เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่า จับตาตัวเลข PPI สหรัฐคืนนี้

11 ต.ค. 2567 | 18:04น.
ดอลลาร์

ดอลลาร์

ดอลลาร์แข็งค่า จับตาดูตัวเลข PPI สหรัฐคืนนี้ เพื่อหาสัญญาณการลดดอกเบี้ยของเฟด

วันที่ 11 ตุลาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 7-11 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (7/10) ที่ระดับ 33.37/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/10) ที่ระดับ 33.04/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์ (4/10) โดยเพิ่มขึ้น 254,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 147,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 159,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 4.1% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 4.2% และต่ำกว่าระดับ 4.2% ในเดือน ส.ค.

นอกจากนี้ ยังปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือน ส.ค.เป็นเพิ่มขึ้น 159,000 ตำแหน่ง จากเดิมรายงานว่าเพิ่มขึ้น 142,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 223,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ย. ขณะที่ภาครัฐมีการจ้างงาน 31,000 ตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ด้านตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 4.0% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.8% โดยเมื่อเทียบรายเดือน ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 0.4% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% ซึ่งตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ทางโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ปรับลดคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้าลง 5% เหลือเพียง 15% โดยในช่วงปลายสัปดาห์ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีที่ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 4.11% ในวันพฤหัสบดี (10/10) ภายหลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน ก.ย.

โดยดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.4% ในเดือ ก.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.3% จากระดับ 2.5% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ก.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.1% จากระดับ 0.2% ในเดือน ส.ค.

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.3% ในเดือน ก.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.2% จากระดับ 3.2% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ก.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.2% จากระดับ 0.3% ในเดือน ส.ค.

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ค่าเงินดอลลาร์จะได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาด แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากตัวเลขตลาดแรงงานที่อ่อนแอ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้น 33,000 ราย สู่ระดับ 258,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. 2023 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 230,000 ราย

รวมถึงนายราฟาเอล บอสติก ประธานเฟดสาขาแอตแลนตายังกล่าวว่า เขาสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน พ.ย. เนื่องจากความผันผวนของข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานที่มีการเปิดเผยล่าสุดถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเฟดควรจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

ส่วนประธานเฟดสาขาอื่น ๆ เช่น นายออสตัน กูลส์บี ประธานเฟดสาขาชิคาโกกล่าวว่า เขาคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหนึ่งปีครึ่งข้างหน้า ขณะที่จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กกล่าวว่า เขายังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐในคืนนี้ (11/10) เพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางอัตราอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐต่อไป

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน ก.ย. 67 อยู่ที่ 108.68 หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป สูงขึ้น 0.61% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.74-0.80% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ก.ย. 67 อยู่ที่ 105.18 หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน สูงขึ้น 0.77% โดยเฉลี่ย 9 เดือนแรก เงินเฟ้อพื้นฐาน สูงขึ้น 0.48%

ทั้งนี้ สนค.ได้ปรับลดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของปีนี้ใหม่ มาอยู่ที่ 0.2-0.8% จากเป้าเดิมที่ 0-1% แต่ค่ากลางยังคงอยู่เท่าเดิมที่ 0.5% และในวันอังคาร (8/10) ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทยในปี 2567 ขยายตัวอยู่ที่ 2.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 1.9% โดยการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งดำเนินการงบประมาณและการส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนซึ่งยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในปีนี้

ทั้งนี้ ธนาคารโลกยังคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.0% โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนที่ฟื้นตัวจากก่อนหน้า นอกจากนี้ธนาคารโลกยังประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 2.4%

ส่วนในปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.8% ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินบาทอ่อนค่าตามสกุลเงินในภูมิภาค แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน ที่ 33.66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าสู่ระดับ 33.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ หลังได้รับปัจจัยหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังนายโยอาฟ กัลแลนด์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่า การโจมตีของอิสราเอลต่ออิหร่านจะเป็นไปอย่างรุนแรง แม่นยำ และจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

รวมทั้งด้านทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งการสนทนาดังกล่าวเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และตรงไปตรงมาเกี่ยวกับแนวทางการตอบโต้ของอิสราเอลต่อการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธเกือบ 200 ลูกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 1 ต.ค.

