สัมภาษณ์
“พลาสติกล้นโลก” กลายเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศ มีเพียงบางประเทศที่สามารถบริหารจัดการได้ดี มีกฎระเบียบรวมทั้งกฎหมายการจัดการคัดแยก ทำลายขยะพลาสติก ซึ่งเกิดคำถามขึ้นว่า ในส่วนของประเทศไทยมีกฎระเบียบเหล่านี้หรือยัง
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด ในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จากพลาสติก ที่ล้วนแต่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นองค์ประกอบหลัก จะเล่าถึงนวัตกรรมที่จะสร้างบรรจุภัณฑ์แบบที่เรียกว่า “กรีนโปรดักต์” ที่รู้จักกันในชื่อของ Biopastic
ปั้นบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร 2 ปี
เราเป็นบริษัทคนไทยที่สามารถสร้างแบรนด์จนติด Top 5 ของโลก และปัจจุบันเราเป็นรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย มีฐานลูกค้าทั่วโลกทั้งอเมริกา ยุโรป และภูมิภาคเอเชีย เราใช้เวลาตลอด 20 ปี ศึกษาตลาดหาวัตถุดิบ ลงทุนสร้างศูนย์นวัตกรรม รวมทั้งต้องเรียนรู้กฎระเบียบต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเพราะเราส่งออกเป็นส่วนใหญ่ และด้วยผลิตภัณฑ์ของเรามีส่วนผสมจากวัตถุดิบที่เป็นทรัพยากรของโลก คือ น้ำมันปิโตรเลียม เพื่อมาทำเป็นเม็ดพลาสติก แล้วนำมาขึ้นรูปใช้เพื่อบรรจุอาหาร ความปลอดภัยต้องสูง เราจึงต้องมีมาตรฐาน ISO 9001 : 2015, FSSC 22000, GMP/HACCP
ตอนนี้เรามีผลิตภัณฑ์ 6 ประเภท คือ 1.บรรจุภัณฑ์สำหรับผลไม้แปรรูป (FRUITS) 2.บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารเด็ก (BABY FOODS) 3.บรรจุภัณฑ์สำหรับข้าวหุงสำเร็จ (RICE) 4.บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารปลาและอาหารทะเล (SEAFOOD/TUNA) 5.บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์จากนม (DAIRY PRODUCTS-YOGURTS) 6.บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารสัตว์ (PET-FOODS)
ยุคใหม่เราเริ่มเห็นเทรนด์ของคนรักสุขภาพ ความต้องการของตลาดเปลี่ยนไป คู่ค้าที่ต้องการสร้างมูลค่าให้กับสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) และอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม (Pet-Food) เราใช้นวัตกรรมที่เราทำ R&D เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร 2 ปี เรากลายเป็นรายใหญ่ของโลกมีกำลังการผลิตถึง 2,500 ล้านชิ้นต่อปี ช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นจุดพีกที่ทำให้เราเติบโตมาก
ความต้องการอาหารพร้อมรับประทานและอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยมเติบโตอย่างมาก มีคำสั่งซื้อจากทุกตลาดทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นในปี 2564 เราจึงลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานที่จังหวัดฉะเชิงเทราอีก 350 ล้านชิ้นต่อปี ทำให้ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,400 ล้านชิ้นต่อปี และมีโรงงานในไทย 1 แห่ง อินเดีย 1 แห่ง
ตลาดอินเดียคือสวรรค์
ปี 2565 เราขยายการลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย 1 แห่ง เราใช้เวลาศึกษาตลาดที่นี่พอสมควร แต่เดิมเรามีสำนักงานอยู่ที่นี่มาแล้ว 5 ปี ส่งสินค้าจากไทยไปขาย เราเห็นมาตลอดว่าตลาดอินเดียโตมาก มีอัตราการเติบโตปีละกว่า 100% อยู่แล้ว และโรงงานใหม่นี้เราเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง 300 ล้านชิ้นต่อปีเมื่อเดือนมีนาคม 2567 คนที่นั่นทานขนมเยอะมากและตลอดเวลา เหมือนคนไทยที่ชอบทานข้าว พอผมเห็นพฤติกรรมคนอินเดีย นี่คือสวรรค์ของเรา ปลายปีหน้า 2568 เราจะลงทุนพวกเครื่องจักรอีกรอบ บางส่วนจะเป็นการเอาเครื่องจักรที่ใช้อยู่ในไทยอย่างพวกผลิตถาดเอาไปใช้ที่อินเดีย
ที่นั่นเป้าเราขยายฐานลูกค้า SMEs มาก เป็นผู้ผลิตอาหารและขนมหวาน 300-400 ราย มีคำสั่งซื้อสูงเฉลี่ยมากกว่า 10,000 ชิ้นต่อเดือน มันโตตาม GDP เขา ซึ่งในปีนี้ปีหน้าเศรษฐกิจเขาโตขึ้นปีละมากกว่า 7% และคนที่นี่มีทุกระดับ มีกำลังซื้อสูงมีรสนิยมที่ทันสมัย และเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าพื้นที่อื่น ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพมากที่สุด
ลงทุนปี 2569 รอบใหม่
ที่ผ่านมาเราลงทุนมาทุกปี เตรียมเงินไว้ 50-100 ล้านบาท มากที่สุดก็คือ ลงทุนในอินเดีย ปี 2568 เราจึงหยุดการลงทุนไว้ก่อนจะรอดูดีมานด์และสภาพตลาดก่อน เราจึงขอตัดสินใจการลงทุนรอบใหม่อีกครั้งปี 2569 ก็น่าจะเป็นส่วนของขยายกำลังการผลิตในไทย คือ โรงงานที่บางปะกง ส่วนจะไปต่างประเทศหรือไม่ ต้องศึกษาก่อนเพราะเดิมเราเคยมีโรงงานที่จีน 2 แห่ง แต่ปิดไปเมื่อต้นปีเพราะดีมานด์เริ่มไม่ดีตั้งแต่ 4-5 ปีก่อน
ตลาดญี่ปุ่นก็เป็นตลาดที่น่าสนใจมาก เรามีลูกค้า 1 รายที่ซื้อกับเรา 100% มาตลอด 15 ปี ไม่เคยเปลี่ยนไปไหน ญี่ปุ่นวัฒนธรรมองค์กรจะค่อนข้างเก่า หมายถึงเขาซื้อกับใครเขาก็จะซื้อรายนั้นไปตลอด เหมือนกันกับตลาดเกาหลีใต้ ส่วนที่เวียดนามน่าจะยังไม่ใช่เวลาเพราะดีมานด์ยังไม่มากพอ ด้วยสินค้าของเรามันค่อนข้างที่จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ พรีเมี่ยม ซึ่งตลาดของเขาบรรจุภัณฑ์จะเป็นแบบธรรมดา แม้ว่าเขาจะนิยมสินค้าไทย แต่จะเป็นพวกของใช้ธรรมดา ๆ มากกว่า
รายได้ปี’68 แตะ 1,400 ล้านบาท
ปี 2567 เราคาดว่าจะมีรายได้ 1,100 ล้านบาท โต 10-15% ส่วนปี 2568 เราตั้งเป้าว่าน่าจะมีรายได้ประมาณ 1,400 ล้านบาท โต 30-40% เพราะเรามีส่วนของตลาดอินเดียเข้ามาเสริม และก็คาดว่าตลอด 5 ปีเราก็จะโตไปแบบนี้ ปัจจัยก็มาจากความต้องการของตลาดยังมีมาก ถ้าแยกดูเฉพาะโรงงานในไทย ปีหนึ่งเราก็ผลิตได้ 1,200 ล้านชิ้น หรือประมาณ 70% ยังไม่เต็มกำลังการผลิต (Capacity) กับที่อินเดียอีก 300 ล้านชิ้น รวมแล้วเราผลิตได้ 1,500 ล้านชิ้นต่อปี
ที่เราเชื่อว่ารายได้และตลาดมันโต เพราะบรรจุภัณฑ์เราเป็นนวัตกรรม ที่เราทำมาทดแทนกระป๋อง ขวดแก้ว มาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง บรรจุอาหารได้หลายประเภท หลายแบรนด์ เรียกว่า Longevity Packaging มันเป็นบรรจุภัณฑ์ชนิดพลาสติกขึ้นรูปผลิตจากเม็ดพลาสติกใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษ น้ำหนักเบา รักษาคุณภาพอาหาร คุณค่า รสชาติ และสะอาดปลอดภัย สามารถเก็บรักษาและยืดอายุอาหารโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็นได้ยาวนานถึง 2 ปี บรรจุภัณฑ์ของเราจึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องขนส่งทางไกล
