Skip to content
ดูทั้งหมด

ส่องความน่าสนใจ ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย

22 ต.ค. 2567 | 15:08น.

บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ปีนี้กลับมาเป็นปีทองของตลาดหุ้นเวียดนามอีกครั้ง หลังจากที่ร่วงระเนระนาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

หลายคนคงคาดไม่ถึงกับการกลับมาของตลาดหุ้นเวียดนามที่เป็นตลาดหุ้นชายขอบ (Frontier Market) หลังจากที่ต้องเผชิญกับวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาการทุจริตทั้งในตลาดหุ้นและคอร์รัปชั่นของนักการเมือง เป็นที่มาสู่การปราบปรามครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ความเชื่อมั่นนักลงทุนให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เลือกตั้งได้ประธานาธิบดีคนใหม่และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บวกกับเสน่ห์ที่เพิ่มขึ้น เมื่อปักธงก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ที่ได้จากแรงหนุนเงินลงทุนต่างชาติ พร้อมขึ้นแท่น “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย” และทำให้นักลงทุนทั่วโลกกลับมามองตลาดหุ้นเวียดนามอีกครั้ง

ก่อนจะพาไปส่องปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจเวียดนาม กับอนาคตที่ทั่วโลกส่องสปอตไลต์มา ผมจะขออัพเดตความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเวียดนาม เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนสำหรับคนที่สนใจตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ครับ พร้อมทริกดี ๆ ลงทุนให้รอดในระยะยาวครับ

ตลาดหุ้นเวียดนาม ในวันที่ราคาถูกสวนทางกำไร

ปีนี้เป็นปีแรกที่ตลาดหุ้นเวียดนามพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างร้อนแรง หลังจากที่ช่วงครึ่งปีแรกทำผลตอบแทนได้สูงที่สุดในโลก โดยช่วง 5 เดือนแรก ดัชนี VN ให้ผลตอบแทนสูงถึง 11.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตลาดชายขอบ อยู่ที่เพียง 6.19% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นโลกอยู่ที่ 9.11%

ล่าสุด ตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน ดัชนี VN ปรับตัวขึ้น 15.58% (30 ก.ย. 2567) โดยได้แรงส่งจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งของเวียดนามล้วน ๆ

ย้อนกลับไปดูตลาดหุ้นเวียดนามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดราวปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ดัชนี VN ปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 55.71% เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงเวียดนามฟื้นตัวหลังการระบาดของโควิด-19 ก่อนจะลดลง -37.05% ในช่วงนี้ที่ทั่วโลกวิตกกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกอบกับปัญหาในประเทศรุมเร้า ทั้งตลาดหุ้นฟองสบู่แตก การทุจริตในตลาดหุ้น และคอร์รัปชั่นในรัฐบาล นักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนออก ธนาคารกลางเวียดนามปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นซบเซาเป็นเวลาหลายปี

คุณคงอยากรู้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นมาสูงมากแล้ว หากจะเข้าไปซื้อตอนนี้จะแพงไปหรือไม่

ผมขอบอกเลยว่าไม่แพงครับหากคุณลงทุนระยะยาว อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีสตอรี่ใหญ่ขับเคลื่อน โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ก้าวสู่ดิจิทัล ซึ่งผมจะฉายภาพต่อไปครับ

มาดู Valuation ตลาดหุ้นเวียดนาม ปัจจุบัน PE Forward อยู่ที่ 10 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีระยะยาว ก็ถือว่าค่อนข้างถูก อย่างน้อยก็ถูกกว่าคนที่ซื้อมาเมื่อ 5 ปีที่แล้วครับ

ขณะที่มีการเปรียบเทียบระหว่างตลาดหุ้นเวียดนามที่เป็นตลาดหุ้นชายขอบกับกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่มีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรในตลาดหุ้นเวียดนาม 3 ปีข้างหน้านี้ ว่าในปี 2567 ตลาดหุ้นเวียดนามมีอัตรากำไรเติบโต 42% สูงกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ที่ระดับ 26% และปี 2568 ตลาดเวียดนามโต 23% เอาชนะตลาดหุ้นเกิดใหม่ 13% และในปี 2569 ตลาดหุ้นเวียดนามเติบโตถึง 17% ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่เติบโตเพียง 1.8% จะเห็นว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีกำไรที่เติบโตดีกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่

ผมยังมองว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามเทรดกันในระดับราคาที่ถูก สวนทางกับกำไรที่เติบโตโดดเด่น ขณะที่นักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจ สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และ Valuation ของตลาดเวียดนาม ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุนครับ

อีกหนึ่งสตอรี่ที่สำคัญและมีนัยต่อการลงทุนระยะยาว นั่นก็คือการยกระดับตลาดหุ้นเข้าสู่ FTSE Emerging Market ซึ่งจะช่วยให้ตลาดหุ้นเวียดนามซื้อขายในระดับ Valuation ที่สูงขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามเทรดอยู่ที่ PE Forward 10 เท่า ขณะที่ PE Forward ของตลาดหุ้นเกิดใหม่ (MSCI Emerging Market) ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 12 เท่า

ถ้าตลาดหุ้นเวียดนามถูกย้ายไปอยู่ในตลาดหุ้นเกิดใหม่ มีความเป็นไปได้ที่อาจจะทำให้ขยาย Band ไปเทรดระดับสูงได้ หรือที่เรียกกันว่า PE Rerating ซึ่งการซื้อขายในระดับ Valuation ที่สูงขึ้นยังเป็นสตอรี่ที่ดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในเวียดนามได้ในระยะข้างหน้า

ด้าน Ketut Ariadi Kusuma ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินของธนาคารโลกให้ความเห็นว่า “หากเวียดนามได้รับการยกระดับจาก Frontier Market ไปเป็น Emerging Market จะมีเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนระดับโลกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐไหลเข้าสู่ตลาดทุน อีกทั้งการกระจายการลงทุนของกองทุนประกันสังคมเวียดนาม (VSS) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นกุญแจสำคัญ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามผ่านการลงทุนในภาคธุรกิจอีกด้วย”

นอกจากนี้ วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของสหรัฐ ยังเป็นอีกแรงหนุนให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นชายขอบ ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นอีกหนึ่งตลาดที่อยู่ในสายตานักลงทุนต่างชาติ

เวียดนาม เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์เศรษฐกิจดิจิทัล รอวันขึ้นแท่น ‘เสือเศรษฐกิจตัวใหม่’

จริง ๆ แล้วปัจจัยใหญ่ที่จะทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามไปต่อได้แรงและยาว คือ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้บริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีศักยภาพในการทำกำไรในระยะยาว

เวียดนามยังคงเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดย GDP ไตรมาส 3 ปีนี้ขยายตัว 7.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลการสำรวจของ Bloomberg ก่อนหน้านี้ที่คาดโต 6.1% และถือเป็นไตรมาสที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดนับตั้งแต่โควิด ส่งผลต่อภาพรวม GDP ใน 9 เดือนแรก เติบโต 6.75%YOY การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเวียดนามในรอบนี้ เป็นการเติบโตแบบออแกนิกล้วน ๆ เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ๆ มาจากภาคส่งออก

World Bank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตได้ดี โดยปีนี้เติบโต 6.1% และเติบโต 6.5% ในปี 2568 และ 2569 ซึ่งการเติบโตนี้จะมาจากการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงการบริโภค และการลงทุนในภาคธุรกิจ การลงทุนเพิ่มเติมจากภาครัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ด้านพลังงาน การขนส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งจะสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในระยะยาว

เวียดนามยังมีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เติบโตสูงอยู่ระดับ 10% ขึ้นไป โดยไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 มีอัตราเติบโตที่ 13.4% และ 12.8% ตามลำดับ ปัจจุบันเวียดนามยังเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าในประเทศใกล้เคียง

