“ประชาชาติธุรกิจ” ขอพาไปสำรวจบทเรียนอย่างน้อย 3 ข้อที่คามาลา แฮร์ริส ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2024 เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ของฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตปี 2016 ที่สะท้อนผ่านนโยบาย กลยุทธ์การหาเสียง และคำพูดของเธอเอง
1.การเน้นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ฮิลลารี คลินตัน อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตปี 2016 ใช้สโลแกน ‘I’m With Her’ หรือ ‘ฉันอยู่กับเธอ’ หมายความว่า คุณกำลังพูดถึงตัวแคนดิเดตมากกว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ทีมหาเสียงแฮร์ริสโฟกัสที่สิทธิและเสรีภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าตัวแคนดิเดตเอง
2.การเน้นนโยบายที่เป็นสากล มากกว่านโยบายอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม
แฮร์ริสฟื้นนโยบายสิทธิในการทำแท้ง เป็นนโยบายเรือธงสะท้อนถึงสิทธิและเสรีภาพอันเป็นคุณค่าสากลที่ทุกคนควรมีเหนือร่างกายของตัวเอง ไม่ใช่เฉพาะเพศหญิง แต่รวมถึงทุกคนในเรื่องต่าง ๆ ที่จะมีสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกัน
ตามที่แฮร์ริสหาเสียงนั้น แน่นอนว่านโยบายสิทธิในการทำแท้งจะได้เสียงจากผู้หญิง แต่ข้อจำกัดต่อเสรีภาพส่วนบุคคลขั้นพื้นฐานอย่างการห้ามทำแท้งส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันทุกคน ดังนั้น สิทธิในการทำแท้งจึงเป็นกุญแจสู่เสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ชาวอเมริกันหวงแหน และสิทธิในการสืบพันธุ์เป็นใจกลางของการมีสุขภาพดีของประชาชนทุกคน
อัตลักษณ์ทางเพศและเชื้อชาติยังสำคัญอยู่ แต่แฮร์ริสไม่ได้ให้ความสำคัญต่ออัตลักษณ์เชื้อชาติอเมริกันอินเดียน ผิวดำ และความเป็นผู้หญิงอย่างเข้มข้นเมื่อเทียบกับสมัยฮิลลารี สะท้อนผ่านการเลือกทิม วอลซ์ เป็นรันนิงเมต คือหลักฐานที่ชัดเจนถึงความพยายามที่จะดึงดูดคะแนนชายผิวขาวชนชั้นแรงงาน ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์
3.แฮร์ริสไม่ได้พูดถึงเพดานกระจก หรือ Glass Ceiling ในช่วงหาเสียง
แฮร์ริสกล่าวในการสัมภาษณ์กับเอ็นบีซีนิวส์ (NBC News) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมว่า “ฉันเป็นผู้หญิงอย่างชัดเจน ฉันไม่จำเป็นต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้ใครทราบ” และนักยุทธศาสตร์ของพรรคเดโมแครต ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า คุณไม่จำเป็นต้องพูดถึงประวัติศาสตร์เสมอไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกเหนื่อยล้า กังวล และต้องการทราบว่าประธานาธิบดีคนต่อไปจะทำอะไรเพื่อพวกเขา
ย้อนไปสมัยคลินตันเป็นแคนดิเดตในปี 2016 คลินตันกล่าวว่า “พวกเราหลายคนได้สร้างรอยร้าวขนาดใหญ่บนเพดานกระจก” ซึ่งเน้นที่ตัวเธอและผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ช่วยสนับสนุนเธอในการทลายเพดานกระจก (คำอุปมาที่ใช้สื่อถึงอุปสรรคที่มองไม่เห็นของเพศหญิง) เพื่อให้เธอได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐ ขณะที่ในตอนนั้น ทรัมป์เน้นนโยบายปากท้อง ซึ่งส่งสารโดยตรงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า นโยบายเขาทำให้เงินในกระเป๋าของประชาชนอเมริกันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร สะท้อนว่าทรัมป์รู้จักใช้กลยุทธ์หาเสียง โดยให้ความสำคัญพุ่งเป้าไปที่ประชาชนผู้มีสิทธิตั้งแต่ตอนนั้น
เจ้าหน้าที่ทีมหาเสียงของแฮร์ริสที่ไม่ประสงค์ให้เปิดเผยนามบอกว่า ผู้ช่วยของแฮร์ริสระมัดระวังในการเตือนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนึกถึงการเลือกตั้งในปี 2016 เมื่อครั้งคลินตันแพ้ทรัมป์ เนื่องจากแฮร์ริสกำลังนำเสนอการเป็นผู้สมัครคนใหม่ ซึ่งนำเสนอแนวทางการเมืองแบบใหม่นั่นเอง
อ้างอิง :