Skip to content

มติชนเปิดเวทีร่วมวิเคราะห์ ศึกชิงทำเนียบขาวป่วนโลก

19 ต.ค. 2567 | 08:52น.
มติชนเปิดเวทีร่วมวิเคราะห์ ศึกชิงทำเนียบขาวป่วนโลก

เครือมติชน-สมาคมอเมริกันศึกษาวิเคราะห์ศึกเลือกตั้งสหรัฐ ชี้หาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นสู่ตำแหน่งคาดนโยบายเน้นอเมริกันเฟิร์สต์ ส่วน “คามาลา แฮร์ริส” เน้นนโยบายสิทธิมนุษยชน ไทยต้องวางตัวให้เหมาะสม ไม่เลือกข้างชัดเจน ทำการค้า-ลงทุนกับทั้ง 2 ฝ่าย

เครือมติชนร่วมกับพันธมิตร นำโดยสมาคมอเมริกันศึกษาในประเทศไทย และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพันธมิตรหน่วยงานต่าง ๆ จัดสัมมนา “US Election 2024 เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว” มี ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “US Election 2024” และมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ร่วมบรรยาย ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ โดยมีผู้สนใจเข้ารับฟังคับคั่ง

มติชน เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว
ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ถ่ายรูปร่วมกับผู้บรรยายและคณะผู้บริหารมติชน

จุดขายทรัมป์ ลดภาษี-เพิ่มเงิน

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ แคนดิเดตจากพรรครีพับลิกันว่า นโยบายของทรัมป์ที่สามารถดึงดูดใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มากที่สุด คือนโยบายเพิ่มอำนาจของกระเป๋าเงินของประชาชน ซึ่งนโยบายที่เป็นจุดขายหลัก ลดอัตราภาษีเงินได้ทั้งสำหรับนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา

อีกนโยบายเด่นของทรัมป์ คือนโยบายกีดกันผู้อพยพ และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โดยจะอนุญาตให้มีการขุดเจาะน้ำมันในหลายรัฐที่มีแหล่งน้ำมัน

จุดเด่นแฮร์ริส สิทธิมนุษยชน

ด้านฟิล โรเบิร์ตสัน (Phil Robertson) อดีตประธานกลุ่มคนอเมริกันที่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตในประเทศไทย และอดีตรองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย Human Rights Watch วิเคราะห์นโยบายของคามาลา แฮร์ริส ว่า มีนโยบายที่ต่างจากทรัมป์อย่างชัดเจนในเรื่องการหนุนสิทธิการทำแท้ง และนโยบายการจัดการเรื่องผู้อพยพ

เพราะแฮร์ริสให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากกว่า ดังนั้นแฮร์ริสจะใช้เรื่องสิทธิมนุษยชนกับการค้าด้วย อเมริกาภายใต้การนำของแฮร์ริสจะไม่ยอมรับสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทที่เอาเปรียบคนงาน

ส่วนนโยบายการแข่งขันทางการค้าและเทคโนโลยีกับจีน แฮร์ริสผลักดันการผลิตในประเทศ และมองว่าจะต้องเจรจาต่อรองกับจีน ขณะที่ทรัมป์จะเน้นใช้นโยบายตั้งกำแพงภาษี

นอกจากนั้น แฮร์ริสเห็นต่างจากทรัมป์ในเรื่องความมั่นคง ทรัมป์ต้องการยุติสงครามด้วยการหยุดสมทบเงินให้นาโตและปล่อยให้รัสเซียยึดยูเครน หากทรัมป์เป็นประธานาธิบดี สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) จะมีความแตกแยกกันชัดเจนในเรื่องยูเครน เพราะอียูมองว่าหากยูเครนแพ้ ประเทศสมาชิกอียูจะเป็นรายต่อไปที่ถูกรุกราน อย่างไรก็ตาม สำหรับในพื้นที่ภูมิภาคเอเชีย คาดว่าแฮร์ริสกับทรัมป์จะดำเนินนโยบายแนวทางใกล้เคียงกัน

มติชน เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว
(จากซ้ายไปขวา) ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี, ผู้ดำเนินรายการ และ ฟิล โรเบิร์ตสัน

ไทยต้องมีจุดยืนที่สง่างาม

รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า แนวโน้มนโยบายของทรัมป์จะคล้ายในสมัยแรก ส่วนแฮร์ริสจะสานต่อนโยบายไบเดนเป็น “ไบเดน 2.0”

ทรัมป์กับไบเดนมีความต้องการร่วมกันบางอย่าง คือการคงบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐ, เน้นสร้างกติกาสร้างระเบียบโลกบนฐานของประชาธิปไตย มองจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ และการสร้างพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อถ่วงดุลกับจีน

สำหรับผลกระทบต่อไทย รศ.ดร.จิตติภัทรมองว่า ที่ผ่านมาไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐแค่ในนาม แต่ความร่วมมือที่แท้จริงน้อย ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐจริง ๆ อย่างญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ในสมัยของไบเดน สหรัฐเริ่มใช้นโยบาย “Friend-Shoring” คือการสร้างฐานการผลิตในประเทศที่เป็นพันธมิตรเท่านั้น ซึ่งไทยไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น

ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับไทย คือ ต่อจากนี้ไทยจะสามารถเป็นหนึ่งใน Friend-Shoring ของสหรัฐได้ไหม ต้องทำอย่างไรจึงจะได้เป็น

ด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย รศ.ดร.จิตติภัทรแนะว่า ไทยต้องดูว่าผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐตรงกับผลประโยชน์แห่งชาติของไทยหรือไม่ ผลประโยชน์ของไทยสอดคล้องกับชาติไหนก็เลือกทางนั้น แต่ผลประโยชน์ของไทยต้องวางอยู่บนหลักการระหว่างประเทศด้วย ไทยจึงจะมีจุดยืนที่สง่างามในเวทีโลกได้

หนุน “การทูตรอบทิศทาง”

ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ในประเด็นสิทธิมนุษยชน นโยบายของแฮร์ริสจะสืบทอดจากไบเดน โดยนำเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนมาเป็นนโยบายต่างประเทศ

ผลกระทบที่จะเกิดกับไทย คือเรื่องสิทธิมนุษยชนจะถูกนำกลับมาใช้กับไทยอีกครั้ง อย่างเช่น การลงโทษหรือการตัดสิทธิบางอย่างด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชน ดังนั้นไทยต้องทำให้โลกมองว่าเรามีบทบาทในเรื่องนี้ เพื่อที่จะสร้างการยอมรับเรื่องสิทธิมนุษยชน และทำให้ไทยถูกมองในแง่ดีมากขึ้น

ในสมัยทรัมป์ผลกระทบจากด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเจอ คือการตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) เพราะสหรัฐขาดดุลการค้าไทย โดยรัฐบาลสหรัฐอ้างเหตุผลการตัดสิทธิว่าไทยมีปัญหาการค้ามนุษย์ และละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย คาดว่าไทยจะเจอผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้อีกเช่นเคย

ด้านนโยบายต่างประเทศ ผศ.ดร.ประพีร์กล่าวชื่นชมรัฐบาลที่ผ่านมาถึงการแก้ปัญหาเมื่อจำเป็นต้องเลือกข้าง และแสดงความเห็นว่า ไม่ใช่แค่ไทยที่เจอปัญหานี้ แต่ประเทศต่าง ๆ ทั้งอาเซียนล้วนถูกบีบให้เลือกข้างเช่นกัน ถ้าทรัมป์เป็นประธานาธิบดี อาเซียนจะยิ่งถูกบีบให้เลือกข้างมากกว่ากรณีที่แฮร์ริสเป็นประธานาธิบดี

มติชน เจาะลึกศึกชิงทำเนียบขาว
(จากซ้ายไปขวา) ผู้ดำเนินรายการ, รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ, ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล และ นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา

ส.อ.ท.แนะรัฐวางแผนการค้า-ลงทุน

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในมุมมองของภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือแฮร์ริส ล้วนมีนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้าของประเทศตนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นจะต้องวางแผนและเตรียมรับมือ เพราะไม่ว่าใครจะขึ้นมาล้วนมีผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทย

เมื่อสหรัฐได้ประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว สิ่งที่จะต้องมองและติดตาม คือเรื่องสงครามการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามสกุลเงิน และการที่สหรัฐมองประเทศจีนเป็นภัยของประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงมีโอกาสที่ทำให้สินค้าจีนไหลมาเข้าไทยมากขึ้น เนื่องจากส่งไปขายสหรัฐยากขึ้น

อย่างไรก็ดี มองว่าประเทศไทยไม่ควรแสดงตัวโดยการเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ควรวางตัวให้เข้าได้กับทั้งสองฝ่าย ควรทำให้เป็นที่รักของทั้ง 2 ประเทศ การเจรจาพูดคุยจำเป็นจะต้องมีศิลปะ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุนจากทั้ง 2 ประเทศ

ส่วนการลงทุน การลงทุนของสหรัฐในไทยยังน้อย ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นจะต้องกำหนดทิศทางนโยบายให้เหมาะสม เป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่นในการดึงการลงทุนและการค้า