ขณะที่แรงงานมีฝีมือ ความรู้ และประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งรัฐบาลได้ปฏิรูปกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบภาษีให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ เป็นประเทศที่มีจำนวนสัญญา FTA สูงสุดในอาเซียน และแรงกดดันจากสงครามการค้าโลกที่อยู่ระดับต่ำ จึงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เม็ดเงินลงทุนของ FDI ถือเป็นตัวสำคัญในการชี้วัดการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจได้ดีตัวหนึ่ง และในช่วงกว่า 10 ปีที่่ผ่านมา เวียดนามเป็นแหล่งรวมพลนักลงทุนทั่วโลกพาเหรดเข้ามาลงทุนมากมายหลายสัญชาติ ทำให้เวียดนามมีเม็ดเงิน FDI ไหลเข้ามากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Google กำลังจะเปิดสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม และกำลังจ้างวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศเวียดนาม และในอนาคต Google ก็มีแผนจะลงทุนตั้งศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล (hyperscale) ในเวียดนาม มูลค่ากว่า 300-650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะเห็นได้ภายในปี 2570 ซึ่งจะอยู่ใกล้กับนครโฮจิมินห์ ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจทางตอนใต้ของเวียดนาม

สิ่งที่ดึงดูด Google ให้ตัดสินใจเลือกลงทุนที่เวียดนาม ก็เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่มีลูกค้าใช้บริการคลาวด์ทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศกำลังขยายตัว ซึ่งหาก Google จัดตั้งศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลในเวียดนาม นับเป็นการลงทุนครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีขนาด 50 เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม

ถ้าส่องตลาดการใช้บริการดิจิทัลของเวียดนาม จะพบว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มากด้วยจำนวนประชากร 100 ล้านคน มีความต้องการใช้บริการดิจิทัลเพิ่มขึ้น และ Google สังเกตว่าเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตเร็วที่สุดสำหรับ YouTube แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ยอดนิยมของ Google นั่นเองด้วย

ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติในแวดวงศูนย์ข้อมูลไม่ค่อยสนใจหรือกล้าที่จะเข้ามาลงทุน เพราะเวียดนามมีปัญหาไฟฟ้าดับค่อนข้างบ่อย และโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่อ่อนแอ ขณะที่ Google มองเห็นว่าตลาดนี้ยังเติบโตอีกมาก และหาก Google ประกาศเป็นทางการถึงแผนการลงทุนระยะยาวในเวียดนาม

ผมเชื่อแน่นอนว่าอนาคตของเวียดนามจะเป็นอีกประเทศที่ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดิจิทัล ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว รอวันผงาดขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ในเอเชียได้ครับ

ลงทุนหุ้นเวียดนาม ให้รอด ด้วยสูตรง่าย ๆ ปั้นพอร์ตปัง ๆ

แน่นอนว่าความเสี่ยงในการลงทุนย่อมมาคู่กับผลตอบแทนในตลาดหุ้น แต่กฎแห่งการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนมองข้ามไม่ได้ คือความเสี่ยงในระยะใกล้จนถึงระยะยาว

หากมองพื้นฐานเศรษฐกิจในระยะใกล้ เวียดนามยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาหนี้สินภาคอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามที่ยังไม่คลี่คลายได้ในเร็ววัน แม้ธนาคารกลางเวียดนามได้ขยายระยะเวลาของมาตรการช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้ออกไปจนถึง 31 ธ.ค. 2567 ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อการผิดนัดชำระหนี้ ในขณะที่สัดส่วนหนี้เสียสะท้อนผ่าน NPL (หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากหนี้เสียภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ปัญหาหนี้เสียได้ส่งผลให้ธนาคารเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นและส่งผลให้เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัว

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่มีเสถียรภาพ และยังพึ่งพิงเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน มีโอกาสเติบโตสูงจากการปรับตัวเพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ความเสี่ยงในตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ระดับสูง เนื่องจากเป็นตลาดหุ้นชายขอบจะมีความผันผวนสูง ประกอบกับเป็นตลาดที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ด้วยมาร์เก็ตแคปประมาณ 207,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังอยู่ในช่วงพัฒนาที่ต้องเผชิญกับปัญหาในหลาย ๆ ด้าน เช่น เป็นตลาดที่มีนักลงทุนรายย่อยซื้อขายสัดส่วนมากถึง 90% โดยมี 7.5 ล้านบัญชี คิดเป็น 7.5% ของประชากรทั้งหมด

ทำให้ขาดความสมดุลของนักลงทุนสถาบัน ด้านพฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยในเวียดนามส่วนใหญ่นิยมการลงทุนแบบเก็งกำไร นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามยังจำกัดการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติที่ 49% ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักลงทุนน้อย

อย่างไรก็ตาม ผมมองภาพในระยะยาวของเวียดนามที่กำลังเดินหน้ายกระดับประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และที่สำคัญเวียดนามได้เปรียบจากการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างฐานการผลิต ที่ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานผลิตของโลกเท่านั้น แต่กำลังจะเป็นฐานบริการข้อมูลดิจิทัลใหญอีกแห่งของโลก และเชื่อว่าเวียดนามไม่ได้หยุดแค่พึ่งพาเงิน FDI แต่กำลังต่อรองให้ต่างชาติช่วยสร้าง Know How ด้านเทคโนโลยี AI ให้กับคนในประเทศด้วย

คุณอาจจะรู้สึกว่าตลาดหุ้นเวียดนามยังมีแรงเหวี่ยงขึ้นลงค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นตลาดหุ้นชายขอบและปกติหุ้นก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอยู่แล้ว

จริง ๆ ไม่มีใครรู้ หรือเดาได้ล่วงหน้าว่าตอนไหนคือจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของการลงทุนได้ถูกต้องไปทุกครั้ง ผมจึงอยากเน้นย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญอย่างการ DCA (Dollar Cost Averaging) ที่เป็นวิธีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง วิธีนี้จะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนไม่ให้คุณติดดอย ซึ่งถ้าคุณเชื่อมั่นว่า ในระยะยาวตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้น ดังนั้น การ DCA จะช่วยกระจายความเสี่ยงด้านราคาที่ดีครับ ไม่ต้องมาค่อยคิดว่าเข้าถูกหรือผิดจังหวะ

หากคุณต้องการคว้าโอกาสทำกำไรจากหุ้นเวียดนามในตอนนี้ และรอเติบโตไปกับอนาคตเสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเซีย ผมแนะนำให้คุณ “กระจายลงทุนในหุ้นเวียดนาม” ราว 5-10% ในระยะกลางถึงระยะยาว และอย่าลืมแบ่งเงินออมลงทุนแบบ DCA กับหุ้นเวียดนามด้วย เพื่อถัวเฉลี่ยราคาช่วยไม่ให้ติดดอย ลดความผันผวนและทนทานในยามที่มีมรสุมข่าวร้ายเข้ามาในแต่ละช่วง

สุดท้าย ผมขอฝากไว้ หากเวลาลงทุนแล้วคุณเห็นหุ้นไม่ไปไหน หรืออาจสะวิงขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะจนหวาดเสียว หรือเกิดวิกฤตต่าง ๆ ที่จะทำให้คุณร้อนรน บางคนก็อาจรู้สึกอึดอัดใช่มั้ยครับ

ผมแนะนำทางแก้ให้ นั่นคือคุณหมั่นเช็กสุขภาพสินทรัพย์ที่ลงทุนว่ายังแข็งแรงดีไหม หุ้นที่ถืออยู่ หรือสินทรัพย์ต่าง ๆ มีปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแรงหรือไม่ และมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคตต่อไปหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วสุขภาพยังแข็งแรงมีอนาคตเติบโตในระยะยาว ก็แนะนำให้ถือต่อไปครับ

เมื่อไหร่ที่คุณจัดพอร์ตให้สมดุล เวลาที่สถานการณ์พลิกกลับมาสู่ภาวะปกติ พอร์ตของคุณก็ยังเติบโตไปต่อได้ครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บลจ. หุ้นเวียดนาม