เงินหยวนอ่อนค่า กดดันค่าเงินบาท ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 87.3% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน พ.ย.นี้
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 32.45/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาด เมื่อวันจันทร์ (7/9) ที่ระดับ 33.44/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐยังคงปรับตัวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลัง Dollar Index ปรับตัวแคบ ๆ ที่ระดับ 102.47 จุด จากการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้นักลงทุนเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือน พ.ย. ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุระดับ 4% เป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน และหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน ก.ย.ของสหรัฐ ในวันพฤหัสบดีนี้ (10/10) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟดต่อไป
โดยข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 87.3% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน พ.ย. และให้น้ำหนัก 12.7% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนดังกล่าว นอกจากนี้สถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังคงเป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด
ด้านปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารโลก (World Bank) ได้เพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทยในปี 2567 โดยขยายตัวอยู่ที่ 2.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 1.9% โดยการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งดำเนินการงบประมาณและการส่งออกสินค้า การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนซึ่งยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในปีนี้
ทั้งนี้ธนาคารโลกยังคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.0% โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนที่ฟื้นตัว จากที่ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.ค. 2567 ธนาคารโลกได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 2.4% ส่วนในปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.8%
นอกจากนี้ในช่วงเช้าตลาดหุ้นจีนประสบภาวะผันผวนหลังคุณเจิ้ง ซานเจี๋ย ประธานคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ได้ออกมาพูดให้คำมั่นว่าจะดำเนินการในหลายด้านเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศจีน
อย่างไรก็ดีเขาไม่ได้ประกาศแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่เพิ่มเติม ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน และส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นจีนลดช่วงบวกหลังจากเปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 10% และส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่ากดดันบาทให้อ่อนค่าตามไปด้วยในช่วงเช้า
ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 33.47-33.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (8/10) ที่ระดับ 1.0983/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (7/9) ที่ระดับ 1.0964/66 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสำนักงานสถิติของเยอรมนีรายงานในวันนี้ (7 ก.ย.) ว่า ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.ของเยอรมนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8% และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ลดลง 2.9%
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0954-1.0986 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0990/91 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ส่วนค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (8/10) ที่ระดับ 147.82/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (7/9) ที่ระดับ 148.39/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (8/10) ว่าเงินเดือนพื้นฐานของผู้ทำงานประจำเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.9% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายปี โดยเพิ่มขึ้นจากอัตรา 2.6% ในเดือน ก.ค. ขณะที่การเติบโตของรายได้ที่เป็นเงินสดตามตัวเลข (Nominal Cash Earnings) สำหรับคนงานทั้งหมดชะลอตัวลงเหลือ 3% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย
อย่างไรก็ดีค่าจ้างที่แท้จริง (real wages) ลดลงหลังจากเพิ่มขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนซึ่งเปิดเผยโดยกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือน ส.ค. ซึ่งมากกว่าคาดการณ์ที่จะลดลง 2.6%
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 147.33-148.19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 147.80/81 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ไดแก่ ดุลการค้า (8/10), รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (10/10), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (10/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (10/10), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) (10/10), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกน (11/10), ดัชนีอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จากรัฐมิชิแกน (11/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.25/-7.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.0/-2.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