ผ่าเกมซ่อนเงื่อน “ภูมิใจไทย” คุมอำนาจต่อรองขั้วการเมือง-องค์กรอิสระ
ภูมิใจไทย ทักษิณ
คอลัมน์ : Politics policy people forum
ดุลอำนาจการเมือง ณ เวลานี้ อาจไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ภายหลังต้องผจญกับ “นิติสงคราม” ถูกฝ่ายแค้น ไล่ต้อน เปิดเกมยุบพรรครอบใหม่
แม้มีจำนวน สส.142 คน อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร อาจไม่เป็นการการันตีว่าจะอยู่รอดปลอดภัย
การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รอบล่าสุดที่ดึงกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมกับพรรคประชาธิปัตย์ 22 เสียงเข้ามาร่วมรัฐบาล นักรัฐศาสตร์หลายสำนักอ่านทางว่า พรรคเพื่อไทยต้องการให้รัฐบาลมีเสียงมากถึง 320-322 เสียง เพื่อรองรับสถานการณ์ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทย ที่มี 71 เสียง อาจถอนตัวร่วมรัฐบาล
หากเกิดกรณีดังกล่าว อย่างน้อยรัฐบาลก็ยังมีเสียงเพียงพอให้ถึง 250 เสียง
ขณะเดียวกัน รูปธรรมอำนาจของพรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย มีพลังแข็งแกร่งแผ่ปกคลุมทั้งสภาล่าง สภาบน
แม้สภาล่างมีอยู่ 71 เสียงในมือ แต่ยังแผ่อิทธิพลถึงสภาบน ที่ว่ากันว่าเป็น สว.สายสีน้ำเงินมากถึง 160 เสียง
ในฝ่ายบริหารยังคุม 4 กระทรวงหลัก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน
ความแข็งแกร่งของพรรคภูมิใจไทย ถูกมองบนร่องรอยความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่าพา เนวิน ชิดชอบ “ครูใหญ่” ของภูมิใจไทย เข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า พบกับ อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร”
หลัง ครูใหญ่เนวิน เพิ่งจัดงานครบรอบวันเกิด 66 ปี ที่บุรีรัมย์ อีกทั้ง ปรากฏเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ ครูใหญ่ ผูกข้อมือ อนุทิน พร้อมพูดว่า “ผูกให้เป็นนายกฯ ผูกให้ยิ่งใหญ่ ผูกให้แข็งแรง”
สปอตไลต์การเมือง จึงจับมาที่ “อนุทิน” ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย ที่อาจกลายเป็นนายกฯคนต่อไป หากการเมืองประสบอุบัติเหตุ
หรือการที่ เนวิน-อนุทิน พบ “ทักษิณ” ถูกมองว่าเป็นการต่อรองบนเกมอำนาจ
คุมข้อต่อผลัดใบองค์กรอิสระ
เพราะนาทีนี้ ข้อต่อสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอำนาจต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ ถูกจับจ้องไปยัง สว.ที่ได้รับสมญานาม สว.สีน้ำเงิน
แม้ในทางหลักการของรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับ สว. แต่การปฏิบัติการทางการเมือง ในเกมพิจารณาร่างกฎหมายประชามติ ได้สะท้อนปรากฏการณ์ที่สำคัญ
ในการประชุมของ สว.มีมติเสียงข้างมาก 164 ต่อ 21 เสียง เห็นชอบตามกรรมาธิการ สว.ที่มีการปรับแก้ร่างกฎหมายประชามติ ของ สส.
จากเดิม สส.ให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียวเป็นเกณฑ์ผ่านประชามติ แต่ สว.ได้แก้ให้ใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น
และเมื่อร่างกฎหมายดังกล่าวถูกส่งกลับคืนมาสู่ที่ประชุม ของ สส. ปรากฏว่า สส.พรรคภูมิใจไทย งดออกเสียงถึง 65 เสียง ต่างจากพรรครัฐบาลอื่น ๆ ที่ “โหวตค้าน” การแก้ไขของ สว.
ผลของเกมดังกล่าว ทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา อาจทำให้เกมแก้รัฐธรรมนูญกลายเป็น “หนังม้วนยาว” ไม่ทันในยุครัฐบาลเพื่อไทย ทำให้การเลือกตั้งปี 2570 มีแนวโน้มใช้รัฐธรรมนูญ 2560
อีกทั้ง สว. จะต้องให้ความเห็นชอบการแต่งตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ที่นักร้องใช้เป็นช่องทาง “นิติสงคราม”
ดังนั้น เมื่อ ฝ่ายสีน้ำเงินกุมเสียง สว.ได้เกินครึ่ง ย่อมกำหนดทิศทาง-ตัวบุคคลขององค์กรอิสระ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ
อีกทั้ง สว.ยังทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ที่เป็น “หัวใจ” ของรัฐบาลในอนาคต อย่างเช่น กฎหมาย Entertainment Complex และอาจโยงถึงโครงการเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องอาศัยการผ่านกฎหมาย
วางหมากปกครอง ยึดบ้านใหญ่
อีกด้านในกระทรวงมหาดไทย “อนุทิน” ในฐานะ มท.1 เพิ่งจัดทัพอธิบดี-ผู้ว่าฯ 25 ตำแหน่งไปหมาด ๆ แทบไม่มีคลื่นใต้น้ำ
การที่มหาดไทย อยู่ภายใต้ยุค คสช.มานานนับทศวรรษ มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น รมว.มหาดไทย มีส่วนสำคัญที่ทำให้ “สิงห์ดำ” ขึ้นตำแหน่งสำคัญ ๆ แบบยกแผง และวางเครือข่ายรุ่น สู่ รุ่น ทำให้แรงเขย่าของ “สิงห์แดง” ลดน้อยลงไป แทบไม่แข่งขัน
เมื่อมหาดไทยถึงยุคของ “อนุทิน” เข้ามาคุมกระทรวง จึงไม่มีอะไรต้องกังวลในเกมการเมืองคลองหลอด
ตัดภาพกลับมาที่การแต่งตั้งอธิบดี-ผู้ว่าฯ รอบล่าสุด เป็นการวางหมากตั้งแต่บนสุด ตั้ง “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” หรือปลัดป๊อบ จากอธิบดีกรมการปกครอง มาเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย
แม้ “อรรษิษฐ์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ป้ายแดง เป็นชายตัวเล็ก แต่คอนเน็กชั่นไม่เล็กตามตัว ด้วยความที่เป็น “สิงห์ดำ คอนเน็กชั่น” โตมาในเครือข่ายเดียวกับปลัดฉิ่ง “ฉัตรชัย พรหมเลิศ” อดีดปลัด มท. ที่ยังมีบทบาทในสนามการเมือง
อีกทั้งยังมีรุ่นพี่สิงห์ดำที่กระจายไปอยู่ตามองค์กรอิสระ อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาษีของ “ปลัดอรรษิษฐ์” จึงไม่ธรรมดา
ส่วนการแต่งตั้งเก้าอี้สำคัญ ๆ ในไลน์อธิบดี-รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขยับ “ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์” จากอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ไปเป็นอธิบดีกรมการปกครอง คุมกลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอทั่วประเทศ
แล้วขยับ “ขจร ศรีชวโนทัย” จากอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ไปเป็นรองปลัดกระทรวง เพื่อดึง “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ มานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแทน เพื่อกำกับงบฯท้องถิ่นนับแสนล้านบาท รวมถึงคุมเกมเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อันเป็นสนามเลือกตั้งของบรรดา “บ้านใหญ่” ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งต้องทำคู่กับกรมการปกครอง
เพราะเมื่อถึงคราวเลือกตั้งท้องถิ่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องใช้กลไกของมหาดไทยในการจัดการเลือกตั้ง โดย “นายอำเภอ” จะสวมหมวก เป็น “ผู้ช่วยเหลือในการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งและสนับสนุนการจัดการเลือกตั้ง”
ภูมิใจไทย ปฏิบัติการคุมเกมท้องถิ่น ล็อกบ้านใหญ่ไว้ในมือ
ดุลอำนาจการเมือง การต่อรองจึงตกอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย