คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
สวีเดนเป็นประเทศที่ถูกมองว่าเป็นดินแดนยูโทเปียด้านเสรีภาพในยุโรป โดยประเทศแห่งนี้ซึ่งมีประชากร 10.5 ล้านคน มีชื่อเสียงในด้านความเปิดกว้างและอดกลั้น และชื่อเสียงนี้เห็นได้ชัดในปี 2014 เมื่อมีผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ามาในสวีเดนและประเทศอื่น ๆ ในยุโรปจำนวนมาก เพื่อหนีภัยสงคราม โดยเฉพาะจากซีเรียซึ่งเกิดสงครามกลางเมือง
“เฟรดริก ไรน์เฟลด์” นายกรัฐมนตรีสวีเดนในขณะนั้น (ดำรงตำแหน่งจนถึงปี 2014) วิงวอนประชาชนให้ “แสดงความอดกลั้น” โดยบอกว่า “ผมทราบดีว่าเรื่องนี้จะก่อให้เกิดความไม่เห็นด้วย ดังนั้น ผมจึงเรียกร้องให้ชาวสวีเดนแสดงออกถึงความอดทนและเปิดใจ”
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ในปี 2014 สวีเดนมีผู้ลี้ภัยที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ 81,301 คน พอถึงปี 2015 จำนวนเพิ่มขึ้นเท่าตัว ไปอยู่ที่เกือบ 163,000 คน ทำให้เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนั้น รัฐบาลสวีเดนภายใต้นายกรัฐมนตรี สเตฟัน เลอเวน ได้ออกมาพูดว่า จำเป็นต้อง “หยุดพักชั่วคราว” ในการรับผู้อพยพ
นับแต่นั้นมานโยบายการรับผู้อพยพของสวีเดนเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้พรรคร่วมรัฐบาลที่มีแนวคิดกลางซ้าย และยิ่งเข้มงวดมากขึ้นอีกภายใต้รัฐบาลผสมในปัจจุบันที่เป็นพวกกลางขวาและขวาจัด ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการหันหลังกลับนโยบายเสรีเกี่ยวกับผู้อพยพที่ดำเนินมาหลายปี
ปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในสวีเดนราว 2.1 ล้านคน หรือ 20% ของประชากรทั้งหมดเกิดในต่างประเทศ ทั้งซีเรีย อิรัก อิหร่าน โซมาเลีย อัฟกานิสถาน รัฐบาลสวีเดนได้ประกาศมาตรการและนโยบายเพื่อลดจำนวนผู้อพยพที่ไม่ได้มีการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ไม่เพียงเท่านั้นยังเสนอมาตรการ “ส่งกลับ” ไปยังประเทศบ้านเกิด โดยจะจ่ายเงินให้เพื่อจูงใจ
ผู้อพยพเป้าหมายที่รัฐบาลสวีเดนจะลดจำนวนลงก็คือพวกที่มีทักษะต่ำ รัฐบาลหวังว่ามาตรการทั้งหมดนี้จะแก้ปัญหาพวกผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร หรือไม่ลงทะเบียน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดแก๊งต่าง ๆ ที่ก่อความรุนแรง รวมทั้งกลุ่มอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ ที่มีอยู่ทั่วไปในชุมชนผู้อพยพที่มีรายได้ต่ำในสวีเดน ช่วงไม่กี่ปีมานี้บรรดาสหภาพแรงงานแสดงความกังวล ว่าข้อเสนอบางอย่างของรัฐบาลไปไกลเกินไป และจะทำให้อุตสาหกรรมจำนวนมากขาดแคลนแรงงาน ส่วนกลุ่มเอ็นจีโอบอกว่านโยบายแบบนี้จะทำให้ประชาชนเหล่านี้ตกไปอยู่ชายขอบและเกิดความเปราะบาง
ทัศนคติของสังคมต่อผู้อพยพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสวีเดนเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วยุโรปเช่นกัน โดยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งหมดได้รับการกระตุ้นและส่งเสริมให้ต้อนรับผู้ลี้ภัยที่หนีภัยสงคราม โดยเฉพาะซีเรีย รวมทั้งอิรัก และอัฟกานิสถาน พอถึงสิ้นปี 2016 ทั้งจำนวนผู้ขอลี้ภัยและผู้อพยพที่เข้ามายุโรปมีจำนวนมากเกือบ 5.2 ล้านคน เฉพาะเยอรมนีนั้นรับไปมากกว่า 1 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป กระแสสังคมที่ต่อต้านผู้อพยพเกิดขึ้นทั่วยุโรปมากขึ้นเรื่อย ๆ ประชาชนพากันลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองปีกขวา และเรียกร้องให้จำกัดจำนวนผู้อพยพ
รัฐบาลสวีเดนระบุว่านโยบายจำกัดผู้อพยพกำลังได้ผล ในเดือนสิงหาคมปีนี้ (2024) สวีเดนมีจำนวนผู้อพยพออกมากกว่าผู้อพยพเข้าเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี สวีเดนกำลังจะมีจำนวนผู้ขอลี้ภัยต่ำที่สุดนับจากปี 1997
แม้สวีเดนจะประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้อพยพ แต่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าอาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจ
มอร์เทน ลุนด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ดูแลกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียของเจพีมอร์แกนระบุว่า กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับผู้อพยพของสวีเดนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายด้าน แม้ “ระดับ” ของผลกระทบยังไม่ชัด แต่เป็นไปได้ว่าการขาดแคลนแรงงานจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตลดลง การขาดแคลนแรงงานนำไปสู่การเกิดเงินเฟ้อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมีผู้อพยพน้อยลงก็จะทำให้ความต้องการบริโภคน้อยลงตาม
การเปิดรับผู้อพยพอย่างเสรีถูกมองว่าเป็นต้นตอทำให้เกิดอาชญากรรม เกิดแก๊งต่าง ๆ ทั่วสวีเดน จากที่เคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยและสงบสุขอันดับต้น ๆ ของโลก กลับกลายมาเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการปาระเบิด การยิง การสังหารไม่เว้นแต่ละวัน ระหว่างแก๊งที่เป็นคู่อริกัน ทั้งนี้ จนถึงปี 2023 มีผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงไปแล้ว 60 กว่าคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีการปาระเบิด 140 ครั้ง