‘สมชัย’ อดีต กนง. อ่านเกมชิงเก้าอี้ประธานบอร์ดคนใหม่ หวั่นการเมืองคุมนโยบายเบ็ดเสร็จ
สมชัย จิตสุชน
‘สมชัย จิตสุชน’ อดีต กนง. อ่านเกมชิงเก้าอี้ประธานบอร์ด ธปท. หวั่นฝ่ายการเมืองดันคนใกล้ชิดมีบทบาทนโยบายการเงิน หลังเห็นต่างจากแบงก์ชาติหลายเรื่อง ห่วงดันแผนใช้เงินสำรองระหว่างประเทศ ตั้งกองทุนนโยบายความมั่นคั่งแห่งชาติ จับตาปี’68 คัดสรรผู้ว่าฯ ธปท.คนใหม่ ดึงคนมีแนวคิดเดียว หวั่นคุมนโยบายเบ็ดเสร็จ
วันที่ 10 ตุลาคม 2567 ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อํานวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) กล่าวถึงการสรรหาประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (บอร์ด ธปท.) คนใหม่ ซึ่งเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงผู้ถูกเสนอชื่อที่มีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง และมีความเห็นในการดำเนินนโยบายการเงินแตกต่างอย่างมากกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า
ไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลพยายามจะส่งคนของตัวเองเข้ามาเพื่อให้มีเสียงของตัวเองในบอร์ด ธปท.มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นถึงความไม่ลงรอยกันระหว่าง ธปท.และรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยของรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งในประเด็นการดำเนินนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ย รวมถึงเรื่องดิจิทัลวอลเลตยุคแรกที่มีความเกี่ยวพันกับ พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 ที่ ธปท.ดูแลกฎหมายดังกล่าวอยู่
ดร.สมชัยตั้งสมมุติฐานด้วยว่า ที่หลายฝ่ายมีความกังวลในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากหากบุคคลที่มาเป็นบอร์ด ธปท.มีความเห็นพ้องกับรัฐบาล เพราะมีความเชื่อทางนโยบายแบบเดียวกัน จะทำให้โอกาสในการดำเนินนโยบายตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการมีสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน เรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการดูแลค่าเงินบาท
รวมทั้งการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศ ที่เคยมีแนวคิดมานานแล้วตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทยจนถึงพรรคเพื่อไทย ว่าต้องการนำเงินสำรองระหว่างประเทศไปใช้ โดยการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกคัดค้านจากฝั่ง ธปท.มาโดยตลอดเช่นกัน

ดร.สมชัยกล่าวว่า แม้การตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะประสบความสำเร็จในบางประเทศ และประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศไม่น้อย ซึ่งหากสามารถดำเนินการภายใต้การบริหารจัดการที่ดีได้ ก็จะทำให้เกิดดอกออกผลและเป็นประโยชน์เชิงนโยบายได้ แต่ที่หลายฝ่ายกังวลคือหน้าที่การบริหารกองทุนนี้เป็นของใคร ซึ่งการทำหน้าที่ดังกล่าวจะต้องมีความโปร่งใสและธรรมภิบาลสูงมาก หากเกิดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
โดยนำคนเข้าไปนั่งบริหารกองทุน ปัญหาก็จะเกิดตามมาอีกเช่นกัน เพราะกองทุนก้อนนี้คือเงินที่เป็นเกราะป้องกันในยามฉุกเฉิน หากนำไปใช้ผิดประเภทหรือใช้จ่ายกับประชานิยมต่าง ๆ ก็จะเป็นเงินที่เสียเปล่า
เจตนารมณ์ของกฎหมาย ธปท.ต้องการป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงได้ง่าย
