Skip to content

เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐมุ่งหน้าเอเชีย 3 ลำ รับมือจีน ก่อนทรัมป์สาบานตน

25 พ.ย. 2567 | 09:09น.
เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐมุ่งหน้าเอเชีย 3 ลำ รับมือจีน ก่อนทรัมป์สาบานตน
ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤศจิกายน อัพเดตล่าสุดเมื่อ 26 พฤศจิกายน เวลา 14.40 น.

ในสัปดาห์นี้ เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ 3 ลำมาถึงฝั่งแปซิฟิกตะวันตก หลังจากว่างเว้นมาหลายเดือน เนื่องจากถูกสั่งเปลี่ยนเส้นทางไปตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐถือว่าจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งในช่วง 50 วันข้างหน้าก่อนทรัมป์สาบานตน

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2024 ตามเวลาญี่ปุ่นว่า ในสัปดาห์นี้เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ 3 ลำมาถึงเอเชีย หลังจากไม่ได้มาประจำการในแปซิฟิกตะวันตกของเอเชียเลยเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมของจีน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า กองทัพเรือสหรัฐถือว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วง 50 วันข้างหน้านี้ ก่อนการรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ

เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสจอร์จ วอชิงตัน เดินทางถึงฐานทัพกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น (JMSDF) ในเมืองโยโกสุกะ เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2024 (เอพีผ่านทางสำนักข่าวเกียวโด)

เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งเป็นเรือพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมด้วยลูกเรือ 2,702 คน มาถึงท่าเรือเมืองโยโกซุกะ ในอ่าวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 22 พฤศจิกายน ท่าเรืออันเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 7 ของสหรัฐ ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสจอร์จ วอชิงตันกลับเข้าสู่ท่าเรือแห่งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี และเรือยูเอสเอสคาร์ล วินสันประจำการที่มหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อ 25 พฤศจิกายน

อีกลำคือ เรือยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งกำลังแล่นผ่านทะเลจีนใต้ โดยเดินทางถึงท่าเรือกลัง ชายฝั่งตะวันตกของมาเลเซียตามกำหนดการเยือนมาเลเซียในวันเสาร์นี้ (30 พฤศจิกายน) ก่อนกลับซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย

นาวาตรีเคที โคนิก (Katie Koenig) โฆษกกองเรือประจำภูมิภาคแปซิฟิกของสหรัฐกล่าวว่า การประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบินนี้ทำให้กองกำลังทางทะเลและกองกำลังร่วมสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและสหรัฐได้นำเรือที่มีขีดความสามารถมากที่สุดของสหรัฐ ซึ่งมีกำลังในการโจมตีและปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดมาปฏิบัติภารกิจนี้

นอกจากนี้ ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของสหรัฐที่จะรับประกันความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสโรนัลด์ เรแกนออกจากท่าโยโกซุกะ สหรัฐไม่ได้มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการแปซิฟิกตะวันตกของทวีปเอเชียเลย และเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่น ๆ ถูกส่งไปยังตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น หลังจากอิสราเอลยิงขีปนาวุธโจมตีเลบานอน และความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การประจำการของกองทัพสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิกนั้นเพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากจีนในช่วง 50 วันก่อนการเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ในวันที่ 20 มกราคม 2025 และจึงทำให้การประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลางจะลดลง

เบรนต์ แซดเลอร์ (Brent Sadler) นักวิจัยอาวุโสมูลนิธิเฮอริเทจ (Heritage Foundation) และทหารผ่านศึกกล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ช่วงที่จีนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบสหรัฐ ดังนั้น การที่มีกำลังพลที่มากขึ้นจึงถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม

แซดเลอร์กล่าวอีกว่า สหรัฐมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามหมายเลขหนึ่งอย่างชัดเจนและเสริมว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอยู่ในจุดที่รู้สึกว่าสามารถถอนเรือออกจากตะวันออกกลางได้ หลังจากอิหร่านโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธรอบล่าสุด และอิสราเอลก็โจมตีตอบโต้ไปแล้ว

จาค็อบ สโตกส์ (Jacob Stokes) รองผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกที่ศูนย์เพื่อความมั่นคงอเมริกันใหม่ (Center for a New American Security) กล่าวว่า จีนจะพยายามทดสอบรัฐบาลทรัมป์ในช่วงแรก ๆ โดยจีนอาจจะทดสอบรอบ ๆ ไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ หรือทั้งสอง

สโตกส์กล่าวว่า การทดสอบนี้จะพยายามกำหนดว่ารัฐบาลจีนต้องรับมือทรัมป์อย่างไร
“พวกเขาเห็นทรัมป์ที่พยายามทำข้อตกลง หรือพวกเขาจะได้เห็นทรัมป์ที่เผชิญหน้า” สโตกส์กล่าว

แซดเลอร์กล่าวว่า การว่างเว้นจากการประจำเรือบรรทุกเครื่องบินในแปซิฟิกตะวันตกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานำไปสู่การยั่วยุของจีนในทะเลจีนใต้และบริเวณรอบ ๆ ไต้หวัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหากมีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีเพิ่มเติม เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น แต่ประธานาธิบดีสหรัฐจะมีทางเลือกอื่น ๆ มากขึ้นในการแสดงความไม่พอใจต่อจีน ซึ่งเป็นวิธีที่จีนเองก็สามารถเข้าใจได้