เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ทุนสำรองบิตคอยน์แห่งชาติ Talk of the World สู่ปี 2025

02 ม.ค. 2568 | 08:22น.
bitcoin

bitcoin

ปี 2024 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของบิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลนี้ไม่เพียงสร้างความเคลื่อนไหวอย่างครึกโครมในตลาดการลงทุน แต่ยังเป็นหัวข้อถกเถียงบนเวทีระดับโลก ถึงกับมีการนำเสนอเป็นนโยบายเพื่อขอฉันทามติประชาชน ผ่านศึกเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐที่ผ่านมา

การใช้ “บิตคอยน์” เป็นทุนสำรองทางยุทธศาสตร์แห่งชาติ เป็นข้อถกเถียง
ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก เป็น Talk of the World เลยทีเดียว จึงน่าจับตา
มองว่าในปี 2025 จะเป็นเช่นไร

“ประชาชาติธุรกิจ” ไล่เรียงเหตุการณ์ในปี 2024 นี้ เริ่มจากต้นปีที่มีการอนุมัติ Bitcoin Spot ETF ให้ซื้อขายอย่างถูกต้องบนกระดานเทรดสหรัฐ ของกองทุน 11 แห่ง เท่ากับเป็นสัญญาณว่าเมืองหลวงทางการเงินของโลกได้ยอมรับ “สินทรัพย์ดิจิทัล”

ภายในเดือนเดียว ETF หลายรายการได้นำเงินสถาบันไหลเข้ามูลค่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จนถึงตอนนี้เงินสะสมของ ETF ทั้ง 11 รายการ อยู่ที่ราว 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว (ข้อมูลจากCoinglass)

3 เดือนหลังการอนุมัติ Spot ETF ราคา “บิตคอยน์” พุ่งทะยานทะลุจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปี มาอยู่ที่ 73,000 เหรียญสหรัฐ ก่อนถึงเหตุการณ์ Bitcoin Halving นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีบิตคอยน์มา

การเลือกตั้งสหรัฐ ในปี 2024 เรื่องบิตคอยน์ และคริปโต กลายเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันเป็นครั้งแรกว่ามีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนวัตกรรม แต่ชัยชนะของพรรครีพับลิกัน เป็นทิศทางที่เห็นได้ชัดว่าเหล่าผู้มีอำนาจที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินอยู่จะถูกแทนที่ด้วยผู้ที่สนับสนุนนโยบายด้านคริปโต

คนแรกที่คาดว่าจะหลุดจากตำแหน่งจนต้องชิงลาออก คือ “แกรี่ เจนสเลอร์” ประธานสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ผู้เป็นสัญลักษณ์ทัศนคติเชิงลบของรัฐบาลชุดก่อนที่มีต่อคริปโต

การลาออกของเขา ทำให้ชุมชนคริปโตมองว่าอีก 4 ปีข้างหน้านี้ สภาพแวดล้อมการกำกับดูแลจะร่วมมือกันมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมคริปโตและผู้กำหนดนโยบายสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และยุติธรรมสำหรับทุกคนได้

ขณะเดียวกัน ว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เตรียมเสนอชื่อ “พอล แอทคินส์” ซีอีโอ Patomak Partners และอดีตกรรมาธิการ SEC ซึ่งต่อต้านการกำกับดูแลแบบตึงตัวมากเกินไป ทั้งมีทัศนคติที่เรียกได้ว่าเป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมคริปโต

รวมไปถึงภาพของสภาคองเกรสทั้ง สส. สว. กว่าครึ่งเป็นรีพับลิกัน ซึ่งมีแนวคิดที่จะเสนอแผนตั้งกองทุนสำรอง Bitcoin เชิงกลยุทธ์ (National Bitcoin Reserve) เพื่อให้เป็นหลักประกันของการเงินการคลังประเทศ

การพูดถึง National Bitcoin Reserve ในฐานะนโยบายที่ได้รับการยอมรับจากมติมหาชนของชาติมหาอำนาจทำให้น้ำหนักของความเป็นไปได้เพิ่มเป็นพันทวี ส่งแรงกระเพื่อมไปยังชุมชนบิตคอยน์-คริปโต ผู้กำกับดูแล ตลอดจนผู้บริหารทั่วโลก ให้หันมา “อ่าน” บิตคอยน์ใหม่ ในแง่ “สินทรัพย์กระแสหลัก” ของโลก

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ที่สัดส่วนการเข้าถึง และใช้คริปโตมีมากถึง 10% ของประชากร

ว่าด้วย Bitcoin Reserve

ประเด็น Bitcoin Reserve ในประเทศไทย อาจไม่ได้มีการหยิบยกมาพูดถึงตรง ๆ ในระดับนโยบาย แต่ล่าสุด ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา ISAN NEXT : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ร่วมกับ “เครือมติชน” ถึงการเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ โดยการแปลงพันธบัตรรัฐบาลที่ออกขายให้สถาบันการเงินปีละ 8 พันล้านบาทมาเป็นการใช้หลักค้ำประกันออกเป็นเหรียญคริปโต เพื่อออกขายคนทั่วไปเพิ่มเม็ดเงินในระบบ

“ให้อายุพันธบัตรสั้นลงเพื่อให้สามารถหมุนเวียนในตลาดได้ ออกมาในรูปแบบของเหรียญ หรือคอยน์ เงินเหล่านี้จะตกไปอยู่ในเงินประชาชน จะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ หากไม่ใช้ ก็ได้ดอกเบี้ย ถ้าใช้ก็จะมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ดีกว่าเอาไปไว้ที่สถาบัน แช่เอาไว้ เมื่อเพิ่มเม็ดเงินในระบบก็จะนำไปสู่การเพิ่มจีดีพี”

