Skip to content

ตลาด “ยา” เม็ดเงินโตสะพัด “เอเชีย” กว้านซื้อกิจการยุโรป-มะกัน

01 มิ.ย. 2561 | 19:12น.
ตลาด “ยา” เม็ดเงินโตสะพัด “เอเชีย” กว้านซื้อกิจการยุโรป-มะกัน

คอลัมน์ Market Move

แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนจะหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นแล้ว แต่ธุรกิจผลิตยารักษาโรคยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มยาสามัญหรือยาที่สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากแพทย์ ทำให้ผู้คนมักหาซื้อไว้ติดบ้านสำหรับอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงยาสำหรับผิวพรรณ ซึ่งมีดีมานด์สูงทั้งจากสหรัฐที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูง และประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งผู้คนยังมีรายได้ต่ำ ทั้งนี้บริษัทวิจัยเอวาลูเอตฟาร์มา คาดว่า ตลาดยาสามัญทั่วโลกมีมูลค่ารวม 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2560 โตขึ้น 35% จากปี 2553 และจะเติบโตจนเกิน 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563

ดีมานด์และการเติบโตนี้กระตุ้นให้บรรดาผู้ผลิตยาสัญชาติเอเชียทั้งจีน, ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งมีเม็ดเงินจากการเติบโตของตลาดยาสามัญในเอเชีย และข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต รวมถึงถูกบีบจากการแข่งขันที่ดุเดือด เดินสายทุ่มเงินระดับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อกิจการผู้ผลิตยาในสหรัฐและยุโรป เพื่อผลประโยชน์ด้านภาษี ในขณะที่บริษัทยาสหรัฐยังติดหล่มนโยบายอเมริกันเฟิรสต์ ทำให้ไม่สามารถย้ายฐานออกนอกประเทศเพื่อลดต้นทุนได้

ในกลุ่มนี้จีนถือเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ซึ่งนอกจากข้อได้เปรียบเรื่องเม็ดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังได้อานิสงส์ด้านภาษีนิติบุคคลซึ่งลดลง 10% จากนโยบายรัฐที่มุ่งปั้นอุตสาหกรรมผลิตยาตามโรดแมป “เมด อิน ไชน่า 2025” และการยืดความคุ้มครองสิทธิบัตรยาเป็น 25 ปี โดย “ฟูซื่อ ฟาร์มาซูติคอล กรุ๊ป” (Fosun Pharmaceutical Group) ยื่นข้อเสนอมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ประมูลซื้อกิจการ “โนวาร์ติส” บริษัทยาด้านโรคผิวหนังสัญชาติสวิส รวมถึง “ลูยี่ ไลฟ์ ไซเอนซ์ส กรุ๊ป” (Luye Life Sciences Group) ผู้เล่นใหญ่อีกราย เดินหน้าช็อปต่อเนื่องทั้งซื้อกิจการ “อัสทรัลเซเนกา” บริษัทผลิตยาสัญชาติสหรัฐ พร้อมสิทธิทำตลาดใน 51 ประเทศ ในมูลค่า 546 ล้านบาทเมื่อวันที่ 8 พ.ค. หลังจากทุ่มเงิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐซื้อสตาร์ตอัพด้านยีนบำบัดเมื่อปลายปีที่แล้ว

ในขณะที่อีกหลายรายตั้งศูนย์วิจัยและโรงงานในกลุ่มประเทศยุโรปซึ่งมีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำ

สำหรับอินเดียมีผู้เล่นใหญ่หลายรายเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นคือ “อูโรบินโด ฟาร์มา” (Aurobindo Pharma) บริษัทยาซึ่งมียอดขายสูงอันดับ 10 ของโลก และเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการ “โนวาร์ติส” แข่งกับ “ฟูซื่อ ฟาร์มาฯ” ด้วยข้อเสนอมูลค่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐและยังมี “ลูปิน” (Lupin) ที่ทุ่มเงิน150 ล้านเหรียญสหรัฐ ซื้อกิจการ”ซิมไบโอมิกซ์ เทราพิวติกส์” (Symbiomix Therapeutics) เพื่อคว้าสิทธิบัตรยาด้านโรคทางนรีเวช หวังเสริมศักยภาพการแข่งขัน

ด้านญี่ปุ่นไม่น้อยหน้า เมื่อ “ทาเคดะ ฟาร์มาซูติคอล” (Takeda Pharmaceutical) สามารถปิดดีลประวัติศาสตร์ซื้อกิจการ “ไชร์” (Shire) บริษัทยาของไอร์แลนด์ไปด้วยมูลค่า 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำสถิติการซื้อกิจการต่างชาติครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นไปเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดยารักษาโรค โดยเฉพาะระหว่างบริษัทในภูมิภาคเอเชียที่พยายามกว้านซื้อกิจการในยุโรปและสหรัฐ เพื่อคว้าสิทธิบัตรยามาเสริมพอร์ตโฟลิโอของตน และขยับขึ้นเป็นเจ้าตลาดโลก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดยา