ชัยชนะ ‘ชัชชาติ’ เขย่า ปชน. โปลิตบูโรทิ้งสนาม-พรรคส้ม ถูกรุมกินโต๊ะ
คอลัมน์ : Politics policy people forum
ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 ถือว่าไม่เหนือความคาดหมายของนักเฝ้ามองทางการเมือง เมื่อ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สามารถรักษาเก้าอี้พ่อเมืองกรุงเทพฯ ไว้ได้เป็นสมัยที่ 2
แต่ที่เหนือความคาดเดา ไม่ใช่เป็นเพราะ “ชัชชาติ” ทำปรากฏการณ์ “กรุงเทพฯ แลนด์สไลด์” ได้ถึง 2 ครั้ง หากเป็น “ชัชชาติ” ทำลายสถิติคะแนนของตัวเองที่เคยได้เมื่อปี 2566 ทั้งที่จำนวนคนออกมาใช้สิทธิแค่ 49.7% น้อยกว่าครั้งเลือกตั้งปี 2566 ที่มีผู้ใช้สิทธิ 60.48%
บทสรุปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “ชัชชาติ” ได้ 1,444,914 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่ได้ 1,386,769 คะแนน ขณะที่ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครอิสระ ได้ 288,171 คะแนน ส่วน ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน เข้ามาเป็นอันดับ 3 ได้คะแนนไป 176,934 คะแนน (น้อยกว่า วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล ที่เคยทำไว้ตอนเลือกตั้ง 2566 ที่ได้ 253,938 คะแนน โดยมีส่วนต่างถึง 77,004 คะแนน)
ขณะที่ผลเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พรรคประชาชนได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้เกินครึ่ง คือ 30 ที่นั่งขึ้นไป แต่ผลปรากฏว่าพรรคประชาชนได้ 22 ที่นั่ง กลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง ขณะกลุ่มเพื่อไทย Life ได้แค่ 4 ที่นั่ง
เททางเดียวเลือกชัชชาติ
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ปิดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ผลออกมา“ชัชชาติ” แลนด์สไลด์รอบที่สอง และยังได้คะแนนมากกว่าเดิม สวนทางกับผู้ออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าเดิมถึง 10% ว่า “แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิน้อยแต่เทไปทางเดียว สมมติฐานคือคนที่ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งแปลว่าตัดสินใจไม่เลือกใครเลย
ส่วนคนที่มาเลือกก็ออกมาเลือกชัชชาติ บวกกับคะแนนของพรรคสีส้มที่หายไป ก็มาอยู่ที่ชัชชาติ เช่นเดียวกับคะแนนที่เคยเลือกสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) เมื่อปี 2566 มาครั้งนี้ก็อาจพุ่งไปหาชัชชาติ ถือว่าคะแนนหลั่งไหล ถึงคนมาใช้สิทธิน้อยแต่จัดหนัก”
“ถ้ามัลลิกาเปรียบเทียบกับ ดร.เอ้ แต่เราก็ไม่คิดว่าคนที่เลือกมัลลิกาจะมาจากคะแนนที่เคยเลือก ดร.เอ้ ด้วยความที่คุณสมบัติของทั้ง 2 คนไม่น่าจะตรงกัน คะแนนที่เลือกมัลลิกาน่าจะเป็นคะแนนที่เคยเลือก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง บวกคะแนนที่เคยเลือกรสนา โตสิตระกูล มากกว่า”
“คนที่ไม่เคยเลือกชัชชาติมาก่อนก็มีแนวโน้มไม่ไปใช้สิทธิ เพราะตัวเลือกครั้งนี้ในมุมของโหวตเตอร์กลุ่มนี้รู้สึกไม่คู่ควรต่อการออกจากบ้านไปเลือก”
ชัยชนะชัชชาติ สะเทือน ปชน.
