สนค.เปิดเผยสำรวจ คะแนนนิยม โดนัล ทรัมป์-คามาลา แฮร์ริส ชนะการเลือกตั้ง พร้อมชี้โอกาส ข้อดี ข้อเสียที่กระทบไทย
วันที่ 28 ตุลาคม 2567 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาตร์ เปิดเผยว่า จากผลสำรวจข้อมูล ณ วันที่ 23 ต.ค. 67 ซึ่งจัดทำโดย Reuters ร่วมกับ IPSOS ระบุว่า คามาลา แฮร์ริส มีคะแนนนิยมนำทรัมป์ที่ 46.0% ต่อ 43.0% ขณะที่ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดย Five-Thirty-Eight ระบุว่า แฮร์ริสมีคะแนนนิยมนำทรัมป์ที่ 48.2% ต่อ 46.4% โดยมีเพียง 5.4% ยังไม่ตัดสินใจเลือก
อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมาก ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดระยะเวลาก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. 67
นางคามาลา แฮร์ริส มีนโยบายของแฮร์ริสมุ่งเน้นลดค่าใช้จ่ายสำหรับชนชั้นแรงงาน ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มสวัสดิการสังคม ควบคุมราคายา/ค่ารักษาพยาบาล/พลังงานในประเทศ ซึ่งหากแฮร์ริสชนะเลือกตั้ง คาดว่าการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศจะเป็นไปในทิศทางเดิม
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าจะมีการประกาศนโยบาย หรือมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่ อาจมีการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุน อาจมีแนวโน้มใช้มาตรการทางภาษีกับจีนนุ่มนวลกว่าทรัมป์ แต่ก็ยังอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ไทยอาจจะได้ประโยชน์จากผลดีต่อการลงทุนในประเทศโดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวมวล ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้เข้าร่วมลงทุนในสหรัฐ รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำมา เช่น การผลิตแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง
นโยบายของกมลา แฮร์ริส อาจส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยี 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทโทรคมนาคมและซอฟต์แวร์ของไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก รวมถึงโอกาสในการร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยและสหรัฐ ในอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตต่าง ๆ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ (AgriTech) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย
ทั้งนี้ คามาลา แฮร์ริส หากชนะจะส่งผลกระทบสำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว ส่งผลให้ไทยอาจต้องปรับเพิ่มมาตรการการผลิต เพื่อให้รักษาส่วนแบ่งตลาดภายในสหรัฐ ซึ่งจะก่อให้เกิดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เลี่ยงไม่ได้ รวมถึงการสนับสนุนยูเครนและอิสราเอล ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อต้นทุนพลังงานและความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจโลกในทางอ้อม และการไม่เผชิญหน้าทางเศรษฐกิจกับจีนโดยตรงส่งผลให้สหรัฐอาจต้องประสานความร่วมมือกับชาติพันธมิตร ซึ่งส่งผลให้ไทยอาจจำเป็นต้องมีจุดยืนในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายของทรัมป์มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สอดคล้องกับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ส่งผลต่อเนื่องให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยเปรียบเทียบและจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย
ซึ่งหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในด้านนโยบายการต่างประเทศและจุดยืนบนเวทีความมั่นคงโลกในด้านภูมิรัฐศาสตร์ (ลดการให้ความช่วยเหลือประเทศที่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง เช่น ยูเครน และลดบทบาทของสหรัฐ ในการสนับสนุนความมั่นคงในเวทีโลกอย่าง NATO) การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในด้านนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าของสหรัฐจะเข้มข้นขึ้น รวมถึงสงครามการค้ากับจีนจะทวีความรุนแรงมากขึ้น มาตรการภาษีนำเข้าซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอาจเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี
และโดนัลด์ ทรัมป์ชนะ ไทยอาจจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย ความต้องการสินค้าทดแทน สินค้าจีนจากไทยในตลาดสหรัฐที่อาจเพิ่มขึ้น และอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี อาจส่งผลทางอ้อมให้ไทยมีต้นทุนในการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับสหรัฐ เพื่อรักษาในตลาดสหรัฐ
ทั้งนี้ หากทรัมป์ได้รับชัยชนะ นโยบาย “America First” อาจส่งผลให้การลงทุนจากสหรัฐในประเทศไทยลดลง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การใช้มาตรการจูงใจทางภาษี เพื่อดึงการลงทุนกลับสู่สหรัฐ อาจทำให้บริษัทสหรัฐที่มีฐานการผลิตในไทยอาจจะพิจารณาย้ายกลับประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย
ขณะเดียวกัน อาจเกิดการชะลอตัวของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสหรัฐสู่ไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรม จากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐในไทยอาจลดลง รวมถึงอาจเกิดการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท เช่น เซมิคอนดักเตอร์หรือเทคโนโลยี 5G ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทย