เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งสหรัฐ Trump vs Harris ลงทุนอย่างไร ?

24 ต.ค. 2567 | 12:16น.
ค่าเงิน การลงทุน

ค่าเงิน การลงทุน

บล.เคจีไอ เผย Trump มีโอกาสชนะเลือกตั้งมากขึ้น ทําให้เกิดความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับ “เงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์” ที่จะพุ่งสูงขึ้น แต่คาดชัยชนะรอบ 2 ของทรัมป์อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิดกัน จาก 2 สาเหตุ กลยุทธ์เน้นลงทุนแบบ Defensive เก็งกำไรหุ้น “นิคม-โรงไฟฟ้า-รพ.” แนะนำ 4 หุ้น ล็อกเป้าลงทุน AMATA-WHA-GPSC-BH

วันที่ 24 ตุลาคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า อีก 2 สัปดาห์จะถึงกําหนดเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ (วันที่ 5 พ.ย. 2567) โพลล์ล่าสุดชี้ว่า กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) มีคะแนนนําหน้า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald  Trump) น้อยลงกว่าเดิม ในขณะที่ผลสํารวจแสดงให้เห็นว่า Trump นําหน้า Harris ในรัฐที่จัดเป็น Swing States ทั้ง 7 รัฐ

กังวลรอบใหม่ “เงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์”

ดังนั้น ตลาดจึงปรับความคาดหมายไปในทางที่ Trump อาจจะชนะการเลือกตั้งมากขึ้น ทั้งนี้ วาทกรรมในเชิงปกป้องสหรัฐมากเกินไป (Excessive Protectionism) น่าจะทําให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และเมื่อบวกกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดที่ฟื้นตัวได้ดี น่าจะทําให้ 1.เกิดความสงสัยเกี่ยวกับแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) 2.ดัชนี US Dollar Index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งสูงขึ้น และ 3.ตลาดหุ้นเอเชียขยับลดลง

ชัยชนะรอบ 2 ของทรัมป์ อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิดกัน

ถ้าหาก Trump ชนะการเลือกตั้งรอบนี้ มองว่าผลกระทบอาจไม่น่ากลัวอย่างที่กังวลกัน ประการแรก เศรษฐกิจสหรัฐกําลังอยู่ในภาวะชะลอตัวตามวัฏจักรจากภาคการผลิตที่อ่อนแอ ดังนั้น ถ้าหาก Trump เปิดสงครามการค้ารอบใหม่ทําให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องสะดุดลง และเงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมาอีก จะทําให้เศรษฐกิจสหรัฐตกแบบ Hard Landing ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประชาชนอเมริกัน

ประการที่สอง มีบทเรียนจากการดําเนินนโยบายในช่วงปี 2561-2562 แล้วว่าจีนสามารถที่จะลดค่าเงินหยวน (RMB) ได้อย่างมีนัยสําคัญ และลดผลกระทบจากการตั้งกําแพงภาษีของสหรัฐได้ ดังนั้นเศรษฐกิจจีนอาจจะไม่ถูกกระทบมากนัก

เน้นลงทุนแบบ Defensive

โดยมองว่าหาก Harris ชนะการเลือกตั้งจะทําให้ตลาดทั่วโลกวิ่งขึ้นต่อได้ ในขณะที่ชัยชนะของ Trump อาจจะส่งผลลบในช่วงสั้นต่อตลาดหุ้นเอเชีย และตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม แนะนําให้นักลงทุนยังคงเน้นลงทุนแบบ Defensive ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เพราะผลการเลือกตั้งยังคู่คี่ก้ำกึ่งกันอยู่

นอกจากนี้ ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังค่อนข้างตึง เพราะหลังการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) รอบล่าสุด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปรับลดประมาณการกําไรของกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี ฉุดให้เป้าดัชนี SET กลางปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,500 จุด จากเดิมที่ 1,560 จุด ซึ่งหมายความว่าเหลืออัพไซด์จํากัดในระยะสั้น

ในขณะเดียวกันยังคงสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปี 2568 เอาไว้เท่าเดิมที่ 32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหาก Trump ชนะการเลือกตั้งอาจจะทําให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ในระยะสั้น จากความกังวงลเกี่ยวกับเงินเฟ้อของสหรัฐ และความเป็นไปได้ที่ค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลง มองว่าชัยชนะของ Trump จะทําให้กระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นเอเชีย และหุ้นไทย น้อยกว่ากรณีที่ Harris ชนะการเลือกตั้ง

เก็งกำไรหุ้น “นิคม-โรงไฟฟ้า-รพ.”

จากการประเมินผลกระทบของการเลือกตั้งสหรัฐต่อหุ้นไทยโดยนักวิเคราะห์ KGI มองว่ากลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มโรงไฟฟ้า เป็นสองกลุ่มที่น่าเก็งกําไร โดยกลุ่มนิคมจะได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการลงทุนมายังอาเซียน และประเทศไทย ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง โดยทั้ง AMATA และ WHA จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ในขณะเดียวกันกลุ่มโรงไฟฟ้าก็น่าจะได้อานิสงส์เช่นกัน แต่จะน้อยกว่ากลุ่มนิคม

ซึ่งหาก Harris ได้เป็นประธานาธิบดี มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ Green Energy ในต่างประเทศ ในขณะที่หาก Trump ชนะการเลือกตั้ง มีแนวโน้มที่ราคา LNG จะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ SPP โดยในแง่นี้ ชอบ GPSC นอกจากนี้ยังมองว่ากลุ่มโรงพบาบาลดูน่าสนใจ ในภาวะที่ตลาดผันผวน เนื่องจากผลประกอบการมีแนวโน้มแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2567 โดยเลือก BH เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม

สําหรับผลกระทบในด้านลบที่อาจเกิดขึ้น มองว่าสงครามการค้าที่รุนแรงระหว่างสหรัฐและจีน อย่างเช่นการตั้งกําแพงภาษีสินค้าจีนที่อัตรา 60% อาจจะกดดันบริษัทไทยที่มีรายได้โยงกับจีน อย่างเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และอาหารและเครื่องดื่ม แต่ยังมองว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง เพราะทางการจีนประกาศว่าจะเน้นผ่อนคลายนโยบายการเงิน และใช้มาตรการการคลังระยะยาวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

4 หุ้น ล็อกเป้าลงทุน

สำหรับ AMATA (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 27 บาท) คาดว่า AMATA จะได้อานิสงส์จากแนวโน้มการย้ายฐานการลงทุน โดยยอดขอ BOI ในงวด 9 เดือนแรกปีนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 42% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) เป็น 7.22 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 คาดว่ายอดขายที่ดิน/ยอดโอนที่ดินจะแข็งแกร่งในครึ่งปีหลังของปีนี้ ทั้งนี้ ยอดขาย/โอนที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมมักจะสูงในช่วงปลายปี โดยไตรมาส 4/2567 จะเป็นไตรมาสที่มียอดสูงที่สุด มองว่าประมาณการในปัจจุบันยังมีอัพไซด์อีก

WHA (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.2 บาท) เป็นอีกหนึ่งบริษัทจะได้อานิสงส์จากแนวโน้มการย้ายฐานการลงทุน คาดว่ายอดขายที่ดินของ WHA จะทะลุเป้าปีนี้ของบริษัทที่ 2,500 ไร่ (1,042 ไร่ ในครึ่งปีแรกของปีนี้) คาดว่าจะได้ประมาณ 750 ไร่ ในไตรมาส 3/2567 และ 750 ไร่ ในไตรมาส 4/2567 ทั้งนี้ ยอดขายที่ดินในงวด 9 เดือนแรกปีนี้ น่าจะคิดเป็น 70% ของเป้าปีนี้ที่ 2,200 ไร่ ทรงตัว YOY ในขณะที่อัตรากําไรขั้นต้นน่าจะแข็งแกร่งเพราะรายได้หลักจะมาจากยอดขายที่ดินในประเทศไทย ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง

BH (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 319 บาท) ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นในกลุ่มโรงพยาบาล โดยประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.คาดว่ากําไรจะทําสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาส 3/2567 2.ความสามารถในการรักษาระดับมาร์จิ้นให้สูงที่สุดในกลุ่มได้ 3.แนวโน้มบวกจากแผนการเปิดโรงพยาบาลใหม่ที่ภูเก็ตในปี 2569 และ ROE น่าสนใจที่ 30% นอกจากนี้ยังคาดว่า BH จะได้อานิสงส์จากการเป็นหนึ่งในตัวเลือกสถานพยาบาลของรัฐบาลคูเวตอีกด้วย

GPSC (แนะนําซื้อ ราคาเป้าหมาย 51 บาท) ธีมการลงทุนคือ 1.โครงการ Avaada จะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจ clean energy ซึ่งจะช่วยให้ GPSC ขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนได้ตามเป้า 2.คาดว่ากําไรสุทธิจะโต 24% และ 11% YOY ในปี 2567-2568 โดยคาดว่ากําไรในไตรมาส 3/2567 จะสูงที่สุดในรอบปีนี้ และ 3.ราคาหุ้นน่าสนใจ -1.5SD จาก PE เฉลี่ย โดยมีกระแสเงินสด (Free Cash Flow) แข็งแกร่งจากสัญญา PPA ระยะยาว และยังจะได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงด้วย

2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งสหรัฐ Trump vs Harris ลงทุนอย่างไร ?

2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งสหรัฐ Trump vs Harris ลงทุนอย่างไร ?

 

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แฮร์ริส โดนัลด์ ทรัมป์