ดร.สมชัยยังกล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการสรรหาและคณะกรรมการสรรหา หรือคัดเลือกคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของ ธปท. ว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะคณะกรรมการ หรือบอร์ดชุดต่าง ๆ ของ ธปท.มีคาบเกี่ยวกันทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้กฎหมายปัจจุบันจึงกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหาเอาไว้ว่า จะต้องไม่เป็นข้าราชการในปัจจุบัน ชัดเจนว่าเจตนารมณ์คือไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจเหนือการตัดสินใจมากจนเกินไป เพราะหากคณะกรรมการสรรหามีความคิดคล้ายกับฝ่ายการเมือง และสรรหาบอร์ด ธปท.ที่มีความคิดคล้ายกันเข้ามา
ต่อไปเมื่อ กนง.ครบวาระในอีก 2 ปีข้างหน้าบอร์ด ธปท.ก็จะมีโอกาสคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กนง. ในสัดส่วนคนนอกอีก 4 คนด้วย นอกจากนี้ ในปี 2568 จะมีการคัดสรรผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ หากคณะกรรมการคัดสรรมีแนวคิดไปทางเดียวกับฝ่ายการเมืองอีก และเลือกผู้ว่าฯ ธปท.ที่เป็นฝ่ายเดียวกัน ถึงตอนนั้นฝ่ายการเมืองก็จะคุมนโยบายการเงินเบ็ดเสร็จ ดังนั้น ผู้ที่จะมาเป็นคณะกรรมการสรรหาก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
“สิ่งนี้เป็นหลักการและสมมุติฐานส่วนตัว ไม่ได้ระบุหรือพาดพิงตัวบุคคลใด ๆ ถ้าฝ่ายการเมืองสามารถส่งคนที่มีความคิดคล้ายกันเข้ามาในบอร์ด ธปท.ได้ เป็นผลเสียที่รุนแรงมากแน่นอน แต่ถึงขั้นหายนะหรือไม่ ก็ขึ้นกับว่าเมื่อแทรกแซงแล้วคนที่ทางรัฐบาลส่งไปนั่งอยู่ใน ธปท.ในจุดต่าง ๆ ถึงขั้นที่ว่าจะฟังรัฐบาลอย่างเดียวเลย ไม่ได้มีข้อพิจารณาทางวิชาชีพ หรือหลักวิชาการอะไร อันนี้ถึงขั้นหายนะแน่ ซึ่งส่วนตัวคิดว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น
เพราะเชื่อว่าแต่ละท่านมีวิจารณญาณระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาพว่า ต่อให้ท่านมีวิจารณญาณของท่านเอง แต่เผอิญสิ่งที่ท่านพูดตรงกับรัฐบาลเกือบจะทุกเรื่อง คนอื่นก็อาจมองได้ว่าฟังรัฐบาลทุกเรื่อง” ดร.สมชัยระบุ
มองให้ไกล นโยบายการเงินต้องเป็นอิสระ
ดร.สมชัยย้ำด้วยว่า ความเป็นอิสระของนโยบายการเงินเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างมาก มีงานวิจัยและประสบการณ์จากทั่วโลกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา พบตรงกันว่า ถ้าตลาดขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของความเป็นอิสระทางความคิดของธนาคารกลาง ตลาดจะปั่นป่วนผันผวน และไม่เชื่อใจ ทั้งประเด็นการควบคุมเงินเฟ้อ และวินัยทางด้านการเงินการคลังอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้ประเทศสูญเสียความน่าสนใจในการลงทุน และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปในที่สุด อาจส่งผลให้เงินทุนไหลออก ซึ่งจะกระทบภาพรวมเศรษฐกิจในที่สุด
“อยากให้มองไกลและมองกว้าง อย่าไปให้ความสําคัญกับประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้ามากเกินไป อะไรที่ทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวต้องหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปสร้างภาพว่านโยบายการเงินถูกแทรกแซงได้ อันนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ไม่ควรจะให้เกิดขึ้น
ส่วนที่มีการพูดกันว่า ทั้งฝ่ายการเมืองและ ธปท.เองจะต้องปรับแนวคิดทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นนั้น ส่วนตัวเห็นว่าข้อถกเถียงที่ผ่านมาเป็นเรื่องของหลักการ เพราะหลักการของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน ฝั่งหนึ่งมองระยะยาว ฝั่งหนึ่งมองระยะสั้น ก็เลยทําให้ยาก แต่หากทั้งสองฝั่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวที่เหลือคุยกันง่าย” ดร.สมชัยระบุ