ปัจจัยเร่งเร้าให้การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจเกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2
ชี้ว่า “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รมว.ต่างประเทศ เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 ที่บัญญัติให้รัฐมนตรีถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือในกรณีประสงค์จะได้รับประโยชน์จากหุ้นที่ถือครองให้แจ้งต่อ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ซึ่งต่อมา “ดอน” แย้งว่า เป็นหุ้น “มรดก” ของ “ภรรยา” เป็นหุ้นของครอบครัว ไม่ใช่หุ้นสัมปทาน และแจ้งต่อ ป.ป.ช.ไปแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง
แต่เมื่อ กกต.มีมติว่า ขัดรัฐธรรมนูญ กกต.จะทำคำวินิจฉัยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง “ดอน” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
และหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ว่า “ดอน” ขาดคุณสมบัติจริง ๆ จะหลุดจากการเป็นรัฐมนตรี ปิดฉากการปฏิบัติหน้าที่เสนาบดีในยุค คสช.
เป็นไปตามที่ “บุญส่ง น้อยโสภณ” กกต. กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องก็มีอำนาจที่จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขาดคุณสมบัติ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก เว้นแต่จะพ้นไปแล้วสองปี
ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน วันที่ 1 พ.ค. 2560 “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” หนึ่งในฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือต่อ กกต. ให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นรัฐมนตรี 9 ราย ที่อาจเข้าข่ายสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีกรณีถือหุ้นต้องห้าม-เป็นลูกจ้างเอกชน
ใน 8 ราย นอกจาก “ดอน” ประกอบด้วย 1.อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง 2.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 3.อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม 4.สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ 5.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
6.กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 7.พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน 8.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ
แต่ในสำนวนของ 8 คน คณะอนุกรรมการไต่สวนของ กกต.เห็นควรว่า ให้ยุติเรื่อง เพราะไม่มีการถือหุ้นที่ผิดกติการัฐธรรมนูญ
ทว่ายังมีอีก 2 สำนวน ที่ “เรืองไกร”เจ้าเดิมยื่นคาไว้ เมื่อ 19 ก.พ. และ 23 ก.พ. 2561 ในสำนวนที่ 2 และ 3 ปรากฏชื่อ 3 รัฐมนตรี คสช. ที่อาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีเสียวอีกครั้ง ประกอบด้วย “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในคำร้องระบุว่า ถือหุ้นของ GPSC คือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ที่เข้าลักษณะเป็นหุ้นสัมปทานทั้งทางตรงและทางอ้อมตามความในรัฐธรรมนูญ
“ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” รมช.คมนาคม ถือหุ้นประเภทพลังงานที่เข้าข่ายเป็นหุ้นสัมปทานหลายรายการ อาทิ ถือหุ้นของ GPSC จำนวน 50,000 หุ้น หุ้นของ IRPC (บมจ.ไออาร์พีซี) จำนวน 200,000 หุ้น หุ้นของ PTT (บมจ.ปตท.) จำนวน 5,000 หุ้น
“นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รมว.สาธารณสุข ถือหุ้นสัมปทาน SCG ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000 หุ้น
“เรืองไกร” บอกว่า เชื่อว่าทั้ง 3 คน ยังถือหุ้นสัมปทานของรัฐอยู่ หากจะถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งสามคนต้องขายหุ้นก่อนเป็นรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เจอวิบากกรรมถือหุ้นต้องห้าม “บิ๊กเนม” ระดับ “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลเพื่อไทย-รัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็เคยสังเวยตำแหน่ง ใหญ่ที่สุดคือ “สมัคร สุนทรเวช” ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ถือหุ้นต้องห้าม แต่เข้าข่ายเป็นลูกจ้างเอกชน จัดรายการชิมไปบ่นไป
มาถึงยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาลอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” สมัยเป็นรองนายกฯ ถูก กกต.ลงมติถือหุ้นที่ได้รับสัมปทานของรัฐ ขาดคุณสมบัติ ส.ส. แต่ชิงลาออกจาก ส.ส.เสียก่อน ทำให้สำนวนตกไป
“บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย ถือหุ้นต้องห้าม ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. แต่ชิงลาออกจาก ส.ส. และสำนวนตกไป
“เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร” รมช.คมนาคม ชาติไทยพัฒนา ก็ถูก กกต.มีมติว่า ถือครองหุ้นสื่อ และหุ้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ เหมือนกับ บุญจง-สุเทพ และลาออกจาก ส.ส.เช่นกัน ทำให้สำนวนตกไป
ส่วน “มานิต นพอมรบดี” ครั้งเป็น รมช.สาธารณสุข ถือหุ้นต้องห้ามจนได้เป็นรัฐมนตรี กกต.มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ “มานิต” ถูกเด้งพ้นจาก ครม.อภิสิทธิ์ ไปก่อน ศาลรัฐธรรมนูญจึงตีตกสำนวน
มาถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย “ไชยา สะสมทรัพย์” อดีต รมว.สาธารณสุข ก็โดน กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะไม่แจ้งหุ้นบริษัทที่ภรรยาถือเกินร้อยละ 5 แก่ประธาน ป.ป.ช. ซึ่งใกล้เคียงกับเคสของ “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รมว.ต่างประเทศ ยุค คสช.
แม้ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกมาดับกระแสข่าวลือ ข่าวลวงเรื่องปรับ ครม. หลังเกิดมรสุมคุณสมบัติต้องห้ามว่า “ยืนยันไม่มีการปรับ ครม. และช่วง 6 เดือนหลังก่อนเลือกตั้ง ก็จะไม่มีการปรับ ครม.”
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า ขาดคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ปิดช่องที่จะเขย่าขวดใหม่อีกครั้ง โดยบอกว่า “อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ออก”