เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ย. 69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 69,250 บาท
‘อนุทิน’ ตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงอดีตปลัด-นักวิชาการนั่งกรรมการ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’
Politics ‘อนุทิน’ ตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ดึงอดีตปลัด-นักวิชาการนั่งกรรมการ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’
ก.ล.ต.รื้อค่าฟีโบรกฯ ขึ้นเพดานใหม่ ที่ปรึกษาลงทุนเพิ่มจ่ายเท่าตัว เริ่มใช้ 1 ม.ค. 70
Finance ก.ล.ต.รื้อค่าฟีโบรกฯ ขึ้นเพดานใหม่ ที่ปรึกษาลงทุนเพิ่มจ่ายเท่าตัว เริ่มใช้ 1 ม.ค. 70
CardX ขยายให้ผู้ถือบัตรเครดิต-บัตรสินเชื่อ ใช้ Google Pay แตะจ่ายได้ทั่วโลก
Finance CardX ขยายให้ผู้ถือบัตรเครดิต-บัตรสินเชื่อ ใช้ Google Pay แตะจ่ายได้ทั่วโลก
ICS Lifestyle Complex ชวนช็อป ชิม รับความคุ้มกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS”
Business ICS Lifestyle Complex ชวนช็อป ชิม รับความคุ้มกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS”
ดีอี จ่อฟ้อง “GULF-THCOM” บล.กสิกร กังวลต่อธุรกิจบริการดาวเทียม B2G
Tech ดีอี จ่อฟ้อง “GULF-THCOM” บล.กสิกร กังวลต่อธุรกิจบริการดาวเทียม B2G
กรุงศรี คาดค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ
Finance กรุงศรี คาดค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ
OR เปิดรับสมัคร CEO คนใหม่ จับตาผู้นำทิศทางธุรกิจน้ำมัน-ค้าปลีก สู่ Energy Solution
Economic OR เปิดรับสมัคร CEO คนใหม่ จับตาผู้นำทิศทางธุรกิจน้ำมัน-ค้าปลีก สู่ Energy Solution
เงินเฟ้อ ส.ค.พุ่ง 2.53% จากน้ำมัน-อาหารแพง สนค.จับตา Q4 อาจแตะ 2.7%
Economic เงินเฟ้อ ส.ค.พุ่ง 2.53% จากน้ำมัน-อาหารแพง สนค.จับตา Q4 อาจแตะ 2.7%
หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด DELTA พุ่ง 7% แรงซื้อหุ้นใหญ่ดัน SET ทะยาน
Finance หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด DELTA พุ่ง 7% แรงซื้อหุ้นใหญ่ดัน SET ทะยาน
ดูทั้งหมด

THG เคลียร์ทุกปม บอร์ดย้ำ ‘หมอบุญ’ ไม่มีส่วนร่วมลงทุน ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้’

23 ธ.ค. 2567 | 16:02น.
ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป

THG เคลียร์ทุกปม บอร์ดมอบหมายให้ฝ่ายบริหารเน้นย้ำให้สาธารณชนรับทราบว่า “หมอบุญ วนาสิน” ไม่มีส่วนร่วมลงทุนโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในหลักการบริหารจัดการที่โปร่งใส เชื่อมั่นจะช่วยเพิ่มความชัดเจนให้แก่นักลงทุน

นางสาวจินดา อริยพรพงศ์ เลขานุการบริษัท บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงบการเงินรวมของบริษัท สำหรับงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 และโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ นั้น คณะกรรมการบริษัทได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 โดยได้พิจารณาข้อสอบถามเพิ่มเติมของตลาดหลักทรัพย์ฯ และขอเรียนชี้แจงดังนี้

1.การตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตจากการดำเนินงานของบริษัท

ตามงบการเงินรวมของบริษัท สำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 บริษัทได้ตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตจากการดำเนินงานของบริษัท (ค่าเผื่อฯ) รวมทั้งสิ้นจำนวน 336 ล้านบาท ซึ่งเพิ่ม 343% เมื่อเทียบกับงบการเงินรวมของบริษัท สำหรับปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 นั้น บริษัทขอเรียนชี้แจงสาเหตุและรายละเอียดตามกลุ่มลูกหนี้ค่าเผื่อฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1.1 กลุ่มผู้ป่วย UCEP COVID-19

บริษัทและบริษัทย่อย อันได้แก่ บจ.โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง (THB) บมจ.โรงพยาบาลราษฎร์ยินดี บจ.ตรังเวชกิจ และ บจ.ธนบุรี เวลบีอิ้ง (บริษัทย่อย) มีลูกหนี้กลุ่มผู้ป่วย UCEP COVID-19 ซึ่งรับรู้ค่าเผื่อฯ ในงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 จำนวนรวม 284 ล้านบาท

