“มัลตี้ บิวตี้” ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางชื่อดัง ปรับกลยุทธ์รับมือ K-Beauty แผ่ว หันโฟกัส “สกินแคร์” พร้อมดึงเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ใหม่เข้าพอร์ตแบบรายเดือน ก่อนทุ่มงบฯขยายเพิ่ม 2-3 สาขาภายในปี’68 หวังเจาะกลุ่มวัยทำงานกำลังซื้อสูง วางเป้าดันรายได้ทะยานแตะ 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี ส่วนสิ้นปี 2567 คาดยอดขายโตดับเบิลดิจิต
นางสาวไพลิน อึ๊งพลาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มัลตี้ บิวตี้ จำกัด ผู้บริหารร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอาง “มัลตี้ บิวตี้”เปิดเผยว่า ในปี 2567 ตลาดค้าปลีกสินค้าความงามยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากที่ร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอางต่างก็พากันทุ่มงบฯจัดกิจกรรมสื่อสารทางการตลาด และชิงดึงแบรนด์ใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมเข้ามาจำหน่ายในร้าน รวมไปถึงการขยายสาขา ขณะเดียวกันกระแสความนิยม K-Beauty ในประเทศไทยเริ่มแผ่วลง
อย่างไรก็ตามตลาดค้าปลีกสินค้าความงามยังมีโอกาสให้ผู้ค้าสามารถชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตได้อีกมาก
ไม่หวั่นกระแส K-Beauty แผ่ว
นางสาวไพลินอธิบายว่า แม้กระแสความนิยม K-Beauty จะเริ่มแผ่วลง แต่บริษัทจะยังเน้นตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้า K-Beauty ซึ่งมีจุดแข็งด้านราคาที่สามารถจับต้องได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับแบรนด์จากฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะในกลุ่มสกินแคร์ ที่ราคาของแบรนด์เกาหลีโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 400-800 บาท ขณะที่แบรนด์อินเตอร์อาจมีราคาสูงถึง 3,000-5,000 บาท
ด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เปิด “มัลตี้ บิวตี้ แฟล็กชิปสโตร์” ที่สยามสแควร์ซอย 8 ซึ่งเป็นสาขาล่าสุด บนพื้นที่กว่า 300 ตารางเมตร ใหญ่กว่าสาขาอื่น ๆ ที่มีพื้นที่อยู่เพียง 150-200 ตารางเมตร
หลังปี 2567 บริษัทขยายสาขาไปแล้ว 4 สาขา ได้แก่ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์, เดอะมอลล์ บางแค, อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง, เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่พลาซ่า ทำให้ปัจจุบัน มัลตี้ บิวตี้ มีสาขาอยู่ทั้งหมด 10 สาขา
นอกจากนี้ปี 2568 ยังมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 2-3 สาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เน้นทำเลในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ตรงกับแบรนด์ โดยวางงบฯการลงทุนประมาณ 10-20 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งตัวร้านจะมีขนาดประมาณ 150-200 ตารางเมตร
“แม้แบรนด์ใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นในช่องทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก แต่แบรนด์เหล่านั้นก็ยังต้องการมีตัวตนในช่องทางออฟไลน์ ดังนั้นการขยายสาขาในรูปแบบออฟไลน์ จึงยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญของเรา เพราะจะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า สามารถทดลองสินค้า สัมผัสเนื้อผลิตภัณฑ์ และรับคำแนะนำจากพนักงานขายได้โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่องทางออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้”
เติมสกินแคร์แบรนด์ใหม่รายเดือน
นางสาวไพลินกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันบริษัทจะยังคงเดินหน้าเพิ่มความหลากหลายของสินค้า โดยเฉพาะแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟอย่างต่อเนื่อง
โดยปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด โดยหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าในกลุ่มสกินแคร์มากขึ้น จากเดิมที่เน้นกลุ่มเมกอัพเป็นหลัก เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่หันมาใส่ใจกับการดูแลผิวพรรณในทุกขั้นตอนมากยิ่งขึ้น
ขณะที่การเพิ่มความหลากหลายของสินค้า เบื้องต้นมีแผนนำสินค้าสกินแคร์แบรนด์เกาหลีรายการใหม่ ๆ เข้ามาเติมพอร์ตโฟลิโอในร้านทุกเดือน เพื่อมุ่งสร้างความแตกต่างจากแบรนด์คู่แข่ง
โดยตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ซึ่งจะเป็นแบรนด์เกาหลีประมาณ 5 แบรนด์ และจะนำเข้ามาจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้านมัลตี้ บิวตี้ เท่านั้น
“การที่เราพยายามที่จะเพิ่มแบรนด์สกินแคร์ใหม่ ๆ เข้ามาจำหน่ายภายในร้าน เชื่อว่าจะช่วยขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูงได้เป็นอย่างดี โดยภายใน 2 ปี คาดว่ากลุ่มลูกค้าวัยทำงานอายุประมาณ 31-35 ปี จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่เพียงแค่ 10-15% และที่เหลือเป็นลูกค้ากลุ่ม Gen Z อายุประมาณ 18-24 ปี”
ทั้งนี้ ปัจจุบัน มัลตี้ บิวตี้ มีสินค้าจำหน่ายกว่า 400 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งแบรนด์เกาหลี ไทย ญี่ปุ่น และจีน โดยมีแบรนด์เกาหลีชั้นนำที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟกว่า 20-30 แบรนด์ ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในร้าน Olive Young อยู่แล้ว ขณะที่สินค้ากลุ่มสกินแคร์ขยับขึ้นมามีสัดส่วนยอดขายมากกว่า 50% ของยอดขายรวม ส่วนสินค้ากลุ่มเมกอัพมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 40%
นอกเหนือจากการขยายสาขาและการเพิ่มสินค้ารายการใหม่ ๆ แล้ว บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการสื่อสารการตลาด โดยจะมุ่งเน้นช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม “TikTok” เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมในช่องทาง “X” และ “Instagram” เช่นเดียวกัน
ตั้งเป้า 3 ปีรายได้แตะพันล้าน
นางสาวไพลินกล่าวต่อว่า แม้ปัจจุบันตลาดค้าปลีกเครื่องสำอางจะมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่บริษัทยังคงมั่นใจในศักยภาพและจุดแข็งของมัลตี้ บิวตี้ โดยได้วางแผนระยะยาวภายใน 3 ปี (2568-2570) บริษัทจะสามารถขึ้นเป็นแบรนด์ร้านค้าปลีกเครื่องสำอางอันดับต้น ๆ ของประเทศได้
รวมถึงอนาคตอาจมีแผนพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว โดยคาดว่าจากการดำเนินงานดังกล่าวจะสามารถทำให้ภายใน 3 ปี บริษัทจะมียอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท ขณะที่สิ้นปี 2567 คาดมียอดขายเติบโตระดับดับเบิลดิจิต