เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ชัยชนะ ‘ชัชชาติ’ เขย่า ปชน. โปลิตบูโรทิ้งสนาม-พรรคส้ม ถูกรุมกินโต๊ะ

01 ก.ค. 2569 | 08:31น.

คอลัมน์ : Politics policy people forum

ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 ถือว่าไม่เหนือความคาดหมายของนักเฝ้ามองทางการเมือง เมื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สามารถรักษาเก้าอี้พ่อเมืองกรุงเทพฯ ไว้ได้เป็นสมัยที่ 2 

แต่ที่เหนือความคาดเดา ไม่ใช่เป็นเพราะ “ชัชชาติ” ทำปรากฏการณ์ “กรุงเทพฯ แลนด์สไลด์” ได้ถึง 2 ครั้ง หากเป็น “ชัชชาติ” ทำลายสถิติคะแนนของตัวเองที่เคยได้เมื่อปี 2566 ทั้งที่จำนวนคนออกมาใช้สิทธิแค่ 49.7% น้อยกว่าครั้งเลือกตั้งปี 2566 ที่มีผู้ใช้สิทธิ 60.48% 

บทสรุปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ” ได้ 1,444,914 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ได้ 1,386,769 คะแนน ขณะที่ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ได้ 288,171 คะแนน ส่วน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน เข้ามาเป็นอันดับ 3 ได้คะแนนไป 176,934 คะแนน (น้อยกว่า วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล ที่เคยทำไว้ตอนเลือกตั้ง 2566 ที่ได้ 253,938 คะแนน โดยมีส่วนต่างถึง 77,004 คะแนน) 

ขณะที่ผลเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พรรคประชาชนได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้เกินครึ่ง คือ 30 ที่นั่งขึ้นไป แต่ผลปรากฏว่าพรรคประชาชนได้ 22 ที่นั่ง กลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง ขณะกลุ่มเพื่อไทย Life ได้แค่ 4 ที่นั่ง 

เททางเดียวเลือกชัชชาติ 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปิดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ผลออกมา“ชัชชาติ” แลนด์สไลด์รอบที่สอง และยังได้คะแนนมากกว่าเดิม สวนทางกับผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าเดิมถึง 10% ว่า “แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิน้อยแต่เทไปทางเดียว สมมติฐานคือคนที่ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งแปลว่าตัดสินใจไม่เลือกใครเลย

ส่วนคนที่มาเลือกก็ออกมาเลือกชัชชาติ บวกกับคะแนนของพรรคสีส้มที่หายไป ก็มาอยู่ที่ชัชชาติ เช่นเดียวกับคะแนนที่เคยเลือกสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) เมื่อปี 2566 มาครั้งนี้ก็อาจพุ่งไปหาชัชชาติ ถือว่าคะแนนหลั่งไหล ถึงคนมาใช้สิทธิน้อยแต่จัดหนัก” 

“ถ้ามัลลิกาเปรียบเทียบกับ ดร.เอ้ แต่เราก็ไม่คิดว่าคนที่เลือกมัลลิกาจะมาจากคะแนนที่เคยเลือก ดร.เอ้ ด้วยความที่คุณสมบัติของทั้ง 2 คนไม่น่าจะตรงกัน คะแนนที่เลือกมัลลิกาน่าจะเป็นคะแนนที่เคยเลือก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง บวกคะแนนที่เคยเลือกรสนา โตสิตระกูล มากกว่า”  

“คนที่ไม่เคยเลือกชัชชาติมาก่อนก็มีแนวโน้มไม่ไปใช้สิทธิ เพราะตัวเลือกครั้งนี้ในมุมของโหวตเตอร์กลุ่มนี้รู้สึกไม่คู่ควรต่อการออกจากบ้านไปเลือก”

ชัยชนะชัชชาติ สะเทือน ปชน. 

ถามว่า ชัยชนะของชัชชาติสะเทือนพรรคประชาชนหรือไม่ ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า สะเทือน จากการที่พรรคประชาชนได้ สก.น้อย ทั้งที่ความเป็นจริงควรจะได้ สก.เยอะ แต่ที่ได้ สก.น้อยกว่าเป้าไม่ได้แปลว่าเป็นเพราะคนหันไปนิยมชัชชาติเสียทีเดียว แต่หลักคือคนออกมาเลือกตั้งน้อย เมื่อคนออกมาน้อยก็แพ้คะแนนจัดตั้งของคนอื่น เหมือนสนามท้องถิ่นทั่วไป ยังดีที่เป็น กทม.จึงได้ สก.บ้าง 

“จึงเอฟเฟ็กต์กันตรงที่พอชัชชาติที่มีคนนิยมเยอะ  พรรคประชาชนหาคนที่ไปประกบกับชัชชาติไม่ได้ดีพอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วส่งใครมาก็ได้เพื่อแพ้ให้สมศักดิ์ศรีกว่านี้ เพื่อช่วยให้ดึงคนออกมาเลือกตั้งให้มากขึ้น แล้วไปกระทบชิ่งหา สก.ของพรรคประชาชน” 

“ส่วนระยะยาวต่อไปการเลือกตั้ง สส.จะกระทบแค่ไหน ยังไม่แน่ว่าจะสะเทือน เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบที่แล้วชัชชาติได้คะแนน 1.3 ล้านคะแนน แต่ปีต่อมาเลือกตั้ง สส. พรรคก้าวไกล นำโดยพิธากวาดทั้ง กทม. กวาดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 1.6 ล้านคะแนน แต่เลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นแบบปี 2566 ก็ไม่ได้ ยังต้องดูว่ามีปัจจัยทางการเมืองเหมือนปี 2566 มาช่วยหรือไม่” 

“และถ้าช่วงปลายชัชชาติ สมัยที่ 2 หากมีคนมาชวนชัชชาติไปตั้งพรรค แล้วชัชชาติขายได้ใน กทม. อย่างนี้พรรคส้มสะเทือน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่อย่างนี้พรรคประชาชนสะเทือน เพราะฐานของพรรคแบบนี้คือฐานเดียวกับฐานที่เลือกพรรคประชาชน

วันนี้ที่พรรคประชาชนอยู่ใน กทม.ได้เพราะคน กทม.ไม่มีทางเลือกอื่น แม้แต่ผู้เล่นก็รู้สึกว่าถ้ามีตัวเลือกอื่นก็ไม่ต้องมาเกาะกระแสพรรคประชาชนก็ได้ ไปเกาะชัชชาติตรงโน้นก็ได้ โหวตเตอร์ก็มีคล้ายพรรคประชาชน ก็เป็นตัวเลือกได้ ที่สำคัญแคนดิเดตนายกฯ เป็นชัชชาติ ส่วนพรรคประชาชนยังเป็นใครก็ต้องไปดูอีก นี่คือเกมระยะยาว 3 ปีกว่า” 

สก.ส้มถูกสามัคคีชุมนุม 

ส่วนปัจจัย สก.ที่ไม่ได้ตามเป้านั้น ดร.สติธรมองว่า ปัจจัยแรกเป็นเพราะคนออกมาใช้สิทธิน้อยลงถึง 10% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4 ล้านเสียง จึงเท่ากับคะแนนหายไป 4 แสนคะแนน โดยเชื่อว่า 70% หรือ  3 แสนกลม ๆ หายไปเป็นของคนที่โหวตพรรคส้ม  

ปัจจัยที่สอง เลือกตั้ง สก.รอบนี้จะเห็นว่ามีการผนึกกำลังของ สก.กลุ่มต่าง ๆ เพื่อมา “สามัคคีชุมนุม” ผู้สมัคร สก.จากพรรคส้ม เมื่อเล่นเกมนี้ บวกคนมาใช้สิทธิน้อยจึงได้ผลลัพธ์แบบนี้ ดังนั้น ที่ประเมินว่าจะได้ สก. 25 ที่นั่งเป็นอย่างน้อยน่าจะลงล็อกถ้าคนมาใช้สิทธิเท่าเดิม 

ถามว่า แกนนำพรรค-โปลิตบูโร วางยุทธศาสตร์ผิดหรือไม่ ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า “ยุทธศาสตร์ตั้งใจผิหรือเปล่าไม่รู้ แต่กลับรู้สึกตรงข้ามว่าพรรคประชาชนตั้งใจให้เป็นอย่างนี้หรือเปล่า เราเห็นภาพแถลงยอมรับความพ่ายแพ้มีหัวหน้าพรรค มีเลขาฯ พรรค มีชัยวัฒน์ แต่ไม่เห็นบรรยากาศความเป็นทีม ทั้งที่ควรจะนำผู้สมัคร สก. เป็นภาพของทีมยืนด้วยกัน เพราะยังลุ้นนับคะแนนอยู่ แต่กลับไม่มีบรรยากาศนั้นเลย” 

“หรือตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เพื่อทิ้งสนามรอบนี้ แล้วมองข้ามไป 4 ปีข้างหน้า โดยไม่คิดอะไรมาก ไม่เช่นนั้น แกนนำไปไหนไม่คึกคัก ตอนช่วยเลือกตั้งนายก อบจ.ยังคึกคักกว่านี้ เหมือนตั้งใจทิ้งสนามนี้ พอเข็นไม่ขึ้นก็ปล่อยให้ภาพนี้ติดกับชัยวัฒน์ไป สุดท้าย สก.ก็ได้ไม่เยอะเท่าที่ควรจะเป็น คนก็เริ่มตั้งคำถามกับส้ม แบบนี้เป็นลบมากกว่า” 

“การบริหารข้างในพรรค บริหารรอให้ 44 กรรมการบริหารพรรคก้าวไกลโดนคดี  จนกว่าเท้ง (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) จะตายทางการเมือง แล้วค่อยพลิก เหมือนทำพรรคให้อยู่จุดตกต่ำ เพื่อปลุกกระแสใหม่ ถ้าไม่ทำให้ถึงที่สุด หัวหน้าพรรคที่มาต่อจากนี้จะไม่มีจุดพีก กระชากเพื่อนจากใต้ทะเลลึกขึ้นมาหายใจ พรรคประชาชนยังดีอยู่ แต่ทิ้งให้ฝุ่นจับ แล้วต้องรอคนมาขัดสีฉวีวรรณให้สวย” ดร.สติธรวิเคราะห์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์