สาเหตุของการรับรู้ค่าเผื่อฯ ในงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 จำนวนรวม 284 ล้านบาท นั้น เป็นเพราะที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยประสบปัญหาเกี่ยวกับการได้รับชำระเงินจากหน่วยงานภาครัฐ ในส่วนของการเบิกจ่ายจากการให้บริการรักษาพยาบาลในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

โดยในช่วงปี 2564-2566 บริษัทและบริษัทย่อย โดยเฉพาะ บจ.โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง (THB) ได้รับรู้รายได้จากการให้บริการผู้ป่วยในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมีการประมาณการส่วนลดเพื่อสะท้อนจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับชำระ

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลและอัตราที่ได้รับชำระจริงในอดีต โดยใช้อัตราส่วนที่คาดว่าจะได้รับชำระในช่วงระหว่าง 29% ถึง 60% ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามหลักความระมัดระวัง และเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป

ในปี 2567 เนื่องจากบริษัทและบริษัทย่อย ได้รับรู้รายได้โดยรับรู้ประมาณการส่วนลด ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลและอัตราส่วนลดที่เกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มผู้ป่วย UCEP COVID-19 มีสถานะค้างชำระนานเกินกว่า 365 วัน และการชำระหนี้จากหน่วยงานภาครัฐที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ

แม้ว่าบริษัทและบริษัทย่อยจะติดตามทวงถามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้บริษัทและบริษัทย่อยต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงในการไม่ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนในอนาคต ดังนั้นเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางการเงินอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง บริษัทและบริษัทย่อยจึงได้ตั้งค่าเผื่อฯ จำนวน 75% ของมูลหนี้คงเหลือ

อย่างไรก็ตาม หากภายในสิ้นปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทและบริษัทย่อยยังไม่ได้รับการชำระหนี้คืนจากหน่วยงานภาครัฐสำหรับลูกหนี้กลุ่มผู้ป่วย UCEP COVID-19 นี้ บริษัทและบริษัทย่อยจะพิจารณาตั้งค่าเผื่อฯ เพิ่มเติมเป็น 100% ของมูลหนี้คงเหลือ ซึ่งจะมีมูลค่าประมาณ 81 ล้านบาท การพิจารณาตั้งค่าเผื่อฯ ดังกล่าวสะท้อนถึงการประเมินความเสี่ยงผลขาดทุนด้านเครดิตและเป็นการดำเนินการตามหลักความระมัดระวัง

1.2 ลูกหนี้กลุ่มผู้ป่วยซึ่งรับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านบุคคลที่สาม เช่น บริษัทประกันสุขภาพ (ลูกหนี้ Self-pay)

ในปี 2566 บริษัทย่อยของบริษัทราย บริษัท โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง จำกัด (THB) ได้บันทึกบัญชีลูกหนี้คงค้างในกลุ่มลูกหนี้ค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 42 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีอย่างละเอียด ในไตรมาส 3 ปี 2567 บริษัทได้พิจารณาแล้วว่ารายการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เพื่อให้การบันทึกบัญชีสะท้อนถึงสภาพการณ์ที่แท้จริง และสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง บริษัทจึงได้ตัดสินใจตั้งค่าเผื่อฯ ไว้เต็มจำนวนสำหรับยอดลูกหนี้ดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายการลูกหนี้ดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ในรูปแบบของรายการอันควรสงสัย และได้จัดส่งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว

1.3 ลูกหนี้การค้าอื่น และลูกหนี้อื่น

ในไตรมาส 3 ปี 2567 บริษัทย่อยของบริษัทราย บจ.ตรังเวชกิจ ตั้งค่าเผื่อฯจำนวน 1 ล้านบาท สำหรับรายการลูกหนี้การค้าอื่น ซึ่งเป็นการตั้งค่าเผื่อฯ เพิ่มเติมสำหรับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งค้างชำระนานเกินกว่า 180 วัน เพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์ด้านเครดิตของลูกหนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงเวลาเดียวกัน บจ.โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ได้ตั้งค่าเผื่อฯ เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท สำหรับรายการลูกหนี้อื่น โดยบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่ารายการดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ และถือเป็นรายการอันควรสงสัย โดยบริษัทได้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลนี้ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ในรูปแบบของรายการอันควรสงสัย และได้จัดส่งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการดังกล่าวไปยังสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว

ความเห็นของคณะกรรมการบริษัท ได้เห็นชอบกับการเปิดเผยข้อมูลตามรายละเอียดข้างต้นและมีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้

การตั้งค่าเผื่อฯ สำหรับลูกหนี้กลุ่ม COVID-19 ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ เป็นการดำเนินการตามหลักความระมัดระวัง แม้ว่าลูกหนี้จะเป็นหน่วยงานภาครัฐ สำหรับลูกหนี้อื่นนั้น บริษัทได้ดำเนินการเช่นเดียวกัน ซึ่งบริษัทได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วก่อนหน้านี้ และอยู่ระหว่างการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของบริษัท

การตั้งค่าเผื่อฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของกลุ่มบริษัท เนื่องจากผลประกอบการจากการดำเนินงานตามปกติ (ไม่รวมการบันทึกบัญชีค่าเผื่อฯ) ไม่ได้ประสบภาวะขาดทุนจากการดำเนินงานแต่อย่างใด

การพิจารณาตั้งค่าเผื่อฯนั้น บริษัทได้มีการหารือร่วมกับผู้สอบบัญชีเป็นประจำทุกปี โดยยึดหลักความระมัดระวังที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เป็นกระบวนการที่เป็นไปตามปกติของการดำนินธุรกิจ หากมีความจำเป็นต้องตั้งค่าเผื่อฯ หรือรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า บริษัทจะพิจารณาและดำเนินการตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินสะท้อนถึงสถานะและผลการดำเนินงานของบริษัท

2.รายการกับ Bewell Saigon Health Clinic Company Limited

ในปี 2566 บริษัทได้เข้าทำข้อตกลงร่วมทุนกับ IFF Holdings Joint Stock Company เพื่อจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง โดย IFF Holdings Joint Stock Company จะถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 60% และบริษัท (หรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท) จะถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 40% (บริษัทโฮลดิ้ง) และบริษัทโฮลดิ้งจะถือหุ้น 100% ใน Bewell Saigon Health Clinic Company Limited (Bewell) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในประเทศเวียดนามเพื่อดำเนินธุรกิจคลินิกตรวจสุขภาพเชิงลึก โดย IFF Holdings Joint Stock Company มิได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทแต่อย่างใด

ในปี 2566 และ 2567 บริษัทได้ให้การสนับสนุนทางการเงินในรูปแบบเงินให้กู้ยืมแก่ Bewell เพื่อใช้สำหรับการตกแต่งสถานที่ ซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือ และการเช่าพื้นที่สำหรับการตั้งคลินิก ระยะเวลาเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ณ ปัจจุบัน Bewell มีภาระหนี้คงค้างประมาณ 49 ล้านบาท (เทืยบเป็นเงินบาทไทย)

นอกจากนี้ ผู้ร่วมทุน IFF Holdings Joint Stock Company ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ Bewell เช่นกัน จำนวนประมาณ 12.5 ล้านบาท (เทียบเป็นเงินบาทไทย) พร้อมทั้งสนับสนุนในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ทางการเงิน เช่น การจัดหาสถานที่ การบริหารและควบคุมกระบวนการก่อสร้าง ตลอดจนการจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเงินกู้บางส่วนซึ่งบริษัทได้ให้แก่ Bewell จำนวนประมาณ 12.6 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดชำระแล้วนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาแปลงหนี้ดังกล่าวเป็นเงินลงทุนในบริษัทโฮลดิ้ง และ/หรือ Bewell โดยมีกำหนด เป้าหมายในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2568

ในส่วนของใบอนุญาตดำเนินการคลินิกของ Bewell นั้น บริษัทคาดการณ์ว่า Bewell จะได้รับใบอนุญาตภายในไตรมาส 1 ปี 2568

ความเห็นของคณะกรรมการบริษัท ได้เห็นชอบกับการเปิดเผยข้อมูลตามรายละเอียดข้างต้น และมอบหมายให้ฝ่ายบริหารดำเนินการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และรายงานผลให้คณะกรรมการบริษัททราบในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

3.รายการเกี่ยวกับหุ้นกู้ของบริษัท

จากผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย ซึ่งไม่เป็นไปตามคาดการณ์ รวมถึงรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทไม่สามารถดำรงอัตราส่วนทางการเงินตามที่กำหนดไว้ในสัญญาที่บริษัททำไว้กับ Credit Guarantee and Investment Facility, a trust fund of the Asian Development Bank (CGIF) ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้หุ้นกู้ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทไม่สามารถดำรงอัตราส่วนทางการเงินที่กำหนดไว้ตามสัญญาได้นั้น ไม่มีผลทำให้ผู้ค้ำประกันหนี้หุ้นกู้สามารถเพิกถอนการค้ำประกันหุ้นกู้ได้ และไม่มีผลทำให้บริษัทตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ตามหุ้นกู้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผลจากการไม่สามารถดำรงอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวได้ ทำให้บริษัทมีภาระต้องชำระค่าปรับให้แก่ CGIF ตามข้อกำหนดในสัญญา ซึ่งถือเป็นมาตรฐานปกติของสัญญาประเภทนี้ ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ CGIF เพื่อขอผ่อนปรนเงื่อนไขบางประการในสัญญา ซึ่งบริษัทคาคว่าจะได้รับข้อสรุปดังกล่าวภายในใตรมาส 1 ปี 2568