ถามว่า ชัยชนะของชัชชาติสะเทือนพรรคประชาชนหรือไม่ ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า สะเทือน จากการที่พรรคประชาชนได้ สก.น้อย ทั้งที่ความเป็นจริงควรจะได้ สก.เยอะ แต่ที่ได้ สก.น้อยกว่าเป้าไม่ได้แปลว่าเป็นเพราะคนหันไปนิยมชัชชาติเสียทีเดียว แต่หลักคือคนออกมาเลือกตั้งน้อย เมื่อคนออกมาน้อยก็แพ้คะแนนจัดตั้งของคนอื่น เหมือนสนามท้องถิ่นทั่วไป ยังดีที่เป็น กทม.จึงได้ สก.บ้าง
“จึงเอฟเฟ็กต์กันตรงที่พอชัชชาติที่มีคนนิยมเยอะ พรรคประชาชนหาคนที่ไปประกบกับชัชชาติไม่ได้ดีพอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วส่งใครมาก็ได้เพื่อแพ้ให้สมศักดิ์ศรีกว่านี้ เพื่อช่วยให้ดึงคนออกมาเลือกตั้งให้มากขึ้น แล้วไปกระทบชิ่งหา สก.ของพรรคประชาชน”
“ส่วนระยะยาวต่อไปการเลือกตั้ง สส.จะกระทบแค่ไหน ยังไม่แน่ว่าจะสะเทือน เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบที่แล้วชัชชาติได้คะแนน 1.3 ล้านคะแนน แต่ปีต่อมาเลือกตั้ง สส. พรรคก้าวไกล นำโดยพิธากวาดทั้ง กทม. กวาดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 1.6 ล้านคะแนน แต่เลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นแบบปี 2566 ก็ไม่ได้ ยังต้องดูว่ามีปัจจัยทางการเมืองเหมือนปี 2566 มาช่วยหรือไม่”
“และถ้าช่วงปลายชัชชาติ สมัยที่ 2 หากมีคนมาชวนชัชชาติไปตั้งพรรค แล้วชัชชาติขายได้ใน กทม. อย่างนี้พรรคส้มสะเทือน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่อย่างนี้พรรคประชาชนสะเทือน เพราะฐานของพรรคแบบนี้คือฐานเดียวกับฐานที่เลือกพรรคประชาชน
วันนี้ที่พรรคประชาชนอยู่ใน กทม.ได้เพราะคน กทม.ไม่มีทางเลือกอื่น แม้แต่ผู้เล่นก็รู้สึกว่าถ้ามีตัวเลือกอื่นก็ไม่ต้องมาเกาะกระแสพรรคประชาชนก็ได้ ไปเกาะชัชชาติตรงโน้นก็ได้ โหวตเตอร์ก็มีคล้ายพรรคประชาชน ก็เป็นตัวเลือกได้ ที่สำคัญแคนดิเดตนายกฯ เป็นชัชชาติ ส่วนพรรคประชาชนยังเป็นใครก็ต้องไปดูอีก นี่คือเกมระยะยาว 3 ปีกว่า”
สก.ส้มถูกสามัคคีชุมนุม
ส่วนปัจจัย สก.ที่ไม่ได้ตามเป้านั้น ดร.สติธรมองว่า ปัจจัยแรกเป็นเพราะคนออกมาใช้สิทธิน้อยลงถึง 10% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 4 ล้านเสียง จึงเท่ากับคะแนนหายไป 4 แสนคะแนน โดยเชื่อว่า 70% หรือ 3 แสนกลม ๆ หายไปเป็นของคนที่โหวตพรรคส้ม
ปัจจัยที่สอง เลือกตั้ง สก.รอบนี้จะเห็นว่ามีการผนึกกำลังของ สก.กลุ่มต่าง ๆ เพื่อมา “สามัคคีชุมนุม” ผู้สมัคร สก.จากพรรคส้ม เมื่อเล่นเกมนี้ บวกคนมาใช้สิทธิน้อยจึงได้ผลลัพธ์แบบนี้ ดังนั้น ที่ประเมินว่าจะได้ สก. 25 ที่นั่งเป็นอย่างน้อยน่าจะลงล็อกถ้าคนมาใช้สิทธิเท่าเดิม
ถามว่า แกนนำพรรค-โปลิตบูโร วางยุทธศาสตร์ผิดหรือไม่ ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า “ยุทธศาสตร์ตั้งใจผิหรือเปล่าไม่รู้ แต่กลับรู้สึกตรงข้ามว่าพรรคประชาชนตั้งใจให้เป็นอย่างนี้หรือเปล่า เราเห็นภาพแถลงยอมรับความพ่ายแพ้มีหัวหน้าพรรค มีเลขาฯ พรรค มีชัยวัฒน์ แต่ไม่เห็นบรรยากาศความเป็นทีม ทั้งที่ควรจะนำผู้สมัคร สก. เป็นภาพของทีมยืนด้วยกัน เพราะยังลุ้นนับคะแนนอยู่ แต่กลับไม่มีบรรยากาศนั้นเลย”
“หรือตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เพื่อทิ้งสนามรอบนี้ แล้วมองข้ามไป 4 ปีข้างหน้า โดยไม่คิดอะไรมาก ไม่เช่นนั้น แกนนำไปไหนไม่คึกคัก ตอนช่วยเลือกตั้งนายก อบจ.ยังคึกคักกว่านี้ เหมือนตั้งใจทิ้งสนามนี้ พอเข็นไม่ขึ้นก็ปล่อยให้ภาพนี้ติดกับชัยวัฒน์ไป สุดท้าย สก.ก็ได้ไม่เยอะเท่าที่ควรจะเป็น คนก็เริ่มตั้งคำถามกับส้ม แบบนี้เป็นลบมากกว่า”
“การบริหารข้างในพรรค บริหารรอให้ 44 กรรมการบริหารพรรคก้าวไกลโดนคดี จนกว่าเท้ง (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) จะตายทางการเมือง แล้วค่อยพลิก เหมือนทำพรรคให้อยู่จุดตกต่ำ เพื่อปลุกกระแสใหม่ ถ้าไม่ทำให้ถึงที่สุด หัวหน้าพรรคที่มาต่อจากนี้จะไม่มีจุดพีก กระชากเพื่อนจากใต้ทะเลลึกขึ้นมาหายใจ พรรคประชาชนยังดีอยู่ แต่ทิ้งให้ฝุ่นจับ แล้วต้องรอคนมาขัดสีฉวีวรรณให้สวย” ดร.สติธรวิเคราะห์