เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐบาลจ่อถก 5 จังหวัดอีสานตอนบน​ ชงโครงการของบ ‘ครม.สัญจร​‘ อุดรธานี​
Politics รัฐบาลจ่อถก 5 จังหวัดอีสานตอนบน​ ชงโครงการของบ ‘ครม.สัญจร​‘ อุดรธานี​
ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ต.ค. 69) ร่วงลง 500 บาท รูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
ไอเดียร์ แจง สามีเคยถือจริง หุ้น Mixed Order Limited แต่ขายออกก่อนรับตำแหน่ง สส.
Politics ไอเดียร์ แจง สามีเคยถือจริง หุ้น Mixed Order Limited แต่ขายออกก่อนรับตำแหน่ง สส.
ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ต.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ต.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.60 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
จับตา! ครม.ไฟเขียว หมื่นล้าน ‘เยียวยาน้ำท่วม’ เฟส 2 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาพืชเกษตร
Politics จับตา! ครม.ไฟเขียว หมื่นล้าน ‘เยียวยาน้ำท่วม’ เฟส 2 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาพืชเกษตร
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (20 ต.ค. 69) ปรับลง 0.43% อยู่ที่ 81,686 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (20 ต.ค. 69) ปรับลง 0.43% อยู่ที่ 81,686 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (20 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (20 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
‘ซีพีแรม’ ขยับพอร์ตเจขาย 365 วัน ชิงตลาด 4.9 หมื่นล้าน
Business ‘ซีพีแรม’ ขยับพอร์ตเจขาย 365 วัน ชิงตลาด 4.9 หมื่นล้าน
วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
Biz Movement วงร็อกชื่อดัง SWEET MULLET ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 2 สมาชิกยุติบทบาทสมาชิก
เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
Business เปิดตัว “ต้นสน เส้นเกาหลี” รับกระแส K-Food ชูจุดขายเส้นใส นุ่ม หนึบเด้ง อร่อยง่ายทุกเมนู
ดูทั้งหมด

ส่องความน่าสนใจ ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย

22 ต.ค. 2567 | 15:08น.
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ปีนี้กลับมาเป็นปีทองของตลาดหุ้นเวียดนามอีกครั้ง หลังจากที่ร่วงระเนระนาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

หลายคนคงคาดไม่ถึงกับการกลับมาของตลาดหุ้นเวียดนามที่เป็นตลาดหุ้นชายขอบ (Frontier Market) หลังจากที่ต้องเผชิญกับวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาการทุจริตทั้งในตลาดหุ้นและคอร์รัปชั่นของนักการเมือง เป็นที่มาสู่การปราบปรามครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ความเชื่อมั่นนักลงทุนให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เลือกตั้งได้ประธานาธิบดีคนใหม่และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บวกกับเสน่ห์ที่เพิ่มขึ้น เมื่อปักธงก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ที่ได้จากแรงหนุนเงินลงทุนต่างชาติ พร้อมขึ้นแท่น “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย” และทำให้นักลงทุนทั่วโลกกลับมามองตลาดหุ้นเวียดนามอีกครั้ง

ก่อนจะพาไปส่องปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจเวียดนาม กับอนาคตที่ทั่วโลกส่องสปอตไลต์มา ผมจะขออัพเดตความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเวียดนาม เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนสำหรับคนที่สนใจตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ครับ พร้อมทริกดี ๆ ลงทุนให้รอดในระยะยาวครับ

ตลาดหุ้นเวียดนาม ในวันที่ราคาถูกสวนทางกำไร

ปีนี้เป็นปีแรกที่ตลาดหุ้นเวียดนามพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างร้อนแรง หลังจากที่ช่วงครึ่งปีแรกทำผลตอบแทนได้สูงที่สุดในโลก โดยช่วง 5 เดือนแรก ดัชนี VN ให้ผลตอบแทนสูงถึง 11.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มตลาดชายขอบ อยู่ที่เพียง 6.19% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นโลกอยู่ที่ 9.11%

ล่าสุด ตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน ดัชนี VN ปรับตัวขึ้น 15.58% (30 ก.ย. 2567) โดยได้แรงส่งจากเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งของเวียดนามล้วน ๆ

ย้อนกลับไปดูตลาดหุ้นเวียดนามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดราวปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ดัชนี VN ปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 55.71% เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงเวียดนามฟื้นตัวหลังการระบาดของโควิด-19 ก่อนจะลดลง -37.05% ในช่วงนี้ที่ทั่วโลกวิตกกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกอบกับปัญหาในประเทศรุมเร้า ทั้งตลาดหุ้นฟองสบู่แตก การทุจริตในตลาดหุ้น และคอร์รัปชั่นในรัฐบาล นักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนออก ธนาคารกลางเวียดนามปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นซบเซาเป็นเวลาหลายปี