โดยสหรัฐจะยังคงให้การสนับสนุนอิสราเอลด้านความมั่นคง ซึ่งเห็นได้จากการที่อิหร่านโจมตีอิสราเอล ท่านประธานาธิบดีก็ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐเข้าปกป้องอิสราเอล และการสนับสนุนนี้จะยังคงดำเนินต่อไป ทั้งนี้ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบระหว่าง 32.23-33.66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 33.27/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (7/10) ที่ระดับ 1.0969/70 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/10) ที่ระดับ 1.1028/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (4/10) มาริโอ เซนเตโน สมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า เงินเฟ้อในยูโรโซนในตอนนี้เกือบเข้าใกล้กรอบเป้าหมายการขยายตัวของราคาผู้บริโภคที่ 2% ของ ECB แล้ว โดยเขาเน้นย้ำว่า ECB มีเป้าหมายเงินเฟ้อในระยะกลาง และการตัดสินใจใด ๆ ก็ตามในตอนนี้ก็คือเพื่อให้เงินเฟ้อในอีก 2 ปีข้างหน้าจะต้องอยู่ที่ 2%

โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การขยายตัวของราคาผู้บริโภคของยูโรโซนชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.8% ในเดือน ก.ย. แม้จะมีการคาดการณ์กันว่าจะปรับตัวขึ้นอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ ทั้งนี้ ECB ยังคงไม่คิดว่าตัวเลขดังกล่าวจะอยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน จนกว่าจะถึงปลายปี 2568 ขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับอยู่ในภาวะย่ำแย่ ซึ่งปัจจัยทั้งสองประการนี้ทำให้ ECB มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมนโยบายวันที่ 16-17 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ช่วงบ่ายวันอังคาร (8/10) สำนักงานสถิติของเยอรมนีมีการรายงานดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค.ของเยอรมนี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8% และสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ลดลง 2.9%

ในวันพฤหัสบดี (3/10) เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ขั้นสุดท้ายของยูโรโซนร่วงลงสู่ระดับ 49.6 ในเดือน ก.ย. จาก 51.0 ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นการหดตัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ก.พ. แต่ถือเป็นการปรับตัวขึ้นจากข้อมูลขั้นต้นที่ 48.9 ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการร่วงลงสู่ระดับ 51.4 ในเดือน ก.ย. จากระดับ 52.9 แต่สูงกว่าข้อมูลขั้นต้นที่ 50.5

อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันหลังอิซาเบล ชนาเบล กรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรปกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะลดลง กลับมาที่เป้าหมาย 2% ในลักษณะที่ยั่งยืนมากขึ้น จากสัญญาณอุปสงค์แรงงานที่ชะลอตัวลง ซึ่งความเห็นดังกล่าวสนับสนุนการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0931-1.0996 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 1.0944/4 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (7/10) ที่ระดับ 148.46/48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/10) ที่ระดับ 146.44/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าโดยถูกกดดัน หลังการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐที่มีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (4/10)

ประกอบกับปัจจัยหลักจากการที่นายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นกล่าวแสดงความคิดเห็นในวันพุธ (2/10) ว่า หลังจากที่ได้หารือกับนายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยนายอิชะบะได้กล่าวสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เนื่องจากเขามองว่าสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงไม่เหมาะสมกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจ กระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยเงินเดือนพื้นฐานของผู้ทำงานประจำเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.9% ในเดือน ส.ค.เมื่อเทียบรายปี โดยเพิ่มขึ้นจากอัตรา 2.6% ในเดือน ก.ค.

ขณะที่การเติบโตของรายได้ที่เป็นเงินสดตามตัวเลข (Nominal cash Eamings) สำหรับคนงานทั้งหมดชะลอตัวลงเหลือ 3% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย อย่างไรก็ดีค่าจ้างที่แท้จริง (real wages) ลดลงหลังจากเพิ่มขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนซึ่งเปิดเผยโดยกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นปรับตัวลดลง 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือน ส.ค. ซึ่งมากกว่าคาดการณ์ที่จะลดลง 2.6%

อย่างไรก็ดี บีโอเจไม่ได้กล่าวถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อเคลื่อนตัวตามคาดการณ์ เพียงกล่าวว่าจะเฝ้าระวังความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจญี่ปุ่นและสหรัฐเป็นพิเศษ ทั้งนี้ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 147.35-149.54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 148.82/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