Skip to content

นายกฯแก้หนี้-พักดอกเบี้ย 3 ปี ดีเดย์แจกเงินหมื่นอายุ 60 ปีฉลองตรุษจีน

20 พ.ย. 2567 | 07:26น.
นายกฯแก้หนี้-พักดอกเบี้ย 3 ปี ดีเดย์แจกเงินหมื่นอายุ 60 ปีฉลองตรุษจีน

นายกฯ “อิ๊งค์” ประชุมบอร์ดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนัดแรก ชูนโยบายเร่งด่วนอุ้มผู้สูงอายุ-แก้หนี้ครัวเรือน “พิชัย” แจงเดินหน้า แจกเงินสด 10,000 บาทเฟส 2 กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่เกิน 4 ล้านราย วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ช่วง “ตรุษจีน” ส่วนที่เหลือเล็งแจกอีกรอบช่วง เม.ย.-มิ.ย.68 ผนึกแบงก์ลุยปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่อุ้มลูกหนี้ “บ้าน-รถ-เอสเอ็มอี” 1.3 ล้านล้านบาท ขณะที่ “จุลพันธ์” เผยบอร์ดเคาะแจก “ไร่ละ 1,000” ช่วยเกษตรกร

ประชุมบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ

แพทองธาร ชินวัตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2567 โดยเป็นการประชุมนัดแรก มีรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล

น.ส.แพทองธารกล่าวในที่ประชุมว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 3/2567 ที่สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน จะเห็นว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยฟื้นอย่างต่อเนื่อง จีดีพีขยายตัวที่ 3% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 และ 2 ที่ขยายตัวที่ 1.6 และ 2.2% ตามลําดับ เมื่อรวมทั้ง 3 ไตรมาส เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการอุปโภคภาครัฐบาล การลงทุนภาครัฐ การส่งออก การบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและภาคก่อสร้าง

ดันเติบโตเต็มศักยภาพ

“ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวดีอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มีศักยภาพที่จะเติบโตมากกว่านี้ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุดนี้ขึ้น เพื่อผลักดันนโยบายตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา”

นายกฯกล่าวและว่า เพื่อผลักดันให้เกิดผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ พร้อมกับการดูแลคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งกําหนดแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

government

อุ้มผู้สูงอายุ-แก้หนี้ครัวเรือน

น.ส.แพทองธารกล่าวอีกว่า ในระยะสั้นรัฐบาลมุ่งเน้นในการเพิ่มรายได้ และบรรเทาค่าครองชีพสําหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเริ่มดําเนินการผ่านการอุดหนุนค่าครองชีพ สําหรับกลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยและผู้พิการ ดังนั้น ในระยะต่อไป ควรพิจารณาความเหมาะสมในการช่วยเหลือแก่กลุ่มอื่น ๆ ต่อไป เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่สําคัญ คือ เรื่องของภาระหนี้สินประชาชน ถึงแม้ว่าในช่วงกลางปี 2567 ระดับหนี้ครัวเรือนจะปรับตัวลดลงเหลือ 89.6% ต่อจีดีพี จาก 90.7% ในไตรมาสก่อนหน้านี้ แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง

ห่วงประชาชนรับภาระเยอะ

“ในแต่ละเดือนประชาชนมีภาระในการชําระหนี้สูง และอาจมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชําระหนี้ได้ ดังนั้นจึงควรให้ความสําคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เบ็ดเสร็จอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ และสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ในระหว่างการพิจารณาออกแบบมาตรการแก้ปัญหาหนี้ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประชาชน”

น.ส.แพทองธารกล่าวอีกว่า แม้ว่าตอนนี้จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน แต่มองไปข้างหน้าระยะยาว รัฐบาลจะให้ความสําคัญกับมาตรการเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีองค์ประกอบเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ จะร่วมกันกําหนดแล้วก็ออกแบบนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปทั้งในระยะสั้น ระยะยาว”

เปิดเกณฑ์ผู้สูงอายุได้เงินหมื่น

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.การเพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน 2.ลดรายจ่าย 3.การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนสามารถทำงานและเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นถ้วนหน้า ไม่ว่าเอกชนหรือภาครัฐก็ตามด้วย

ที่ประชุมเห็นควรและมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการเติมเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท เฟส 2 ให้กับกลุ่มที่มีความจำเป็น คือ กลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีประมาณ 3-4 ล้านคน สามารถทำได้ทันที ส่วนกลุ่มคนที่เหลือจะดูความพร้อมของระบบ ซึ่งประมาณเดือน เม.ย.-มิ.ย. ปี 2568 จะเป็นช่วงที่มีการทบทวน และดูว่าจะมีการทำต่อไปหรือไม่

เห็นชอบพักดอกเบี้ย 3 ปี

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวอีกว่า เรื่องต่อมาคุยถึงหลักการเรื่องการแก้หนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้ได้ก่อนสิ่งอื่น โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ โดยกระทรวงการคลังจะสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ในกลุ่มครัวเรือนที่มีปัญหาหนี้ไม่เกิน 1 ปี เป็นกลุ่มที่น่าจะขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ อยู่ในช่วงฟื้นตัว ถ้าหากปรับโครงสร้างหนี้แล้วจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

กลุ่มคนเหล่านี้จะกำหนดให้เหมาะสม เช่น กลุ่มบ้าน กลุ่มรถ และกลุ่มค่าใช้จ่ายเรื่องหนี้ค่าบริโภค รวม ๆ เป็นหนี้รวมประมาณ 1.2-1.3 ล้านล้านบาท โดยการลดภาระ คือ จะให้โอกาสยังไม่ต้องชำระดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี เมื่อมีการพักชำระดอกเบี้ย 3 ปี ทำให้สามารถนำเงินไปบริโภคได้มากขึ้น หรือใช้ลงทุนมากขึ้น

“จะดูเรื่องเงินต้นด้วย ใน 3 ปีแรกให้ผ่อนน้อยหน่อย แต่สำหรับคำว่าพักดอกเบี้ย ที่พัก 3 ปี สำหรับคนที่ปฏิบัติได้ดี ระยะยาวผ่อน 5-10 ปีก็จะได้ลดดอกเบี้ยไปเลย แต่ถ้าปฏิบัติไม่ดีในหลักการก็ต้องรับภาระดอกเบี้ยต่อไป สิ่งนี้เป็นหลักการที่รับทราบในคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เราให้ทำ” นายพิชัยกล่าว

แจกเงินไม่เกินตรุษจีน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า วางไว้ว่าประมาณช่วงตรุษจีน จะเติมเงินให้กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปี โดยเป็นผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ไม่ใช่ว่าผู้สูงอายุทุกคนจะได้ แต่ต้องเป็นผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ โดยตรวจสอบสิทธิครบถ้วน และไม่ใช่กลุ่มที่ได้เงิน 10,000 บาทในเฟสแรกไปแล้ว เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ค่อนข้างลำบาก เพราะมีรายได้ไม่เกิน 7 หมื่นบาท และมีเงินในบัญชีธนาคารไม่เกิน 5 แสนบาทตามที่กำหนดไว้ จึงอยู่ในกลุ่มที่เหมาะสม

“จะโอนเงินสดเหมือนเดิม เรากำหนดกรอบวงเงินไว้ 4 ล้านราย คือ 4 หมื่นล้านบาท ส่วนเรื่องกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะดำเนินต่อไปในเร็ว ๆ นี้ อาจเป็นกลุ่มในเฟสถัดไป ส่วนคนที่ลงทะเบียนทางรัฐไว้ ที่ไม่ใช่กลุ่ม 60 ปีนั้น เราต้องการความมั่นคงปลอดภัยของระบบ อาจมีการทำ Sandbox เพื่อตรวจสอบระบบให้มั่นใจและดูกรอบเวลา คือ ไตรมาส 2 ของปีหน้า”