บรรจุภัณฑ์เราตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการนำไปบรรจุอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) ทั้งแบบบรรจุในถุงและพาสเจอไรซ์ อย่างพวกขนมหวาน กาแฟแคปซูล ซุป อาหารเด็ก อาหารพร้อมรับประทาน ผักและผลไม้ สลัด น้ำผลไม้ เครื่องดื่มถึงอาหารสัตว์เลี้ยง ล่าสุดมีลูกค้าต่างประเทศติดต่อเข้ามาขอให้เราผลิตเครื่องให้อาหารสัตว์ชนิดเปียกแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นรายแรกของโลกเพราะยังไม่มีใครทำ เราก็ช่วยกันหมดแบบ Total Solution ทั้งเรื่องดีไซน์ ฟังก์ชั่น
กฎหมายคัดแยกขยะต้องมี
กรีนโปรดักต์ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราทำได้ และเราพยายามเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้น ตอนนี้แม้จะมีแค่ 1% แต่ในแต่ละปีจะต้องเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี แม้ราคามันจะแพง แต่มันเป็นเทรนด์ในอนาคต สินค้าพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้มันจะถูกแบน เหมือนที่ยุโรปมีเรื่องกฎระเบียบในการเก็บภาษีจากสินค้า ว่ามีสินค้าตัวนี้สามารถรีไซเคิลได้กี่เปอร์เซ็นต์ มันยุ่งยากถึงขั้นต้องมีการบอกสูตร วิธีใช้ วิธีทำลาย เพราะเขาเข้มงวดมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่อนาคตพลาสติกจะถูกแบนอย่างพวกถุงก๊อบแก๊บ ท่อ PVC เราเองก็ต้องหันมาเล่นกรีนโปรดักต์มุ่งไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วย หรือรีไซเคิลได้ 100%
ตอนนี้เรามีอยู่ 3 ประเภท คือ 1.บรรจุภัณฑ์ Biodegradable ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติทั้งหมด และสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ 2.บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (PCR) หรือเรซินรีไซเคิล ตัวนี้ทำง่ายแทบจะไม่ต้องเอาเม็ดพลาสติกใหม่มาขึ้นรูปเลย แต่ในบ้านเราทำน้อยรายมาก เพราะมันคือปัญหาเรื่องของการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เรื่องนี้เป็นปัญหามาก ประเทศไทยยังไม่มีอะไรมาบังคับให้แต่ละบ้านแยกขยะ สุดท้ายมันจะไปจบที่ซาเล้ง แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่แยกขยะอยู่ดี รัฐบาลจำเป็นต้องออกกฎหมายบังคับเพื่อสร้าง Ecosystem ให้สมบูรณ์ที่สุด
อีกประเภทคือ บรรจุภัณฑ์ Bioplastic (PLA) ที่ผลิตจากวัตถุดิบส่วนหนึ่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ตัวนี้หลายแห่งผลิต แต่รู้หรือไม่ว่าต่อให้เป็นวัตถุดิบจากพืช แต่มันไม่ได้ย่อยสลายเองตามธรรมชาติ ยังต้องเข้าเตาเผาขยะโรงงานรีไซเคิลเฉพาะ PLA อยู่ดี ซึ่งตอนนี้ยังไม่มี และด้วยราคาจะแพงกว่าปกติถึง 4 เท่า ทำให้เราเองแม้ผลิตได้ก็ไม่ทำ จนกว่าจะมีดีมานด์และ Ecosystem ที่ดีพอ