ก่อนหน้านี้ ดร.ทักษิณยังกล่าวด้วยว่า นายกฯได้ให้กระทรวงการคลังศึกษาการเปิดให้ใช้ บิตคอยน์-คริปโต ในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ซึ่งจะช่วยเชื่อมตลาดผู้ถือครองคริปโต ที่มีมูลค่าตลาดรวม 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ให้มีความสะดวกที่จะผ่องถ่ายใช้เงินเหล่านั้นในไทย

“โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดีรอบที่ 2 และเอาจริงเอาจังเรื่องบิตคอยน์ และการสร้างสกุลเงินใหม่ผ่านคริปโตเคอร์เรนซี ดังนั้น สหรัฐอเมริกากำลังเพิ่มเม็ดเงินเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจในรูปแบบของคริปโต”

แนวความคิดเหล่านี้สอดคล้องกับผู้คนในชุมชนคริปโตจำนวนมากว่า หากมีความต้องการที่จะใช้คริปโต หรือ Stable Coin ในโลกจริง สิ่งที่จะต้องเป็นหลักประกัน หรือทุนสำรอง ต้องเป็นเทคโนโลยีที่รองรับกัน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงการเชื่อมโยงบิตคอยน์ เข้ากับการเป็นทุนสำรองทางยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นหลักประกันให้เหรียญ Stable Coin อื่น ๆ ที่จะตามมา

ข้อมูลจาก Coingecko.com ระบุว่า รัฐบาลทั่วโลกถือครองบิตคอยน์รวมกันที่ประมาณ 2.2% ของอุปทานทั้งหมดของบิตคอยน์ ซึ่งคิดเป็นจำนวน 471,380.6 BTC มีมูลค่าประมาณ 3.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

สัดส่วนของบิตคอยน์ในปัจจุบันมากกว่า 50% เป็นของบุคคลทั่วไป ส่วนที่เหลือมีกลุ่มบริษัทเอกชน และภาครัฐที่ครอบครองไว้โดยยังไม่มีนโยบายว่าจะทำอะไร

สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการถือครองบิตคอยน์ โดยรัฐบาลเก็บสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลนี้จากการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น คดีเว็บค้ายาเสพติด Silk Road ปัจจุบันถือครองบิตคอยน์มากกว่า 200,000 BTC

รองลงมา คือ รัฐบาลจีน ที่ถือครองประมาณ 190,000 BTC ที่ยึดมาจากคดี PlusToken

อันดับที่ 3 สหราชอาณาจักร มีการจับกุมและยึดอายัดบิตคอยน์ ได้ประมาณ 61,000 BTC มีมูลค่าราว 4.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งพบ Wallet ที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายคริปโตจำนวนมากโดยชาวต่างชาติ จากการแปลงคริปโตเป็นเงินสดหรือทรัพย์สิน

การจับกุมอาชญากรรมดังกล่าวแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการจัดการกับอาชญากรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี ส่วนประเทศที่ประกาศให้ Bitcoin เป็น Reserve แห่งแรก ๆ อย่าง เอลซัลวาดอร์ มีบิตคอยน์ราว 5,800 BTC และยังเดินหน้าซื้อวันละ 1 BTC

ขณะที่ “ภูฏาน” เป็นตัวอย่างของประเทศเล็กที่ใช้บิตคอยน์เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ ผ่านการขุดเองโดยบริษัท Druk Holding & Investments (DHI) จนมีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพีประเทศ

ความสำเร็จของภูฏานอาจสร้างแรงผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ด้วย

ในแง่ระบบนิเวศที่ไม่อิงกับประเทศ การใช้งานบิตคอยน์ก้าวข้ามความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ แต่ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการเงิน เช่น การพัฒนา Layer 2 Protocol และการรวมบิตคอยน์เข้ากับ Web3 ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน และผู้ใช้งานทั่วไปที่แทบไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดมาตรฐานเพื่อจัดการความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับคริปโต โดย Financial Action Task Force (FATF)

อย่างไรก็ตาม “บิตคอยน์” ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ เช่น ความผันผวนของราคา การโจมตีทางไซเบอร์ และการนำไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงินและการหลีกเลี่ยงภาษี แต่ด้วยธรรมชาติของสินทรัพย์ดิจิทัลจึงไม่มีตัวกลาง การจะไปห้ามใครใช้ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่กรอบการใช้งานต้องชัดเจน และเป็นที่ยอมรับ ขึ้นกับว่าประเทศนั้น ๆ เลือกที่จะ “ห้าม” หรือออกกรอบการใช้ที่เหมาะสม

ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะได้เห็นในปี 2025 เกี่ยวข้องกับคำมั่นสัญญาของโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลพรรครีพับลิกัน ที่กล่าวไว้ตอนหาเสียงว่าจะเพิ่มเม็ดเงินเข้ากองทุนเพื่อทยอยสะสมบิตคอยน์ ปีละไม่เกิน 2 แสน BTC จำนวน 1 ล้าน BTC เพื่อถือครองประมาณ 5% ของอุปทานบิตคอยน์ ถึงตอนนั้นประเทศคู่แข่งและประเทศคู่ค้า จะทำอย่างไร ?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดทุน บิตคอยน์ (Bitcoin)