Skip to content

มิน พีชญา ปฏิเสธเป็นหุ้นส่วน “ดิไอคอน กรุ๊ป” ยอมรับตรวจสอบไม่รอบคอบ

11 ต.ค. 2567 | 16:35น.
มิน พีชญา ปฏิเสธเป็นหุ้นส่วน “ดิไอคอน กรุ๊ป” ยอมรับตรวจสอบไม่รอบคอบ

“มิน พีชญา” แถลงประเด็นการหุ้นส่วนและผู้บริหารของบริษัทดิไอคอน กรุ๊ป ธุรกิจขายตรงที่มีผู้เสียหายกว่า 60 ล้านบาท พร้อมยอมรับทั้งน้ำตาว่าตรวจสอบไม่รอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน และจะดำเนินการยุติการร่วมงานกับบริษัท แม้กระบวนการตรวจสอบจะยังไม่สิ้นสุดลง  

วันที่ 11 ตุลาคม 2567 “มิน-พีชญา วัฒนามนตรี” แถลงประเด็นมีส่วนเกี่ยวข้อง “ดิไอคอน กรุ๊ป” ธุรกิจเครือข่ายในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารองค์กร ระบุว่า มินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นผู้บริหาร หรือหุ้นส่วนของบริษัทดิไอคอน กรุ๊ป เป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์และลูกจ้างของบริษัทในตำแหน่ง “พีอาร์” แต่ได้รับเงินเดือนเทียบเท่าพรีเซ็นเตอร์คนหนึ่งเท่านั้น และไม่เคยได้รับเงินหลัก 100,000,000 บาท ตามที่ข่าวออกไป 

มินกล่าวต่อว่า ที่บ้านทำธุรกิจอสังหาฯ อยู่แล้ว จึงมีทางเลือกในการหาเงินมากกว่าทำธุรกิจที่ทำให้คนเดือดร้อน ตอนได้ยินว่ามีเรื่องเกิดขึ้นเลยตกใจ เนื่องจากตนทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

และทำการตรวจสอบบริษัทเบื้องต้นเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ อาทิ ตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท คุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการที่บริษัทได้รับรางวัลจาก สคบ. และพรีเซ็นเตอร์คนดังกว่า 10 รายที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยที่ทำให้เธอตัดสินใจร่วมงานกับบริษัทนี้

หลังจากมีเรื่องเกิดขึ้น พบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมากจึงน้อมรับการตรวจสอบของตนเองที่ไม่ดีพอ และเสียใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเสียหายให้กับประชาชนที่ตนรัก พร้อมย้ำถึงขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง

“แผนการจ่าย แผนการทำทีม ไม่ใช่ขอบเขตหน้าที่ของมินเลยแม้แต่นิดเดียว… เพราะฉะนั้นต่อให้มินพยายามตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วก็ไม่มากพอและไม่ครอบคลุม” 

และเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม มินจึงประกาศขอยืนข้างผู้เสียหาย และจะยุติสัญญากับบริษัทลงตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แม้ว่ากระบวนการพิสูจน์ขอเท็จจริงจะยังไม่สิ้นสุดลง รวมถึงพร้อมรับการตรวจสอบ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ล่าสุดตำรวจเผยความคืบหน้า คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป” ผู้เสียหายแจ้งความแล้ว 161 ราย เสียหายรวม 62 ล้านบาท ด้าน ผบ.ตร. กำชับเร่งรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับผู้บริหาร-ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงดาราคนดัง ภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งหลังจากนั้นรูปคดีก็จะมีความชัดเจนขึ้นว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป