คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว จากหลายปัจจัย ภาวะหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายภาคส่วนกังวลถึงทิศทางที่ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้า โดยมีคู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านที่หายใจลดต้นคอ “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ธวัชชัย เศรษฐจินดา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้าภาคกลาง มาสะท้อนถึงแง่คิด มุมมองและแนวทางในการแก้ปัญหาที่น่าสนใจยิ่ง
กำลังซื้อลด-หนี้พุ่ง
1.คนไม่มีกำลังซื้อ ส่งผลให้ธุรกิจยอดขายลด กำไรลด เนื่องจากที่ผ่านมารายได้ไม่เพิ่ม แต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่ม ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน ดอกเบี้ยเพิ่ม คนที่มีหนี้สินภาคครัวเรือน ต่างมีภาระที่ต้องจ่ายเพิ่ม สมาคมค้าปลีกบอกว่า วันนี้เงินหายจากระบบมาก ปัจจุบัน e-Commerce ตัวหลัก Shopee, Lazada, TikTok ซึ่งยังไม่รวม Temu ใน 1 ปี มีรายได้ 800,000 ล้านบาท คิดเป็นสินค้าต่างประเทศ 60% เป็นสินค้าไทยเพียง 40% ทำให้เงินหายไปกว่า 480,000 ล้านบาท เกือบ 5%
2.เศรษฐกิจนอกระบบหรือเงินนอกระบบ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ พนันออนไลน์ จากข่าวที่ฟังทุกวัน อาจมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท เช่น ประเทศอินโดนีเซีย 1 ปี โดน 5 พันล้านเหรียญ หรือ 180,000 ล้านบาท และคอลเซ็นเตอร์ 9 เดือนที่ผ่านมา มียอดแจ้งความกว่า 130,000 ล้านบาท และยังมีที่ไม่ได้แจ้งความอีก รวมแล้วเงินอาจหายไปกว่า 8 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาท เทียบ GDP 16 ล้านล้าน ถือว่าหายไปกว่า 5% ทำให้เม็ดเงินที่ควรจะหมุนเวียนในระบบหายไป
3.ระบบสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ติดล็อก ดูได้จากยอดซื้อบ้าน รถยนต์ ยอดการถูกปฏิเสธสินเชื่อ รวมถึง SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างสถาบันการเงินได้ เมื่อขาดสภาพคล่องต้องไปกู้จากน็อนแบงก์ หรือใช้เงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ยิ่งทำให้เพิ่มภาระในการจ่ายชำระหนี้
4.ผลกระทบจากอุทกภัยในหลายจังหวัด เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ถ้าหากปัญหาทั้ง 4 ข้อดังกล่าวข้างต้นไม่มีการแก้ไข จะทำให้เศรษฐกิจไทยไปต่อลำบาก หากมองว่า GDP โต แต่วันนี้โตเป็นบางส่วนเท่านั้น
ยกตัวอย่างเรื่องท่องเที่ยวกลุ่มโรงแรม ส่วนที่ดีขึ้นจะเป็นกลุ่มโรงแรม 4-5 ดาว ส่วนตั้งแต่โรงแรม 3 ดาวลงมา ไม่มีลูกค้า ไม่มีกรุ๊ปทัวร์ คนเที่ยวเปลี่ยนไปจากเป็นกรุ๊ป กลายเป็นกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง(FIT)มักเป็นคนมีเงิน มีความรู้มาเที่ยว
ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาแบบ One Size Fit All เสื้อโหลสูตรเดียวแก้ได้ทุกคน จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องมีวิธีการแก้แบบเฉพาะเจาะจง รวมถึงผู้ประกอบการต้องปรับตัว เช่น ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายตรงจากโรงงาน และสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาบางตัวผลิตได้ดี และราคาถูกกว่า ผู้ประกอบการไทยอาจจะตั้งรับไม่ไหว
เรียนรู้อยู่กับยักษ์ให้เป็น
ทางหอการค้าไทย โดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย จึงมีความกังวลถึงผลกระทบถึงกระแสต่อต้านสินค้าและผู้ลงทุนจีน อาจทำให้เกิดกระทบการเมืองระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในอดีตวันที่ 14 ตุลาคม 2515 ที่นักศึกษาต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น สุดท้ายแล้วไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะไทยต้องพึ่งพากับจีน
“เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับยักษ์ให้เป็น” เนื่องจากปัจจุบันสินค้าและการลงทุนจีนได้ขยายไปทั่วโลก เพียงแต่ประเทศอื่นมีมาตรการตั้งรับ แต่ไทยเปิดหน้าให้เขาชก ปีที่แล้วตัวเลขจีนมี Overcapacity มาก ทำให้อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่อินโดนีเซียสามารถปรับตัวได้เร็วที่สุด รองลงมาคือมาเลเซีย
อินโดนีเซีย แยกการทำแพลตฟอร์มที่เป็นโซเชียล กับแพลตฟอร์ม e-Commerce เช่น หากพบมีการขายของใน TikTok จะถูกการห้ามใช้ไป 2-3 เดือน ต้องไปขายที่แพลตฟอร์มอื่น
ต่อมามีการกำหนดว่า ห้ามขายสิ่งที่มีราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นการช่วย SMEs ท้องถิ่นที่ไม่ควรโดนกลุ่มทุนจีนเข้ามาตีตลาด นอกจากนี้ยังมีการใช้ Payment ที่ต้องส่ง Data ให้เห็น จำนวนการจ่าย ซื้อขาย ต้องผ่านระบบ Payment ของประเทศ แต่ประเทศไทยไม่มีมาตรการในส่วนนี้ ทำให้เงินไปผ่านระบบ Alipay และ WeChat Pay ทำให้ไม่เห็นเส้นทางการเงิน และไม่สามารถตรวจสอบยอดได้
ตั้งรับ-รุกกลับ-จับมือจีน
“ตั้งรับ รุกกลับ จับมือ” 3 มาตรการที่สามารถแก้ปัญหา สินค้า e-Commerce จากต่างประเทศ อยู่ระหว่างคณะทำงานเตรียมเสนอ ได้แก่
1.การตั้งรับ โดยการบังคับใช้กฎหมายมาควบคุม โดยให้ศุลกากรเป็นผู้ตรวจสอบตู้สินค้าที่เข้ามา ตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐาน อย. และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) การนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้แจ้งไว้ รวมถึงการเสียภาษี ไทยสามารถชี้แจงให้ประเทศจีนเข้าใจได้ว่า ไม่ได้เป็นการกีดกัน แต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและกติกาสากล ที่เป็นมาตรฐานเดียวกับสินค้าไทย นอกจากนี้ ต้องมีการควบคุมผู้ที่เดินทางเข้ามาแบบไม่ต้องมีวีซ่า ไม่ให้อาศัยเกินกว่าที่กำหนด 30 วัน เพื่อป้องกันการเข้ามาค้าขายแข่งกับคนไทย
2.การรุกกลับ โดยส่งเสริมให้สินค้าไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce เช่น Lazada สามารถขายไปประเทศอื่นได้กว่า 10 ประเทศ นอกจากนี้ประเด็นที่สรรพากรแจ้งว่าไม่มีการเก็บภาษี เพราะไม่ได้มีการจดทะเบียนไว้ ดังนั้น ต้องมีแนวทางให้กลุ่มผู้ขายสินค้าต่างประเทศ มาจดทะเบียนให้ถูกต้อง โดยอาจกำหนดจากยอดขายขั้นต่ำ เช่นเดียวกับคนไทยได้มีข้อกำหนดว่า หากมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือสุดท้ายอาจต้องมีการเก็บภาษีบางอย่างเพิ่มเติม เพื่อช่วยผู้ประกอบการ
