ท่องเที่ยวไฮซีซั่นลุ้นหนัก ! เที่ยวในประเทศสำลักพิษน้ำท่วมใหญ่ ดัชนีเชื่อมั่นไตรมาส 3 ร่วงทุกเซ็กเตอร์ ผู้ประกอบการรอดแค่รายใหญ่ รายเล็กรายกลางยังอ่วม หวั่นรายได้หลุดเป้า ดันฟื้นโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” กระตุ้นทันที เร่งต่อมาตรการยกเว้น ตม.6 ดึงมาเลเซีย บูมตะวันออกกลาง ตลาดใหญ่ศักยภาพสูง ชงตั้งคณะอนุกรรมการดูแลสินค้าท่องเที่ยว-เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 ด้าน ททท.เตรียมอัดอีเวนต์-ระเบิดโปรโมชั่นโค้งท้ายเต็มที่
นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศ (สทท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มภาพรวมของภาคการท่องเที่ยวไทยว่า แม้ว่าช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยว และมีปัจจัยบวกหนุนจำนวนมาก ทั้งวันหยุดวันชาติจีน (Golden Week) ปิดเทอม ปลายปีของมาเลเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลี เทศกาลสำคัญของไทย อาทิ ลอยกระทง เคานต์ดาวน์ แต่ธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มว่ายังต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน
ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ค่าเงินบาทที่แข็งค่าทำให้ต้นทุนการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าเงินเยนที่อ่อนค่าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเที่ยวญี่ปุ่น ฯลฯ
ดัชนีชี้วัดร่วงระนาว
ทั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในไตรมาส 3/2567 โดยความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (สงขลา) พบว่า ดัชนีชี้วัดตัวสำคัญปรับตัวลดลงทั้งหมด ทั้งการจ้างงาน จำนวนนักท่องเที่ยว และรายได้
โดยในไตรมาส 3/2567 ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมีดัชนีความเชื่อมั่นเฉลี่ยที่ 75 ต่ำกว่าไตรมาส 2/2567 และต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งนี้ เป็นผลจากเกิดภาวะเงินฝืด การท่องเที่ยวภายในประเทศซบเซา และถูกซ้ำเติมด้วยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งปิดตัว บางส่วนต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาอีกครั้ง
ย้ำธุรกิจฟื้นตัวแบบ K-Shape
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น โดยมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 47% เมื่อเทียบกับปี 2562 ก่อนโควิด-19 ธุรกิจอาหารฟื้นตัวดีที่สุด มีรายได้เฉลี่ยที่ 55% รองลงมาคือ บริการขนส่งนักท่องเที่ยว มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 47% และโรงแรมที่พัก มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 46% และผู้ประกอบการประมาณ 72% ยังมีรายได้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2562
อย่างไรก็ตาม หากมองแนวโน้มไตรมาส 4/2567 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินงบประมาณเริ่มไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และเป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวทั้งต่างประเทศและภายในประเทศ
“ผมย้ำมาตลอดว่า ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีการเติบโตแบบ K-Shape เป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุล มีทั้งส่วนที่ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดเรื่อย ๆ จนกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีบางส่วนที่ตกต่ำและยังไม่ฟื้นตัวเหมือนตัว K” นายชำนาญกล่าวและว่า
โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรมที่พักพบว่า ส่วนที่รอดคือผู้ประกอบการขนาดใหญ่เท่านั้น โดยประมาณ 75% มีรายได้เท่าหรือดีกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็ก 92% มีรายได้ต่ำกว่าปี 2562 และผู้ประกอบการขนาดกลางประมาณ 72% มีรายได้ต่ำกว่าปี 2562 เช่นกัน
“เที่ยวคนละครึ่ง” ปลุกในประเทศ
นายชำนาญกล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ สทท.มองว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วนจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยตรง จึงได้นำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลให้ฟื้นโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นตลาดเที่ยวภายในประเทศซึ่งกำลังเจอปัญหาทั้งน้ำท่วม ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ฯลฯ
โดยเริ่มดำเนินการทันทีหลังจากที่สถานการณ์น้ำท่วมกลับสู่ภาวะปกติ หรือในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2567 นี้ โดยโฟกัสในพื้นที่เมืองที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย และเมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่ได้มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวออกไปโดยเร็ว
“ที่ผ่านมาเราไม่เคยขอให้รัฐบาลทำแคมเปญลักษณะนี้ในช่วงไฮซีซั่น แต่ไฮซีซั่นปีนี้ไม่ปกติ ถือว่าเป็นวิกฤต หากรัฐบาลไม่เร่งฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และทำให้การท่องเที่ยวกลับมาโดยเร็ว โดยเฉพาะตลาดภายในประเทศที่กำลังเป็นปัญหาไม่คึกคัก และรายได้จากการท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะแค่ 2 จังหวัดหลักอย่างเชียงใหม่และเชียงราย ในภาวะปกติสร้างรายได้รวมกันประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน” นายชำนาญกล่าว
ต่อมาตรการเว้น ตม.6 ดึงมาเลย์
นายชำนาญกล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันยังได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อมาตรการยกเว้นการยื่นรายการตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ใบ ตม.6) ที่จะสิ้นสุดวันที่ 15 ตุลาคม 2567 นี้ พร้อมประชาสัมพันธ์ออกไปโดยเร็วเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางผ่านด่านทางบกและทางน้ำให้เกิดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย
โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-6 ตุลาคม 2567 มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียสะสมจำนวน 3.82 ล้านคน สูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากนักท่องเที่ยวจีน และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี
“นักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ มีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากสำรวจพบว่านักท่องเที่ยวมาเลเซียนิยมเดินทางเฉลี่ย 4-5 คนต่อทริป มีวันพักประมาณ 2-3 วัน มีอัตราการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปประมาณ 15,000 บาท” นายชำนาญกล่าว และว่า รัฐบาลควรโฟกัสตลาดตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดศักยภาพมีการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปสูง โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
ตั้งทีมพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว
นอกจากนี้ เพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมีการเติบโต และสามารถกระจายรายได้ไปได้ทั่วประเทศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต สทท.ได้นำเสนอให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการดูแลสินค้าท่องเที่ยว โดยให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาด้านซัพพลายไซด์ของภาคการท่องเที่ยว ให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด และสอดรับกับทิศทางของโลก รวมถึงการกำหนดทิศทางและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต
“ที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวของประเทศเรายังกระจุกอยู่แค่เมืองหลัก และยังขายโปรดักต์เดิม ไม่ได้วางแผนพัฒนาและลงทุนแหล่งท่องเที่ยวใหม่ หรือพัฒนาโปรดักต์ท่องเที่ยวให้สอดรับกับเทรนด์ใหม่อย่างแท้จริง เช่น กระแสของกรีนทัวริซึ่ม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา เป็นต้น” นายชำนาญกล่าวและว่า
ที่สำคัญ ภาคการท่องเที่ยวของไทยไม่ได้มีปัญหาในด้านดีมานด์ ปัญหาอยู่ที่ด้านซัพพลายไซด์ที่พัฒนาไม่ทัน จึงมองว่าคณะอนุกรรมการดูแลสินค้าท่องเที่ยวจะสามารถตอบโจทย์และช่วยกำหนดทิศทางของการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวได้ชัดเจนขึ้น
เร่งเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท
นายชำนาญกล่าวต่อไปอีกว่า ไม่เพียงเท่านี้ สทท.ยังเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลควรดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน ที่กำหนดให้เก็บ 300 บาทสำหรับการเดินทางทางอากาศ และ 150 บาทสำหรับการเดินทางทางบกและทางน้ำ ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้เห็นชอบไปแล้วโดยเร็ว เพื่อนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของประเทศต่อไป
“อยากพูดคุยกับคู่ค้าในต่างประเทศต่างมั่นใจว่าการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท ไม่มีนัยสำคัญที่จะทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางมาประเทศไทย เราจึงมองว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ต้องดำเนินการจัดเก็บแล้วนำรายได้บางส่วนมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทาง (Customer Journey) ที่น่าประทับใจให้นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวใช้เงินเพิ่ม และพักอยู่ในประเทศไทยนานขึ้น รวมถึงกลับมาเที่ยวซ้ำด้วย” นายชำนาญกล่าว
อัดบิ๊กอีเวนต์-โปรโมชั่นปั๊มโค้งท้าย
ด้านนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากข้อมูลของ ททท.พบว่า ในฟากของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีการเติบโตต่อเนื่องกว่า 20-30% ต่อเดือน โดย ททท.ยังคงเดินหน้าทำการตลาดรายตลาดและรายเซ็กเมนต์ตามแผน
“ในช่วงไฮซีซั่นนี้เราก็ยังคงเห็นอัตราการจองล่วงหน้าของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งตั๋วโดยสารเครื่องบิน ห้องพักโรงแรม ค่อนข้างหนาแน่น และเชื่อมั่นว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตามเป้าหมาย 35-36 ล้านคนได้ตามเป้า” นายนิธีกล่าว
อย่างไรก็ตาม ททท.ก็มีแผนกระตุ้นตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งในรูปแบบของอีเวนต์ทั้งอีเวนต์ใหญ่ระดับประเทศ อาทิ ลอยกระทง เคานต์ดาวน์ ฯลฯ และอีเวนต์อื่น ๆ อีกจำนวนมาก รวมถึงมีแผนทำโปรโมชั่นร่วมกับสายการบิน และกลุ่มแทรเวลออนไลน์ (OTA) ด้วย โดยเฉพาะการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