Health Care กับ Megatrend (4)
คอลัมน์ พินิจ พิเคราะห์
โดย กิติชัย เตชะงามเลิศ
บทความตอนที่แล้วผมได้พูดถึงว่าธุรกิจ health care สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท วันนี้เรามาลงรายละเอียดกันครับ
1) Pharma เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยารักษาโรค ซึ่งรวมทั้งอาหารเสริมที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมทานกันเพื่อสุขภาพ และเพื่อลดโอกาสที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ธุรกิจยาเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล
ลองดูตัวอย่างยารักษาโรคต่าง ๆ ช่วงที่ออกยาตัวใหม่ ๆ มา ราคาจะแพงมากเม็ดหนึ่งอาจตกถึง 200-300 บาท เนื่องจากได้จดลิขสิทธิ์ไว้ ซึ่งพอลิขสิทธิ์หมดอายุ บริษัทยาอื่น ๆ สามารถผลิตได้
ราคาบางครั้งเหลือเม็ดละไม่ถึง 1 บาท margin มหาศาลเพียงไหน แม้พอจะเข้าใจได้ว่า ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัย ค้นคว้าผลิตยาเพื่อรักษาโรคร้ายต่าง ๆ จะมีมากก็จริง แต่กำไรก็ยังมหาศาลอยู่ดี
ดูจากอัตราการทำกำไรจากงบการเงินของบริษัทยาข้ามชาติใหญ่ ๆ เห็นแล้วจะตกใจเพราะว่า มาร์จิ้นสูงมาก เมื่อไม่กี่ปีก่อนมีนักลงทุนรายหนึ่งเข้าไปกว้านซื้อหุ้นของบริษัทยาแห่งหนึ่ง ซึ่งผลิตยารักษาโรคชนิดหนึ่ง หลังจากนั้น
นักลงทุนรายนี้ก็ได้เข้าไปมีส่วนบริหารจัดการบริษัทยาแห่งนั้นและได้เพิ่มราคาขายยาขึ้นไปอีกหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นจะต้องใช้ยาตัวนี้หลาย ๆ คน ไม่สามารถที่จะหาเงินมาจ่ายค่ายาเพื่อรักษาโรคของตัวเองได้
2) Biotech เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีทางชีวภาพ พัฒนาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษยชาติ ช่วยลดการติดเชื้อของโรคต่าง ๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ หรือการค้นพบวิธีการผลิตและใช้ stemcell เพื่อบำบัดโรค หรืออาการผิดปกติต่าง ๆ ทางร่างกาย เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคน ซึ่งเพื่อนบ้านเราอย่างเช่นสิงคโปร์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยเกี่ยวกับทางด้านไบโอเทคนี้เป็นอย่างมาก บริษัทใหญ่ ๆ ข้ามชาติก็ได้มาตั้งบริษัทในประเทศสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก
3) Health care equipment อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมถึงการเสริมสวย ซึ่งแต่ละเครื่องมีตั้งแต่หลักหมื่นจนหลักสิบ ๆ ล้านทีเดียว ปัจจุบันนี้สถานพยาบาล คลินิก (ทั้งคลินิกรักษาผู้ป่วย และคลินิกเสริมสวย) ด้วยความที่ urbanization เป็นโลกานุวัตร ทำให้เราเห็นสถานพยาบาลเหล่านี้ ผุดขึ้นมามากมาย จนบางครั้งผมเห็นซอยบางซอย หรือถนนบางเส้น มีคลินิกเสริมสวยผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด เพื่อรองรับความต้องการของประชากรที่มีรายได้สูงขึ้น ความสามารถและความต้องการเข้าถึงสถานพยาบาลดี ๆ ก็มีมากขึ้น ทำให้ความต้องการเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ก็มากตามไปด้วย
4) Health care services ก็คือสถานพยาบาลนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคลินิก โรงพยาบาล ฯลฯ เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะว่าไม่มีลูกค้า (คนไข้) กล้าต่อราคา ทั้ง ๆ ที่ค่าบริการและค่ายาที่โรงพยาบาลเอกชนจะคิดราคาสูงลิบลิ่ว
ค่ายาที่คุณหมอจ่ายคิดเป็นประมาณ 3 เท่าของราคาตามร้านขายยาทั่วไป แต่ผู้ป่วยก็ต้องยอมจ่ายอยู่ดี ผมเองยังสงสัยอยู่ว่าทำไมกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ จึงไม่เข้ามาดูแลตรงจุดนี้อย่างจริงจัง ค่า doctor fee หรือค่าบริการอื่น ๆ จะคิดแพงก็พอทำใจได้ แต่ค่ายาที่ชาร์จแพง 2-3 เท่านี้ไม่ยุติธรรมกับผู้ป่วย น่าจะคิดราคาที่แพงกว่าร้านขายยาสัก 50% ก็เพียงพอแล้ว
เราจึงเห็นกำไรของกลุ่มโรงพยาบาลพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้นักลงทุนชื่นชอบกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ดูจาก P/E กลุ่มโรงพยาบาลบ้านเรา ส่วนใหญ่จะซื้อขายกันที่ P/E >30 เท่า หรือบางตัวก็ซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 60 เท่า ก็เห็นมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ช่วงหลังมานี้การเติบโตของรายได้และกำไร อยู่ในอัตราที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน คงเป็นเพราะสัดส่วนประชากรของสังคมไทยมีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้นักลงทุนเห็นว่าธุรกิจโรงพยาบาลน่าจะเป็นธุรกิจที่ดีและยั่งยืนอีกนาน ซึ่งธุรกิจนี้ในหลาย ๆ ประเทศก็ซื้อขายกันที่ P/E สูง ๆ เช่นกัน
ถ้าเราดู P/E ของ forward P/E S&P ในธุรกิจ health care services จะซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 8-28 เท่า ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา (ช่วงปี 2008 ที่เกิด hamburger crisis กลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E เพียง 8 เท่าเท่านั้น) ปัจจุบันกลุ่มนี้ซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 18-22 เท่า สาเหตุที่ P/E ต่ำกว่ากลุ่มโรงพยาบาลบ้านเรา เพราะว่าอัตราเติบโตของรายได้และกำไรต่ำกว่าของบ้านเรา
ที่น่าปลื้มใจก็คือ ปัจจุบันนี้เรามีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI อยู่หลายสิบโรงแล้ว เช่น โรงพยาบาลสมิติเวช เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น เรามีกลุ่มโรงพยาบาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน Asia Pacific เลยทีเดียว คือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) เป็นรองก็แต่เพียงกลุ่ม IHH ของมาเลเซียเท่านั้น และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ก็เป็นโรงพยาบาลไทยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ทั้งยังเคยออกทางช่อง CNN เสียด้วย
บทความหน้ามาดูกลุ่มโรงพยาบาลบ้านเราว่า แนวโน้มดีต่อเนื่องหรือไม่กันครับ