นวัตกรรมรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอดเพื่อดูแลผู้สูงวัยจากมันสมองของคนไทย “Arm Booster” อุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ฝึกการทำงานของแขนสองข้าง ผ่านกลไกสะท้อนแบบสมมาตร ผลงานจากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ภายใต้การนำของ ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการออกแบบ และพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมอย่างสร้างสรรค์
ในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี สัดส่วนของผู้สูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้นไปแตะ 28% ของประชากรทั้งหมด เรียกสถานการณ์นี้ว่า Super Aged Society จึงจำเป็นต้องตั้งรับกับภัยสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะภัยสุขภาพที่ป้องกันได้ และภัยสุขภาพอันเป็นผลพวงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (พบมากในผู้สูงอายุ) ที่มีอยู่ประมาณปีละ 2.5 แสนราย และในจำนวนนี้กว่า 70% มีความพิการหลงเหลืออยู่ จำเป็นต้องได้รับการกายภาพบำบัดฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน
“Arm Booster” ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมาตอบโจทย์การกายภาพในผู้สูงวัยทุกคน ซึ่งหลักการทำงานคือ การใช้แขนข้างที่ดีไปออกกำลังแขนข้างที่ไม่ดี
ผ่านกลไกที่สามารถทำให้แขนของผู้ใช้นวัตกรรมสามารถขยับได้หลากหลายทิศทางทั้งสองข้าง ทั้งการยืดแขนไปด้านหน้า ยกแขนด้านบน และกางแขนด้านข้าง โดยนวัตกรรมจะติดตั้งระบบเกม เพื่อช่วยดึงดูดให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินและใช้อุปกรณ์ได้นาน และช่วยมอนิเตอร์การทำงานได้อย่างเรียลไทม์
ผศ.ดร.บรรยงค์เล่าว่า จากการทำวิจัยร่วมกับคณาจารย์ทั้งแพทย์ พยาบาล กายภาพบำบัด พบข้อมูลบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในปัจจุบันยังเข้าไม่ถึงนวัตกรรมการฟื้นฟูและการกายภาพบำบัดที่มีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงถึงเครื่องละ 3-4 ล้านบาท ทำให้นวัตกรรมเหล่านี้กระจุกตัวอยู่เฉพาะสถานพยาบาลขนาดใหญ่

ขณะเดียวกันในมุมของผู้ป่วยเอง จำเป็นต้องได้รับการกายภาพหลายครั้งติดต่อกันเป็นเวลานาน การเดินทางไปกายภาพที่สถานพยาบาลจึงมีความยากลำบาก และมีค่าใช้จ่ายสูง นำไปสู่การหมดกำลังใจในการรักษา ที่สุดแล้วก็จะมีความพิการหลงเหลืออยู่ และกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
เหล่านี้ทำให้ทีมวิจัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันพัฒนา Arm Booster ขึ้นมา โดยมีราคาประเมินราวเครื่องละ 3-4 แสนบาท โดยผลจากการทดลองใช้จริงพบว่า ผู้ป่วยที่ฝึกยกแขนด้วย Arm Booster จะมีระยะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมากกว่าผู้ป่วยที่ฝึกยกแขนด้วยตนเองอย่างชัดเจน
ในส่วนนี้จะส่งผลดีอย่างมากกับการทำกายภาพบำบัด เนื่องจากช่วยให้เกิดการทำซ้ำและสมองเกิดการเรียนรู้สั่งงาน ทำให้สมองจะมีการซ่อมแซมตัวเองที่ดีขึ้น เมื่อครบ 2 เดือนแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ คือ แรงของแขนกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงก่อนหน้านี้ สูงขึ้นอย่างชัดเจน
นักกายภาพบำบัดเองก็มีกระแสตอบรับที่ดี ที่เห็นว่านวัตกรรมชิ้นนี้ใช้ไม่ยากและลดภาระของนักกายภาพบำบัดได้ โดยทำหน้าที่เพียงควบคุมการกายภาพและตั้งค่าโปรแกรมเพียงเท่านั้น
“สิ่งที่นักวิจัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยากเห็นก็คือ การใช้นวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมและประชาชนได้จริง เราอยากเห็นผู้สูงอายุและผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรม หรือนำนวัตกรรมชิ้นนี้ไปตั้งอยู่ในสถานพยาบาลขนาดเล็กใกล้บ้าน
เช่น สถานีอนามัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ตลอดจนโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือใกล้เคียงกับปกติให้ได้มากที่สุด” ผศ.ดร.บรรยงค์กล่าวทิ้งท้าย