อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของมาเลเซีย เสนอร่างงบประมาณปีงบประมาณ 2025 ต่อรัฐสภา เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2024 เป็นการเสนอรายจ่ายรัฐบาลสูงถึง 421,000 ล้านริงกิต (ราว 3.26 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นการตั้งงบประมาณสูงสุดเท่าที่เคยเป็นมา คิดเป็น 20.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (GDP) และยังมีการวางแผนจัดการภาษีใหม่หลายด้าน เพื่อรับมือกับรายจ่ายงบประมาณที่สูงขึ้น
ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส หรือ พีดับบลิวซี (PwC) หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลก วิเคราะห์ว่า หลังจากเผชิญความท้าทายมาตลอดสองสามปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของมาเลเซียกำลังอยู่ในช่วงที่ดีมาก ทั้งจากตัวเลขจีดีพีสามไตรมาสหลังสุดที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง การคุมอัตราเงินเฟ้อ และการแข็งค่าของสกุลเงินริงกิต ทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของมาเลเซียอยู่ในระดับที่สูง ดังนั้น ร่างงบประมาณของปีงบฯ 2025 และมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลมาเลเซียจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาแนวโน้มทางเศรษฐกิจให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจแผนปฏิรูปการคลัง ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ของมาเลเซีย ว่ามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง เป้าหมายคืออะไร เหตุใดมาเลเซียจึงต้องเปลี่ยน รวมถึงความเห็นนักวิเคราะห์จากสถาบันต่าง ๆ ซึ่งรวบรวมมาให้แล้ว ดังต่อไปนี้
ลดการอุดหนุนทางสังคมเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง
เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังและลดระดับหนี้สาธารณะของประเทศ หรือเรียกว่าเป็นการรักษาวินัยทางการคลัง ในแผนงบประมาณปีงบฯ 2025 รัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศลดการอุดหนุนและเยียวยาทางสังคมเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยลดลง 14.4% จากปีก่อนหน้า (YOY) เหลือ 52,600 ล้านริงกิต (ราว 4 แสนล้านบาท) ที่ชัดเจนที่สุด คือการเลิกอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซิน 95 ซึ่งจะเปลี่ยนไปใช้ระบบสองราคา คือราคาตลาดสำหรับกลุ่มคนรวยสุด 15% ส่วนคนที่เหลือจะยังคงได้รับการอุดหนุนราคาจากภาครัฐเช่นเดิม
ขยายฐานรายได้รัฐบาล และจัดสรรรายได้อย่างเป็นธรรม
มาเลเซียจะขยายฐานการจัดเก็บภาษีการขายและบริการ (SST) ซึ่งเก็บอยู่ที่อัตรา 8% เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 และจะเก็บภาษีเงินปันผล 2% สำหรับบุคคลที่ได้รับเงินปันผลเกินกว่า 100,000 ริงกิต (ราว 770,000 บาท) ซึ่งจะเริ่มในปี 2025 เพื่อแบ่งเบาภาระทางภาษีของผู้มีรายได้ต่ำ
นอกจากนี้ยังจะเรียกเก็บภาษีคาร์บอนเริ่มปี 2026 โดยเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมเหล็กและพลังงาน ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) แล้วจะจัดสรรรายได้ไปยังโครงการวิจัยพลังงานสะอาด พัฒนาทุ่งโซลาร์ขนาดใหญ่ ซึ่งใช้งบปี 2025 สูงถึง 300 ล้านริงกิต (ราว 2,300 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากงบปี 2024 ถึง 3 เท่า
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจาก 0.4 ริงกิตต่อลิตร เป็น 0.9 ริงกิตต่อลิตร มีผล 1 มกราคม 2025
ยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน
รัฐบาลมาเลเซียประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 1,500 ริงกิต (ราว 11,000 บาท) เป็น 1,700 ริงกิต (ราว 13,000 บาท) อัตราเดียวทั่วประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2025 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.3%
นอกจากนี้ รัฐบาลยังปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำของเจ้าหน้าที่รัฐเป็น 2,000 ริงกิตต่อเดือน (ราว 15,000 บาท) และเพิ่มเงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐระดับกลางอีก 15% ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเพิ่มขึ้น 7%
ไม่เพียงเท่านั้น มาตรการใหม่ยังบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแก่แรงงานที่เป็นชาวต่างชาติอีกด้วย
เสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลก
รัฐบาลมาเลเซียต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยการใช้กรอบสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนใหม่ (New Investment Incentive Framework: NIIF) ซึ่งจะเริ่มใช้ในไตรมาส 3 ของปี 2025 โดยเป็นการมุ่งเน้นไปยังกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น มาตรการเพิ่มความหลากหลายของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronics Products : E&E) และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน และสร้างโอกาสงานรายได้สูง โดยการให้สิทธิพิเศษหักค่าลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับสถาบันการศึกษาเอกชนที่เปิดสอนหลักสูตรสาขาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติมจากรัฐบาลมาเลเซียอีกในอนาคต
ทุกมาตรการเพื่อหนุนเศรษฐกิจ
สรุปได้ว่า มาตรการหลายอย่างของรัฐบาลมาเลเซียออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จากมาตรการภาษีที่ก้าวหน้าเพื่อเสริมสร้างความเท่าเทียมและขยายฐานรายได้ของภาครัฐ การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานโดยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและขยายประกันสังคมให้มีความครอบคลุม อีกทั้งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) เพื่อมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ความเห็นของนักวิเคราะห์
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รวบรวมความเห็นของนักวิเคราะห์ ต่อแผนการปฏิรูปทางการคลังของมาเลเซียไว้ ดังนี้
ปีเตอร์ กอง (Peter Kong) นักวิเคราะห์จากเกนังงะ รีเสิร์ช (Kenanga Research) กล่าวว่า ผู้บริโภคกลุ่มเล็ก ๆ จะได้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ขณะที่มาตรการดึงดูดการลงทุนแบบมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยคงความน่าสนใจของมาเลเซียให้อยู่ในระดับสูงต่อไป
วินสัน พุน (Winson Phoon) จากเมย์แบงก์ ซีเคียวริตี้ส์ (Maybank Securities) กล่าวว่า แม้งบประมาณปี 2025 จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะปรับปรุงงบประมาณให้มั่นคงขึ้น แต่ก็ยังไม่อาจเพิ่มอันดับเครดิตให้ดีขึ้นได้อย่างเห็นผลชัดเจน มาเลเซียจำเป็นต้องปรับปรุงรายได้ (จีดีพี) และความสามารถในการชำระหนี้ของมาเลเซีย เพราะอัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของมาเลเซียยังสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีอันดับใกล้เคียงกัน
เอเพ็กซ์ ซีเคียวริตี้ส์ (Apex Securities) วิเคราะห์ว่า ตลาดอาจมีปฏิกิริยาเชิงลบต่อแผนการเก็บภาษีเงินปันผลหุ้น อย่างไรก็ตาม งบประมาณปี 2025 จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการก่อสร้าง ผู้บริโภค ภาคการท่องเที่ยว บริการสุขภาพ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคเทคโนโลยี
ไอวี่ อึ้ง (Ivy Ng) และคณะนักวิเคราะห์จากซีไอเอ็มบี ซีเคียวริตี้ส์ วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวอย่างเป็นกลางหรือลดลงเล็กน้อยต่องบประมาณประจำปี 2025 มาตรการภาษีใหม่อาจทำให้ผู้คนลงทุนหุ้นปันผลน้อยลง รายได้ของบริษัทอาจลดลงจากการที่ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่แรงงานชาวต่างชาติ