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

เกษตรกรได้ไร่ละ 1,000 บาท

นายจุลพันธ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบการช่วยเหลือเกษตรกร เพราะยังเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบาง แม้ราคาผลผลิตการเกษตรจะขยับขึ้นมาอย่างน่าพอใจ แต่ยังมีหนี้สิน ภาระครอบครัวอีกมาก จึงจะมีการแจกเงินไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งรายละเอียดต้องรอการประชุมอีกครั้งหนึ่ง แต่คาดว่าใช้เวลาไม่นาน

นายจุลพันธ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบให้เพิ่ม รมว.คมนาคมและ รมว.ท่องเที่ยวฯ เข้ามาเป็นบอร์ดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย ซึ่งจะร่วมประชุมในครั้งต่อ ๆ ไป

เปิดเกณฑ์เกิน 60 ปีได้เงินหมื่น

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐสำเร็จ มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ 15 ก.ย. 67 ผ่านคุณสมบัติโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet และไม่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ไม่เกิน 4 ล้านคน

กำหนดจ่ายเงินครั้งแรกไม่เกินเดือนมกราคม 2568 ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของกลุ่มเป้าหมาย หากจ่ายไม่สำเร็จ ดำเนินการ Retry 3 ครั้ง

ผุดซอฟต์โลนสร้างอาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวาระการพิจารณา แนวทางและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามนโยบายรัฐบาล แบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นภายในธันวาคม 2567-2568 มาตรการระยะยาว ดังนี้

การบริโภคภาคเอกชน มาตรการระยะสั้น ภายในปี 2568 จะมีโครงการจ่ายเงินอุดหนุนค่าครองชีพ โครงการสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ โครงการแก้ปัญหาหนี้สิน โครงการ Soft Loan Ari Score Sandbox และโครงการสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs

สร้างบ้านให้ผู้มีรายได้น้อย

ส่วนมาตรการภาคอสังหาริมทรัพย์ ภายในธันวาคม 2567 กระทรวงการคลังจะมีมาตรการออกสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเพื่อปรับปรุงซ่อมแซม อาคารโรงแรม ภายใน 2568 จะมีมาตรการสินเชื่อเพื่อซื้อ สร้าง หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือสิ่งอำนวยความสะดวก
นอกจากนี้ มาตรการระยะยาว ภายในปี’68 จะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ด้วยการปล่อยเช่าที่ดินของภาครัฐในระยะยาว

ยังเดินหน้าแลนด์บริดจ์

ด้านการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการระยะสั้น กระทรวงคมนาคม เสนอมาตรการนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ขณะที่ระยะยาวจะมีการเร่งรัดและการเพิ่มทุนผ่านบีโอไอและอีอีซี

ส่วนมาตรการระยะยาว ในปี 2568 ออกมาตรการดึงดูดการลงทุนด้วยพลังงานสะอาดที่ต้นทุนต่ำ และในปี 2572 มาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเชื่อมต่อระบบขนส่งของเขตเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงโครงการแลนด์บริดจ์

จ่ายเงินช่วยเกษตรกรไร่ละพัน

ภาคการเกษตร มีมาตรการระยะสั้น ในเดือนมกราคม 2568 โครงการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้เกษตรกร และมีต้นทุนการผลิตในรอบการผลิตต่อไป ไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง และภายในปี 2568 มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

ส่วนมาตรการระยะยาว ภายในปี 2568 การจัด Zoning การเกษตร และมาตรการยกระดับการเกษตรให้ทันสมัย ผ่านเทคโนโลยีด้านการเกษตร นำมาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์

สร้างท่องเที่ยวแมนเมด

การท่องเที่ยวและบริการ มีมาตรการระยะสั้น ภายในปี 2568 คือ โครงการของขวัญปีใหม่ และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

ส่วนมาตรการระยะยาว ภายในปี 2568 จะมีมาตรการเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น และมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอวีซ่า