เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐปั้นแท็กซี่อีวีทั่วไทย ตั้งกองทุน 50 ล้าน ลุ้นส่วนลดคันละ 2 แสน
Economic รัฐปั้นแท็กซี่อีวีทั่วไทย ตั้งกองทุน 50 ล้าน ลุ้นส่วนลดคันละ 2 แสน
รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย เบี้ยประกันอิงความเสี่ยงพื้นที่
Politics รัฐผุดแนวคิด “ประกันภัยพิบัติ” ดึงเอกชนร่วมจ่าย เบี้ยประกันอิงความเสี่ยงพื้นที่
ปอร์เช่ เปิดประสบการณ์ Raceborn สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
Automotive ปอร์เช่ เปิดประสบการณ์ Raceborn สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
ประเมิน SET Index วันนี้ (15 ก.ค.) กรอบ 1,620 – 1,640 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
Finance ประเมิน SET Index วันนี้ (15 ก.ค.) กรอบ 1,620 – 1,640 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง
ค่าเงินบาทวันนี้ (15 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.48 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (15 ก.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.48 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
พลพีร์ มิดฟิลด์ตัวรับ รัฐบาล มือปราบผู้มีอิทธิพล ‘ทำผิดกฎหมายเจอกัน’
Politics พลพีร์ มิดฟิลด์ตัวรับ รัฐบาล มือปราบผู้มีอิทธิพล ‘ทำผิดกฎหมายเจอกัน’
รมว.พลังงาน ยันน้ำมันในประเทศจะไม่ขึ้นแรงตามตลาดโลก ชี้สำรองไว้พอ
Politics รมว.พลังงาน ยันน้ำมันในประเทศจะไม่ขึ้นแรงตามตลาดโลก ชี้สำรองไว้พอ
ส่งออกโตกระจุกบริษัทต่างชาติ ไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง
Economic ส่งออกโตกระจุกบริษัทต่างชาติ ไทยไม่ได้อานิสงส์-SMEs เจ๊ง
เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์
World เมื่อบริษัทเยอรมันย้ายฐาน ‘เอเชีย’ ได้รับอานิสงส์
พิพัฒน์ลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ดัน ‘โมเดลใหม่’ แก้เกมไฮสปีดล้ม
Real Estate พิพัฒน์ลุยบิ๊กโปรเจ็กต์ 2.2 แสนล้าน ดัน ‘โมเดลใหม่’ แก้เกมไฮสปีดล้ม
ดูทั้งหมด

กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

18 ต.ค. 2567 | 18:26น.

กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงาว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 14-18 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันอังคาร (15/10) ที่ระดับ 33.26/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 33.32/33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันวันนี้ (15/10) ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวในแนวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก

โดยเมื่อวานศุกร์ (11/10) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ประจำเดือน ก.ย. โดยดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 1.8% เมื่อเทียบรายปี ในเดือน ก.ย. สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 1.6% หลังจากปรับตัวขึ้น 1.9% ในเดือน ส.ค.

ขณะที่ดัชนี PPI ทั่วไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรืออยู่ที่ 0.0% เมื่อเทียบรายเดือน ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่คาดว่าปรับตัวขึ้น 0.1% หลังจากปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ส.ค. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี ในเดือน ก.ย. สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 2.7% หลังจากปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน ส.ค. และดัชนี PPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน ในเดือน ก.ย.สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ส.ค.

โดยในคืนวันอังคาร (15/10) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ปรับตัวลงสู่ระดับ -11.9 ในเดือน ต.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ +3.4 จากระดับ +11.5 ในเดือน ก.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนแกว่งตัว Sideways หลังจากที่แข็งค่าลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงบ่ายวันพุธ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 2.25% แต่เนื่องจากมีกระแสเงินลงทุนต่างชาติเข้าในตลาดหุ้นไทยราว 4,201 ล้านบาท

ทั้งนี้ ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น จากปัจจัยการคาดการณ์ของตลาดต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมในอนาคตของธนาคารกลางในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังได้ปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกด้วย โดยในวันพฤหัสบดี (17/10) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดค้าปลีกของสหรัฐพุ่งขึ้น 0.4% ในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากปรับขึ้น 0.1% ในเดือน ส.ค.เมื่อเทียบรายเดือน

ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า ยอดค้าปลีกอาจปรับขึ้นเพียง 0.3% ในเดือ ก.ย. อีกทั้ง กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสหรัฐดิ่งลง 19,000 ราย สู่ 241,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี พายุเฮอริเคนและการผละงานประท้วงเป็นเวลานานหนึ่งเดือนในบริษัทโบอิ้งส่งผลให้การพิจารณาตัวเลขตลาดแรงงานในช่วงนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก โดยตัวเลขที่เปิดเผยมาดังกล่าวช่วยสนับสนุนดารคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้เป็นอย่างดี

โดยนักลงทุนคาดการณ์ในตอนนี้ว่า มีโอกาส 92% ที่เฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ 4.50-4.75% และมีโอกา 8% ที่เฟดอาจจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.75-5.00% ตามเดิมในการประชุมกำหนดนโยบายในวันที่ 6-7 พ.ย.

