เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ค่อยสดใส แม้มีการขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่ในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อชะลอลง สะท้อนการจับจ่ายยังไม่คึกคักเท่าไรนัก ด้านการส่งออกแม้ว่ามูลค่าโตขึ้น แต่ขาดดุลต่อเนื่อง และปริมาณส่งออกลดลง เนื่องจากอุปสงค์ในจีนและสหรัฐหด
วันที่ 18 ตุลาคม 2024 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ญี่ปุ่นมีการเปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาหลายตัว ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่เป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อหรือเงินฝืด และตัวเลขการส่งออก ซึ่งสะท้อนภาพบรรยากาศเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเวลานี้ว่ายังไม่สดใสนัก
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ในเดือนกันยายนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.4% ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผลการอุดหนุนด้านพลังงานของรัฐบาล ทว่าอัตราเงินเฟ้อซึ่งไม่นับรวมราคาพลังงานยังทรงตัว แรงกดดันด้านราคาที่ยังคงมีอยู่อย่างกว้างขวางนี้อาจช่วยเปิดทางให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้
แต่อัตราเงินเฟ้อภาคบริการที่ยังเฉื่อยทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเกิดคำถามว่า การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของค่าจ้างจะสนับสนุนการบริโภคและรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ประมาณ 2% ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่
ในปีนี้ ญี่ปุ่นมีการขึ้นค่าจ้างครั้งใหญ่ แต่ต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปสู่ราคาผู้บริโภคในระดับปานกลางเท่านั้น โดยอัตราเงินเฟ้อภาคบริการ (Service Inflation) เพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนกันยายน ชะลอลงจากในเดือนสิงหาคมที่เพิ่มขึ้น 1.4%
ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งนับรวมราคาน้ำมันแต่ไม่นับรวมราคาอาหารสดในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าค่ากลาง 2.3% ที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย และชะลอตัวลงจากอัตราของเดือนสิงหาคมที่เพิ่มขึ้น 2.8% ซึ่งการชะลอลงนี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากมาตรการควบคุมราคาก๊าซและค่าไฟฟ้าชั่วคราว และจะมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อต่อไปอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้า
ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานที่ไม่นับรวมทั้งราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาตามอุปสงค์ได้ดีกว่า เพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนกันยายนเมื่อเทียบเป็นรายปี เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับอัตราของเดือนสิงหาคมที่เพิ่มขึ้น 2.0%
ข้อมูลเงินเฟ้อนี้ มีความสำคัญต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นในการประชุมนโยบายวันที่ 30-31 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีการเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจและคาดการณ์เงินเฟ้อประจำไตรมาส
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะเงินฝืดมายาวนาน เพิ่งจะพลิกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อช่วงต้นปี 2022 แต่เป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนราคาสินค้าสูงขึ้น (Demand-Pull Inflation)
ด้วยอัตราเงินพื้นฐานที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% มาแล้ว 2 ปี เมื่อเดือนมีนาคม 2024 ธนาคารกลางญี่ปุ่นจึงตัดสินใจยุติการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ จากนั้นปรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นเป็น 0.25% ในเดือนกรกฎาคม และธนาคารกลางยังมองหาปัจจัยที่เหมาะสมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ
คาซูโอะ อูเอดะ (Kazuo Ueda) ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น กล่าวว่าจะยังคงจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ถ้าอัตราเงินเฟ้อยังเป็นไปตามเป้าหมาย 2% ตามที่คาดการณ์ไว้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งเน้นย้ำด้วยว่าจะคอยตรวจสอบผลกระทบของเศรษฐกิจโลกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอันเปราะบางของญี่ปุ่นต่อไป
อูเอดะกล่าวอีกว่า เพื่อให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2% อย่างคงทน ไม่ร่วงหล่นกลับลงไปเป็นเงินฝืดอีก ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนปัจจัยขับเคลื่อนอัตราเงินเฟ้อ จากปัจจุบันเป็นเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ให้เป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากการมีอุปสงค์ในประเทศมากขึ้นและค่าจ้างเติบโตขึ้น
มาร์เซล ธีเลียนธ์ (Marcel Thieliant) หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของบริษัทวิจัย แคปิตัล อีโคโนมิกส์ (Capital Economics) คาดว่า อัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมผลของราคาอาหารและพลังงานจะยังคงอยู่ที่ระดับ 2% จนถึงต้นปี 2025 จากนั้นจึงค่อย ๆ ลดลง ดังนั้น จึงคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี 2024 นี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใด ๆ ในการประชุมวันที่ 30-31 ตุลาคมนี้
เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 2.9% ต่อปีในไตรมาส 2 จากค่าจ้างที่ปรับขึ้นอย่างคงที่ หนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค แม้อุปสงค์ที่อ่อนตัวในจีนและเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวลงจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการส่งออกอย่างมากมีแนวโน้มการเติบโตลดลง
สำหรับการส่งออก ตามการรายงานของนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) ในวันที่ 17 ตุลาคม มีข้อมูลว่าในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน (ซึ่งเป็นครึ่งปีแรกตามปีงบประมาณของญี่ปุ่น) ปริมาณการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้ว่าค่าเงินเยนที่อ่อนลงจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกในรูปเงินเยนเพิ่มสูงก็ตาม
ในแง่มูลค่า ในช่วงดังกล่าว มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 53.55 ล้านล้านเยน (ราว 11.8 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YOY) มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 56.66 ล้านล้านเยน (ราว 12.3 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7% (YOY) ขาดดุลการค้า 3.11 ล้านล้านเยน (ราว 6.8 แสนล้านบาท) ขาดดุลมากขึ้น 14.4% (YOY) และนับเป็นการขาดดุลในช่วงครึ่งแรกของปีงบฯ เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน
ในแง่ตลาดส่งออก การส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีนลดลง 7.7% (YOY) การส่งออกไปยังสหรัฐลดลง 2.2% และการส่งออกสหภาพยุโรปลดลง 14.8% ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณการส่งออกของญี่ปุ่นลดลงคือ การส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐที่ลดลง 11.2%
คาสึมะ คิชิคาวะ (Kazuma Kishikawa) นักเศรษฐศาสตร์จาก ไดวะ อินสติติวต์ ออฟ รีเสิร์ช (Daiwa Institute of Research) บริษัทวิจัยในญี่ปุ่นกล่าวกับรอยเตอร์ว่า เป็นได้ได้ว่าการส่งออกของญี่ปุ่นจะต้องเผชิญกับความยากลำบากต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญ ที่แม้จะมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐออกมาหลายชุด แต่อุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแอ