กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
วันที่ 18 ตุลาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงาว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 14-18 ตุลาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันอังคาร (15/10) ที่ระดับ 33.26/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 33.32/33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันวันนี้ (15/10) ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวในแนวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก
โดยเมื่อวานศุกร์ (11/10) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ประจำเดือน ก.ย. โดยดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 1.8% เมื่อเทียบรายปี ในเดือน ก.ย. สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 1.6% หลังจากปรับตัวขึ้น 1.9% ในเดือน ส.ค.
ขณะที่ดัชนี PPI ทั่วไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรืออยู่ที่ 0.0% เมื่อเทียบรายเดือน ในเดือน ก.ย. ต่ำกว่าที่คาดว่าปรับตัวขึ้น 0.1% หลังจากปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ส.ค. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี ในเดือน ก.ย. สูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 2.7% หลังจากปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือน ส.ค. และดัชนี PPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน ในเดือน ก.ย.สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน ส.ค.
โดยในคืนวันอังคาร (15/10) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ปรับตัวลงสู่ระดับ -11.9 ในเดือน ต.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ +3.4 จากระดับ +11.5 ในเดือน ก.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนแกว่งตัว Sideways หลังจากที่แข็งค่าลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงบ่ายวันพุธ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 2.25% แต่เนื่องจากมีกระแสเงินลงทุนต่างชาติเข้าในตลาดหุ้นไทยราว 4,201 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น จากปัจจัยการคาดการณ์ของตลาดต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมในอนาคตของธนาคารกลางในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังได้ปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกด้วย โดยในวันพฤหัสบดี (17/10) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดค้าปลีกของสหรัฐพุ่งขึ้น 0.4% ในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากปรับขึ้น 0.1% ในเดือน ส.ค.เมื่อเทียบรายเดือน
ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า ยอดค้าปลีกอาจปรับขึ้นเพียง 0.3% ในเดือ ก.ย. อีกทั้ง กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสหรัฐดิ่งลง 19,000 ราย สู่ 241,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว
อย่างไรก็ดี พายุเฮอริเคนและการผละงานประท้วงเป็นเวลานานหนึ่งเดือนในบริษัทโบอิ้งส่งผลให้การพิจารณาตัวเลขตลาดแรงงานในช่วงนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก โดยตัวเลขที่เปิดเผยมาดังกล่าวช่วยสนับสนุนดารคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงรักษาระดับความแข็งแกร่งไว้ได้เป็นอย่างดี
โดยนักลงทุนคาดการณ์ในตอนนี้ว่า มีโอกาส 92% ที่เฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ 4.50-4.75% และมีโอกา 8% ที่เฟดอาจจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.75-5.00% ตามเดิมในการประชุมกำหนดนโยบายในวันที่ 6-7 พ.ย.
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 5 พ.ย. ในขณะที่เว็บไซต์การพนัน Polymarket แสดงให้เห็นว่า มีโอกาสมากยิ่งขึ้นที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้ โดยนักวิเคราะห์บางรายระบุว่า ถ้าหากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เขาก็มีแนวโน้มที่จะออกนโยบายปรับลดภาษีเงินได้, ปรับลดกฎระเบียบทางธุรกิจ และปรับเพิมอัตราภาษีนำเข้า และนโยบายเหล่านี้ก็จะช่วยหนุนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อค่าดอลลาร์
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วงเช้าวันอังคาร (15/10) ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนขึ้นลงในช่วงวันหยุดของไทย (14/10) โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมากในคืนวันศุกร์ (11/10) จากการคาดการณ์แนวโน้มเฟดลดดอกเบี้ยในเดือนหน้า ก่อนที่เงินบาทจะลดแรงบวกลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (14/10) หลังราคาทองย่อตัว และการอ่อนค่าของเงินหยวน หนุนแรงซื้อกลับดอลลาร์ โดยในวันพุธ (16/10) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.50% เป็น 2.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที
โดยนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ กนง. ได้ออกมากล่าวว่า คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2567 ด้านกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทรงคณะกรรมการได้เล็งเห็นว่าจุดยืนของนโยบายการเงินที่เป็นกลางยังคงเหมาะกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในขณะนี้
ทั้งนี้ กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงอยู่ในระดับที่ยังเป็นกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งว่าจะมีการนัดหมายกับกระทรวงการคลังในช่วงปลายเดือนนี้เรื่องเป้าหมายเงินเฟ้อในอนาคต โดยในพฤหัสบดี (17/10) รอยเตอร์เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ในวันที่ 16-17 ต.ค.ว่า นักเศรษฐศาสตร์ 20 จาก 24 ราย หรือ 83% ของโพลล์คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ในการประชุมวันที่ 18 ธ.ค. ส่วนนักเศรษฐศาสตร์อีก 4 รายที่เหลือคาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือน ธ.ค.
ทั้งนี้ โพลล์รอยเตอร์คาดการณ์อีกด้วยว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และ 2.00% ในไตรมาสแรกของปีหน้า และหลังจากนั้น กนง.ก็จะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.00% จนถึงสิ้นปีหน้า ทั้งนี้ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบระหว่าง 33.08-33.44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 33.14/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันอังคาร (15/10) ระดับ 1.0921/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 1.0938/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินยูโรปรับตัวในแนวอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐและปอนด์ โดยในวันอังคาร (15/10) สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) รายงานว่าราคาสินค้าและบริการในฝรั่งเศสเดือน ก.ย. ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรก
โดยได้ปรับตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคที่ปรับให้สอดคล้องกับประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป (HICP) ลงเหลือ 1.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี อีกทั้งในวันพฤหัสบดี (17/10) สำนักงานสถิติยุโรปประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซนในเดือนกันยายนออกมาที่ 1.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากจากเดือนสิงหาคมที่ระดับ 2.2% เมื่อเทียบรายปี พร้อมทั้งในคืนวันพฤหัสบดี (17/10) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.25% สู่ 3.25% ในการประชุมกำหนดนโยบายในวันพฤหัสบดี ซึ่งถือเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้
โดยอีซีบีระบุว่าอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนอยู่ภายใต้การควบคุมมากยิ่งขึ้น และเศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มที่ย่ำแย่ลง ทางด้านคริสติน ลาการ์ด ประธานอีซีบีไม่ได้ส่งสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มในการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต แต่แหล่งข่าวกล่าวต่อรอยเตอร์ว่า อีซีบีมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ในเดือน ธ.ค. นอกจากว่าตัวเลขเศรษฐกิจหรือตัวเลขเงินเฟ้อจะปรับเปลี่ยนทิศทางในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดเงินคาดว่า มีโอกาสสูงมากที่อีซีบีจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 3 ครั้งก่อนสิ้นเดือน มี.ค. 2025 ทั้งนี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0810-1.0936 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 1.0840/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันอังคาร (15/10) ที่ระดับ 149.18/22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/10) ที่ระดับ 148.93/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยผลสำรวจล่าสุดจากรอยเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์กว่า 51% คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงสิ้นปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อนที่มี 46%
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ 87% คาดว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ภายในเดือนมีนาคม 2025 โดยความเห็นส่วนใหญ่ชี้ว่า BOJ อาจรอการประกาศงบประมาณถัดไปในปลายเดือนธันวาคม หรือรอรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาสในเดือนมกราคม 2025 ก่อนที่จะปรับนโยบาย ซึ่งผลกระทบของผลโพลนี้ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นวันอังคาร (15/10) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าค่าเงินเยนอาจจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากการปรับดอกเบี้ยในอนาคตเกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ทางญี่ปุ่น เริ่มเปิดฉากหาเสียงวันนี้ก่อนวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ต.ค. ในวันอังคารที่ผ่านมา (15/10) โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานคาดการณ์ว่า จะมีผู้สมัครมากกว่า 1,300 คนแข่งขันกันชิง 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นในการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 ทั้งนี้พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และพรรคโคเมโตะซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะรักษาเสียงข้างมากในสภาล่างไว้ที่อย่างน้อย 233 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ 288 ที่นั่งที่พรรคร่วมรัฐบาลมีอยู่ก่นอการเลือกตั้งครั้งนี้
นอกจากนี้ ในวันพุธ (16/10) โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีได้เปิดเผยข้อมูลว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นในเดือน ส.ค. ลดลง 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 2 โดยตัวเลขดังกล่าวลดลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 0.1%
นอกจากนี้สำนักข่าวเกียวโดได้รายงานว่านายเซอิจิ อาดาจิ สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการกล่าวแสดงความเห็นว่าการรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป
โดยในวันนี้ (18/10) ทางการญี่ปุ่นรายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสดแต่รวมราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน ปรับขึ้น 2.4% ในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในตลาดที่ +2.3% แต่ชะลอตัวลงจาก +2.8% ในเดือน ส.ค. โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้มาตรการจำกัดค่าสาธารณูปโภคชั่วคราว และมาตรการดังกล่าวจากส่งผลลบต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ดัชนี CPI ที่ไม่รวมทั้งราคาอาหารและราคาเชื้อเพลิง ปรับขึ้น 2.1% ในเดือน ก.ย.เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับขึ้น 2.0% ในเดือน ส.ค. ทั้งนี้ค่าเงินเยนมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในรอบ 148.84-150.32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/10) ที่ระดับ 149.58/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