3.การร่วมจับมือ ให้ไทยเป็นศูนย์รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากจีน เนื่องจากไทยยังไม่มีความพร้อมด้านคนและพลังงานจะเข้าสู่ตลาด AI โดยทางลัด คือ การดึงจีนที่ล้ำหน้าเรื่องไฮเทค มาร่วมตั้งศูนย์ถ่ายทอดนอกประเทศ เพื่อให้เกิดการลงทุน
นอกจากนี้จีนสามารถสร้างผลผลิตทางการเกษตรได้ 2,000 กก./ไร่ จึงควรมีการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาด้านการเกษตรไทย เพื่อให้ได้ผลผลิต และคุณภาพมาตรฐานดีขึ้น สามารถส่งไปขายทั่วโลกได้ เป็นการหามุมที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่การต่อต้านเพียงอย่างเดียว
จี้รัฐเร่งทำยุทธศาสตร์แก้เศรษฐกิจ
อดีตประเทศไทยเคยแข่งกับมาเลเซีย สิงคโปร์ ส่วนเวียดนามกับอินโดนีเซียวันนี้แซงไทยไปแล้ว แต่ไทยกำลังมาแข่งกับ สปป.ลาว เมียนมาแทน
ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพพื้นฐานดี พื้นที่อุดมสมบูรณ์ ภัยธรรมชาติน้อย ได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจุบันประเทศไทยอยู่แบบปัจเจกชน ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่มีจุดร่วมในการพัฒนาประเทศ
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเติบโตได้ เพราะภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ในวันนี้ในเวทีโลก เกมเปลี่ยนด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ไม่สามารถสู้ได้ เช่น เวียดนาม ทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กว่า 20 ประเทศ ในขณะที่ไทยจัดทำ FTA กับ 8 ประเทศ ดังนั้นรัฐต้องมาสนับสนุนมากขึ้น แล้วไปลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค
ฝากภาคราชการแก้ปัญหา
วันนี้ไทยถึงจุดที่เสียโอกาสไปมาก ตั้งแต่เกิดการปฏิวัติมากว่า 20 ปี ทำให้ความสามารถของประเทศถดถอยลงเรื่อย ๆ ดังนั้นต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้ยักษ์ให้เป็น เพราะจีนเป็นพี่ใหญ่ในเอเชีย เราต้องอยู่ร่วมให้ได้ ในขณะที่อินเดียยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง ซื้อน้ำมัน แก๊สไปขายที่ยุโรป
รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ กลยุทธ์ แผนงานโครงการ แก้ปัญหา และพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ด้านเงินทุนสำรอง มองว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ควรมีการวางแผนการแก้ไขปัญหาทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ปัญหากำลังซื้อไม่มี ค่าใช้จ่ายคนสูง หนี้ครัวเรือนสูง
ระยะกลาง การปรับโครงสร้างการแข่งขันของประเทศ และระยะยาว การพัฒนาคุณภาพของคน อีกทั้งไทยกำลังเดินเข้าสู่สังคมสูงวัย เป็นสิ่งที่ชี้ขาด เนื่องจากปัญหาจะตามมาจากเรื่องปัญหาคนและคุณภาพ จริยธรรมของคน
สุดท้ายผมคิดว่า มันต้องดูผลประโยชน์ของประเทศส่วนรวมเป็นสำคัญ “ไม่ต้องเป็นเสือ เป็นแมว เป็นอะไรก็ได้ ที่เป็นตัวของเราเอง ที่พร้อมจะปรับเปลี่ยน” เอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ถ้าคิดแบบนี้มันตอบโจทย์ไม่ยาก ทุกวันนี้มันพยายามบิด มันถึงยาก เพราะฉะนั้นถ้าตอบคำถามว่าอะไรดีกับประเทศชาติ ผมว่ามีคำตอบอยู่แล้ว