ความเห็นของคณะกรรมการบริษัท ได้เห็นชอบกับการเปิดเผยข้อมูลตามรายละเอียดข้างต้น และมอบหมายให้ฝ่ายบริหารเจรจาผ่อนปรนเงื่อนไขบางประการกับ CGIF เพื่อให้บริษัทไม่ต้องมีภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นมากนัก

4.รายการเกี่ยวกับโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้

4.1 สถานะและความคืบหน้าของการขายโครงการ

บริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด (ธนบุรี เวลบีอิ้ง) ยังคงดำเนินการขายโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ตามปกติ ซึ่งโครงการมีจำนวนห้องทั้งหมด 494 ห้อง ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 โครงการมีจำนวนห้องที่ยังไม่ได้ขายจำนวน 234 ห้อง โดย ธนบุรี เวลบีอิ้ง ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย

เช่น การออกบูทประชาสัมพันธ์โครงการ และการนำเสนอโครงการผ่านช่องทองทางสื่อสารต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและสร้างความรับรู้ในตัวโครงการอย่างสม่ำแสมอ และในเดือนธันวาคม 2567 ธนบุรี เวลบีอิ้ง เตรียมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 3 ห้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ธนบุรี เวลบีอิ้ง ได้รับผลกระทบจากข่าวต่าง ๆ ในทางลบ ทำให้ลูกค้ายกเลิกการซื้อกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 2 ห้อง และขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดสำเร็จเพียง 1 ห้อง

4.2 การเปลี่ยนการบันทึกโครงการจากสินทรัพย์หมุนเวียนไปเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

รายการซึ่งมีการเปลี่ยนการบันทึกโครงการจากสินทรัพย์หมุนเวียนไปเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือ ที่ดินที่ ธนบุรี เวลบีอิ้ง ได้จัดสรรไว้สำหรับการพัฒนาโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เฟส 2 และ 3 ในอนาคต โดยที่ดินดังกล่าวมีขนาดพื้นที่ 28,469.44 ตร.ว. มูลค่าต้นทุน 840.39 ล้านบาท ซึ่งเดิมจัดอยู่ในประเภทสินทรัพย์หมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม หลังจากการประเมินสถานการณ์โดยรอบคอบ บริษัทเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะยังไม่มีการเริ่มต้นก่อสร้าง หรือพัฒนาในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า ซึ่งตามมาตรฐานบัญชี หากสินทรัพย์ไม่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะเวลาสั้น และมีลักษณะการถือครองเพื่อการพัฒนาในระยะยาว บริษัทจำเป็นต้องปรับปรุงการจัดประเภทของที่ดินดังกล่าวจาก “สินทรัพย์หมุนเวียน” เป็น “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” เพื่อให้สะท้อนถึงลักษณะการใช้งานจริง และสอดคล้องกับแนวโน้มในอนาคต

4.3 การขายห้องชุดของโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ให้แก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกัน

ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 ธนบุรี เวลบีอิ้ง มีรายได้รอการรับรู้จำนวน 20 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการขายห้องชุดแบบตกแต่งครบ (Fully Fumished) ให้กับบริษัท ราชธานีพัฒนาการ (2014) จำกัด ซึ่งราคาขายดังกล่าวได้รวมค่าเฟอร์นิเจอร์ไว้ด้วย แต่เนื่องจากการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ยังไม่แล้วเสร็จ ธนบุรี เวลบีอิ้ง จึงยังไม่สามารถรับรู้รายได้ในส่วนค่าเฟอร์นิเจอร์ตามมาตรฐานบัญชีได้ ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้ขอยกเลิกการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ และ ธนบุรี เวลบีอิ้ง ได้หักลบกลบหนี้ระหว่างรายการค้างรับ และรายการค้างจ่าย

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดรายได้รอการรับรู้จำนวน 20 ล้านบาท ไม่ถือเป็นหนี้สินทางบัญชีอีกต่อไป

ความเห็นคณะกรรมการบริษัท ได้เห็นชอบกับการเปิดเผยข้อมูลตามรายละเอียดข้างต้น และมอบหมายให้ฝ่ายบริหารเน้นย้ำให้สาธารณชนรับทราบว่า นายแพทย์บุญ วนาสิน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยโครงการนี้เป็นการลงทุนโดย ธนบุรี เวลบีอิ้ง ซึ่งป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นเกือบทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน และโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ยังคงดำเนินการตามปกติ

บริษัทเชื่อมั่นว่าข้อมูลข้างต้นจะช่วยเพิ่มความชัดเจนให้แก่นักลงทุน ทั้งนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในหลักการบริหารจัดการที่โปร่งใส และมุ่งมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป