเสมอไป
“โจทย์การทำธุรกิจ เปรียบเป็นมหาสมุทรที่เราไปหาน่านน้ำใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าไปถึงแล้วจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ ดังนั้น แม้ว่าเรามี Khow How ในประเทศเราเก่ง รู้ว่าผลิตอะไร แต่ไปที่อื่นเราต้องพร้อมปรับเปลี่ยน และเราต้องรู้ Know where ไม่ใช่แค่ว่าจะไปตลาดไหน แต่ต้องรู้พฤติกรรมของลูกค้า กฎระเบียบข้อบังคับของประเทศต่าง ๆ ว่าจะกระทบต่อการทำธุรกิจอย่างไร Know who คือการรู้จัก regulator ผู้กำกับประเทศต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวช่วยในการทำธุรกิจที่ดีขึ้นในประเทศนั้น ๆ และสุดท้ายคือ Local strategic partnership ที่พร้อมทำงานร่วมกัน พร้อมร่วมเป็นร่วมตายไปกับเราไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นร่วมกัน สุดท้ายมองว่า หากประเทศไทยเรา สามารถ Leverrage ประเทศไทยออกไปยังอาเซียนได้ ภายใต้การช่วยด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ของรัฐบาล ดังนั้น หน้าที่ของเรา คือต้องทำให้สำเร็จให้ได้ และถ้าจะไปอาเซียน“
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า สำหรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ยังคงเน้นประเทศที่เรามีสาขาหรือทำธุรกิจไว้แล้ว ภายใต้จุดแข็งหรือกลยุทธ์เดิมนำโดยระบบการชำระเงิน K PLUS หากดูวันนี้เศรษฐกิจจีนชะลอ เราก็ชะลอ ส่วนอินโดนีเซียและเวียดนามยังโตได้ เราก็โตในด้านการชำระเงิน โดยภาพรวม 5 ปีตั้งเป้ารายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 5%