คุณคงอยากรู้ว่าตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นมาสูงมากแล้ว หากจะเข้าไปซื้อตอนนี้จะแพงไปหรือไม่

ผมขอบอกเลยว่าไม่แพงครับหากคุณลงทุนระยะยาว อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีสตอรี่ใหญ่ขับเคลื่อน โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ก้าวสู่ดิจิทัล ซึ่งผมจะฉายภาพต่อไปครับ

มาดู Valuation ตลาดหุ้นเวียดนาม ปัจจุบัน PE Forward อยู่ที่ 10 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีระยะยาว ก็ถือว่าค่อนข้างถูก อย่างน้อยก็ถูกกว่าคนที่ซื้อมาเมื่อ 5 ปีที่แล้วครับ

ขณะที่มีการเปรียบเทียบระหว่างตลาดหุ้นเวียดนามที่เป็นตลาดหุ้นชายขอบกับกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่มีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรในตลาดหุ้นเวียดนาม 3 ปีข้างหน้านี้ ว่าในปี 2567 ตลาดหุ้นเวียดนามมีอัตรากำไรเติบโต 42% สูงกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ที่ระดับ 26% และปี 2568 ตลาดเวียดนามโต 23% เอาชนะตลาดหุ้นเกิดใหม่ 13% และในปี 2569 ตลาดหุ้นเวียดนามเติบโตถึง 17% ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่เติบโตเพียง 1.8% จะเห็นว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีกำไรที่เติบโตดีกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่

ผมยังมองว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามเทรดกันในระดับราคาที่ถูก สวนทางกับกำไรที่เติบโตโดดเด่น ขณะที่นักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางเศรษฐกิจ สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และ Valuation ของตลาดเวียดนาม ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุนครับ

อีกหนึ่งสตอรี่ที่สำคัญและมีนัยต่อการลงทุนระยะยาว นั่นก็คือการยกระดับตลาดหุ้นเข้าสู่ FTSE Emerging Market ซึ่งจะช่วยให้ตลาดหุ้นเวียดนามซื้อขายในระดับ Valuation ที่สูงขึ้นได้ เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามเทรดอยู่ที่ PE Forward 10 เท่า ขณะที่ PE Forward ของตลาดหุ้นเกิดใหม่ (MSCI Emerging Market) ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 12 เท่า

ถ้าตลาดหุ้นเวียดนามถูกย้ายไปอยู่ในตลาดหุ้นเกิดใหม่ มีความเป็นไปได้ที่อาจจะทำให้ขยาย Band ไปเทรดระดับสูงได้ หรือที่เรียกกันว่า PE Rerating ซึ่งการซื้อขายในระดับ Valuation ที่สูงขึ้นยังเป็นสตอรี่ที่ดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในเวียดนามได้ในระยะข้างหน้า

ด้าน Ketut Ariadi Kusuma ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินของธนาคารโลกให้ความเห็นว่า “หากเวียดนามได้รับการยกระดับจาก Frontier Market ไปเป็น Emerging Market จะมีเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนระดับโลกหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐไหลเข้าสู่ตลาดทุน อีกทั้งการกระจายการลงทุนของกองทุนประกันสังคมเวียดนาม (VSS) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นกุญแจสำคัญ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามผ่านการลงทุนในภาคธุรกิจอีกด้วย”

นอกจากนี้ วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของสหรัฐ ยังเป็นอีกแรงหนุนให้มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นชายขอบ ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นอีกหนึ่งตลาดที่อยู่ในสายตานักลงทุนต่างชาติ

เวียดนาม เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์เศรษฐกิจดิจิทัล รอวันขึ้นแท่น ‘เสือเศรษฐกิจตัวใหม่’

จริง ๆ แล้วปัจจัยใหญ่ที่จะทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามไปต่อได้แรงและยาว คือ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้บริษัทจดทะเบียนเติบโตและมีศักยภาพในการทำกำไรในระยะยาว

เวียดนามยังคงเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดย GDP ไตรมาส 3 ปีนี้ขยายตัว 7.4% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลการสำรวจของ Bloomberg ก่อนหน้านี้ที่คาดโต 6.1% และถือเป็นไตรมาสที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดนับตั้งแต่โควิด ส่งผลต่อภาพรวม GDP ใน 9 เดือนแรก เติบโต 6.75%YOY การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเวียดนามในรอบนี้ เป็นการเติบโตแบบออแกนิกล้วน ๆ เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ๆ มาจากภาคส่งออก

World Bank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตได้ดี โดยปีนี้เติบโต 6.1% และเติบโต 6.5% ในปี 2568 และ 2569 ซึ่งการเติบโตนี้จะมาจากการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงการบริโภค และการลงทุนในภาคธุรกิจ การลงทุนเพิ่มเติมจากภาครัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ด้านพลังงาน การขนส่ง และโลจิสติกส์ ซึ่งจะสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในระยะยาว

เวียดนามยังมีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เติบโตสูงอยู่ระดับ 10% ขึ้นไป โดยไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 มีอัตราเติบโตที่ 13.4% และ 12.8% ตามลำดับ ปัจจุบันเวียดนามยังเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าในประเทศใกล้เคียง

ขณะที่แรงงานมีฝีมือ ความรู้ และประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งรัฐบาลได้ปฏิรูปกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบภาษีให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ เป็นประเทศที่มีจำนวนสัญญา FTA สูงสุดในอาเซียน และแรงกดดันจากสงครามการค้าโลกที่อยู่ระดับต่ำ จึงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เม็ดเงินลงทุนของ FDI ถือเป็นตัวสำคัญในการชี้วัดการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจได้ดีตัวหนึ่ง และในช่วงกว่า 10 ปีที่่ผ่านมา เวียดนามเป็นแหล่งรวมพลนักลงทุนทั่วโลกพาเหรดเข้ามาลงทุนมากมายหลายสัญชาติ ทำให้เวียดนามมีเม็ดเงิน FDI ไหลเข้ามากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Google กำลังจะเปิดสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม และกำลังจ้างวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศเวียดนาม และในอนาคต Google ก็มีแผนจะลงทุนตั้งศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล (hyperscale) ในเวียดนาม มูลค่ากว่า 300-650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะเห็นได้ภายในปี 2570 ซึ่งจะอยู่ใกล้กับนครโฮจิมินห์ ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจทางตอนใต้ของเวียดนาม

สิ่งที่ดึงดูด Google ให้ตัดสินใจเลือกลงทุนที่เวียดนาม ก็เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่มีลูกค้าใช้บริการคลาวด์ทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศกำลังขยายตัว ซึ่งหาก Google จัดตั้งศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลในเวียดนาม นับเป็นการลงทุนครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีขนาด 50 เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม

ถ้าส่องตลาดการใช้บริการดิจิทัลของเวียดนาม จะพบว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มากด้วยจำนวนประชากร 100 ล้านคน มีความต้องการใช้บริการดิจิทัลเพิ่มขึ้น และ Google สังเกตว่าเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตเร็วที่สุดสำหรับ YouTube แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ยอดนิยมของ Google นั่นเองด้วย

ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติในแวดวงศูนย์ข้อมูลไม่ค่อยสนใจหรือกล้าที่จะเข้ามาลงทุน เพราะเวียดนามมีปัญหาไฟฟ้าดับค่อนข้างบ่อย และโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตที่อ่อนแอ ขณะที่ Google มองเห็นว่าตลาดนี้ยังเติบโตอีกมาก และหาก Google ประกาศเป็นทางการถึงแผนการลงทุนระยะยาวในเวียดนาม

ผมเชื่อแน่นอนว่าอนาคตของเวียดนามจะเป็นอีกประเทศที่ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดิจิทัล ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว รอวันผงาดขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ในเอเชียได้ครับ

ลงทุนหุ้นเวียดนาม ให้รอด ด้วยสูตรง่าย ๆ ปั้นพอร์ตปัง ๆ

แน่นอนว่าความเสี่ยงในการลงทุนย่อมมาคู่กับผลตอบแทนในตลาดหุ้น แต่กฎแห่งการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนมองข้ามไม่ได้ คือความเสี่ยงในระยะใกล้จนถึงระยะยาว

หากมองพื้นฐานเศรษฐกิจในระยะใกล้ เวียดนามยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาหนี้สินภาคอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนามที่ยังไม่คลี่คลายได้ในเร็ววัน แม้ธนาคารกลางเวียดนามได้ขยายระยะเวลาของมาตรการช่วยเหลือและปรับโครงสร้างหนี้ออกไปจนถึง 31 ธ.ค. 2567 ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อการผิดนัดชำระหนี้ ในขณะที่สัดส่วนหนี้เสียสะท้อนผ่าน NPL (หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากหนี้เสียภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ปัญหาหนี้เสียได้ส่งผลให้ธนาคารเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นและส่งผลให้เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัว

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่มีเสถียรภาพ และยังพึ่งพิงเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน มีโอกาสเติบโตสูงจากการปรับตัวเพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ความเสี่ยงในตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ระดับสูง เนื่องจากเป็นตลาดหุ้นชายขอบจะมีความผันผวนสูง ประกอบกับเป็นตลาดที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ด้วยมาร์เก็ตแคปประมาณ 207,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังอยู่ในช่วงพัฒนาที่ต้องเผชิญกับปัญหาในหลาย ๆ ด้าน เช่น เป็นตลาดที่มีนักลงทุนรายย่อยซื้อขายสัดส่วนมากถึง 90% โดยมี 7.5 ล้านบัญชี คิดเป็น 7.5% ของประชากรทั้งหมด

ทำให้ขาดความสมดุลของนักลงทุนสถาบัน ด้านพฤติกรรมนักลงทุนรายย่อยในเวียดนามส่วนใหญ่นิยมการลงทุนแบบเก็งกำไร นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามยังจำกัดการถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติที่ 49% ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักลงทุนน้อย

อย่างไรก็ตาม ผมมองภาพในระยะยาวของเวียดนามที่กำลังเดินหน้ายกระดับประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และที่สำคัญเวียดนามได้เปรียบจากการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างฐานการผลิต ที่ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานผลิตของโลกเท่านั้น แต่กำลังจะเป็นฐานบริการข้อมูลดิจิทัลใหญอีกแห่งของโลก และเชื่อว่าเวียดนามไม่ได้หยุดแค่พึ่งพาเงิน FDI แต่กำลังต่อรองให้ต่างชาติช่วยสร้าง Know How ด้านเทคโนโลยี AI ให้กับคนในประเทศด้วย

คุณอาจจะรู้สึกว่าตลาดหุ้นเวียดนามยังมีแรงเหวี่ยงขึ้นลงค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นตลาดหุ้นชายขอบและปกติหุ้นก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอยู่แล้ว

จริง ๆ ไม่มีใครรู้ หรือเดาได้ล่วงหน้าว่าตอนไหนคือจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของการลงทุนได้ถูกต้องไปทุกครั้ง ผมจึงอยากเน้นย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญอย่างการ DCA (Dollar Cost Averaging) ที่เป็นวิธีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง วิธีนี้จะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนไม่ให้คุณติดดอย ซึ่งถ้าคุณเชื่อมั่นว่า ในระยะยาวตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้น ดังนั้น การ DCA จะช่วยกระจายความเสี่ยงด้านราคาที่ดีครับ ไม่ต้องมาค่อยคิดว่าเข้าถูกหรือผิดจังหวะ

หากคุณต้องการคว้าโอกาสทำกำไรจากหุ้นเวียดนามในตอนนี้ และรอเติบโตไปกับอนาคตเสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเซีย ผมแนะนำให้คุณ “กระจายลงทุนในหุ้นเวียดนาม” ราว 5-10% ในระยะกลางถึงระยะยาว และอย่าลืมแบ่งเงินออมลงทุนแบบ DCA กับหุ้นเวียดนามด้วย เพื่อถัวเฉลี่ยราคาช่วยไม่ให้ติดดอย ลดความผันผวนและทนทานในยามที่มีมรสุมข่าวร้ายเข้ามาในแต่ละช่วง

สุดท้าย ผมขอฝากไว้ หากเวลาลงทุนแล้วคุณเห็นหุ้นไม่ไปไหน หรืออาจสะวิงขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะจนหวาดเสียว หรือเกิดวิกฤตต่าง ๆ ที่จะทำให้คุณร้อนรน บางคนก็อาจรู้สึกอึดอัดใช่มั้ยครับ

ผมแนะนำทางแก้ให้ นั่นคือคุณหมั่นเช็กสุขภาพสินทรัพย์ที่ลงทุนว่ายังแข็งแรงดีไหม หุ้นที่ถืออยู่ หรือสินทรัพย์ต่าง ๆ มีปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแรงหรือไม่ และมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคตต่อไปหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วสุขภาพยังแข็งแรงมีอนาคตเติบโตในระยะยาว ก็แนะนำให้ถือต่อไปครับ

เมื่อไหร่ที่คุณจัดพอร์ตให้สมดุล เวลาที่สถานการณ์พลิกกลับมาสู่ภาวะปกติ พอร์ตของคุณก็ยังเติบโตไปต่อได้ครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บลจ. หุ้นเวียดนาม