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พ.ย. ในขณะที่เว็บไซต์การพนัน Polymarket แสดงให้เห็นว่า มีโอกาสมากยิ่งขึ้นที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้ โดยนักวิเคราะห์บางรายระบุว่า ถ้าหากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เขาก็มีแนวโน้มที่จะออกนโยบายปรับลดภาษีเงินได้, ปรับลดกฎระเบียบทางธุรกิจ และปรับเพิมอัตราภาษีนำเข้า และนโยบายเหล่านี้ก็จะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อค่าดอลลาร์

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วงเช้าวันอังคาร (15/10) ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนขึ้นลงในช่วงวันหยุดของไทย (14/10) โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากในคืนวันศุกร์ (11/10) จากการคาดการณ์แนวโน้มเฟดลดดอกเบี้ยในเดือนหน้า ก่อนที่เงินบาทจะลดแรงบวกลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14/10) หลังราคาทองย่อตัว และการอ่อนค่าของเงินหยวน หนุนแรงซื้อกลับดอลลาร์ โดยในวันพุธ (16/10) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.50% เป็น 2.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

โดยนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ กนง. ได้ออกมากล่าวว่า คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2567 ด้านกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทรงคณะกรรมการได้เล็งเห็นว่าจุดยืนของนโยบายการเงินที่เป็นกลางยังคงเหมาะกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในขณะนี้

ทั้งนี้ กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงอยู่ในระดับที่ยังเป็นกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งว่าจะมีการนัดหมายกับกระทรวงการคลังในช่วงปลายเดือนนี้เรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อในอนาคต โดยในพฤหัสบดี (17/10) รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ในวันที่ 16-17 ต.ค.ว่า นักเศรษฐศาสตร์ 20 จาก 24 ราย หรือ 83% ของโพลล์คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ในการประชุมวันที่ 18 ธ.ค. ส่วนนักเศรษฐศาสตร์อีก 4 รายที่เหลือคาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้ โพลล์รอยเตอร์คาดการณ์อีกด้วยว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และ 2.00% ในไตรมาสแรกของปีหน้า และหลังจากนั้น กนง.ก็จะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.00% จนถึงสิ้นปีหน้า ทั้งนี้ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบระหว่าง 33.08-33.44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 33.14/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันอังคาร (15/10) ระดับ 1.0921/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 1.0938/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินยูโรปรับตัวในแนวอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐและปอนด์ โดยในวันอังคาร (15/10) สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) รายงานว่าราคาสินค้าและบริการในฝรั่งเศสเดือน ก.ย. ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรก

โดยได้ปรับตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับให้สอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป (HICP) ลงเหลือ 1.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี อีกทั้งในวันพฤหัสบดี (17/10) สำนักงานสถิติยุโรปประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซนในเดือนกันยายนออกมาที่ 1.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากจากเดือนสิงหาคมที่ระดับ 2.2% เมื่อเทียบรายปี พร้อมทั้งในคืนวันพฤหัสบดี (17/10) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.25% สู่ 3.25% ในการประชุมกำหนดนโยบายในวันพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้

โดยอีซีบีระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนอยู่ภายใต้การควบคุมมากยิ่งขึ้น และเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มที่ย่ำแย่ลง ทางด้านคริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบีไม่ได้ส่งสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มในการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต แต่แหล่งข่าวกล่าวต่อรอยเตอร์ว่า อีซีบีมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ในเดือน ธ.ค. นอกจากว่าตัวเลขเศรษฐกิจหรือตัวเลขเงินเฟ้อจะปรับเปลี่ยนทิศทางในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดเงินคาดว่า มีโอกาสสูงมากที่อีซีบีจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 3 ครั้งก่อนสิ้นเดือน มี.ค. 2025 ทั้งนี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0810-1.0936 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 1.0840/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันอังคาร (15/10) ที่ระดับ 149.18/22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 148.93/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยผลสำรวจล่าสุดจากรอยเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์กว่า 51% คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงสิ้นปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อนที่มี 46%

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ 87% คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ภายในเดือนมีนาคม 2025 โดยความเห็นส่วนใหญ่ชี้ว่า BOJ อาจรอการประกาศงบประมาณถัดไปในปลายเดือนธันวาคม หรือรอรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาสในเดือนมกราคม 2025 ก่อนที่จะปรับนโยบาย ซึ่งผลกระทบของผลโพลนี้ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นวันอังคาร (15/10) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าค่าเงินเยนอาจจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากการปรับดอกเบี้ยในอนาคตเกิดขึ้นจริง

นอกจากนี้ทางญี่ปุ่น เริ่มเปิดฉากหาเสียงวันนี้ก่อนวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ต.ค. ในวันอังคารที่ผ่านมา (15/10) โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานคาดการณ์ว่า จะมีผู้สมัครมากกว่า 1,300 คนแข่งขันกันชิง 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นในการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 ทั้งนี้พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และพรรคโคเมโตะซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะรักษาเสียงข้างมากในสภาล่างไว้ที่อย่างน้อย 233 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ 288 ที่นั่งที่พรรคร่วมรัฐบาลมีอยู่ก่นอการเลือกตั้งครั้งนี้

นอกจากนี้ ในวันพุธ (16/10) โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีได้เปิดเผยข้อมูลว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นในเดือน ส.ค. ลดลง 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 2 โดยตัวเลขดังกล่าวลดลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 0.1%

นอกจากนี้สำนักข่าวเกียวโดได้รายงานว่านายเซอิจิ อาดาจิ สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการกล่าวแสดงความเห็นว่าการรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป

โดยในวันนี้ (18/10) ทางการญี่ปุ่นรายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสดแต่รวมราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน ปรับขึ้น 2.4% ในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในตลาดที่ +2.3% แต่ชะลอตัวลงจาก +2.8% ในเดือน ส.ค. โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้มาตรการจำกัดค่าสาธารณูปโภคชั่วคราว และมาตรการดังกล่าวจากส่งผลลบต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี ดัชนี CPI ที่ไม่รวมทั้งราคาอาหารและราคาเชื้อเพลิง ปรับขึ้น 2.1% ในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับขึ้น 2.0% ในเดือน ส.ค. ทั้งนี้ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในรอบ 148.84-150.32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 149.58/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง.