บล.เอเซีย พลัส เปิดกลยุทธ์ลงทุนตลาดหุ้น ม.ค. 2568 ชี้ยุคทรัมป์ 2.0 กดดันเศรษฐกิจโลกและไทยผันผวนขึ้น ดอกเบี้ยสหรัฐอาจลงช้าลง ดาวน์ไซด์กำไรต่อหุ้นปี 2568 เสี่ยงปรับลง ตลาดเผชิญแรงขาย LTF จากยอดคงค้างสูง 2.3 แสนล้านบาท หวังแรงหนุนจากกำไร บจ. งวดไตรมาส 4/67 โอกาสโตจากฐานต่ำ แนะหุ้นผันผวนต่ำ AOT-BEM ปันผลสูง BBL-SIRI หุ้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ADVICE-BJC หุ้นทรัมป์ RCL
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด รายงานภาพกลยุทธ์การลงทุนเดือน ม.ค. 2568 ว่า การเปลี่ยนแปลงการเมืองโลก TRUMP 2.0 เป็นเรื่องที่นักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศเสี่ยงแพร่กระจายไปทั่วโลก (ไม่ใช่แค่จีนประเทศเดียว) โดยคาดสหรัฐจะเริ่มปรับขึ้นภาษีนำเข้าในช่วงไตรมาส 3/2568 เป็นต้นไป กดดัน GDP โลกปี 2568 หดตัว 0.4 – 0.6% ส่วนหุ้น TRUMP TRADE และ Dollar Index ปรับตัวขึ้นแรง ตอบรับในเชิงบวกมาระดับหนึ่งแล้ว ปกติจะเริ่มย่อตัวลงในเดือนที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ในมุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น มีโอกาสลดดอกเบี้ยเพียง 1 – 2 ครั้งในปีนี้
เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตตามแต่ละส่วนประกอบของ GDP หลัก ๆ มาจากความคาดหวังการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลไทย อาทิ EASY E-RECEIPT, แจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 แต่ระยะถัดไปการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจำกัด จากหนี้สาธารณะต่อ GDP เริ่มปริ่มเพดาน 70%
ในมุมเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ต้นปี 2568 ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันจากเม็ดเงินกองทุน LTF ที่พร้อมขายได้สูงขึ้นเป็น 2.3 แสนล้านบาท สูงกว่าต้นปีก่อนที่ 1.6 แสนล้านบาท ราว 43% โดยคาดจะเห็นแรงขายออกมาในเดือน ม.ค. 2568 เป็น 1.5 – 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเดือน ม.ค. ปีอื่น ๆ ขณะที่แรงซื้อกองทุน THAIESG อาจชดเชยได้ไม่พอ ส่วนเม็ดเงินต่างชาติ มีโอกาสชะลอช่วงสั้น ๆ เนื่องจากนักลงทุนอยู่ในช่วงรอดูนโยบาย TRUMP 2.0 และหากเทียบเคียงยุค TRUMP 1.0 ปี 2561 ที่มีประเด็นสงครามการค้า เป็นปีที่ต่างชาติขายหุ้นไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2.87 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากการทยอยปรับลดกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ที่ BLOOMBERG ประเมิน EPS ปี 2568 ที่ 98.5 บาท/หุ้น เทียบเท่ากำไร 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี (เฉลี่ยต่อไตรมาสราว 3 แสนล้านบาท) ถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก เพราะสูงกว่ากำไรระดับปกติไตรมาสละ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนได้
อย่างไรก็ตาม SET ย่อตัวลงมา อาจมีจังหวะรีบาวนด์ได้บ้าง จากความคาดหวังการเติบโตของกำไรบรษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 4/2567 ที่น่าจะเติบโตทั้งเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) และจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) จากฐานที่ต่ำ โดยงวดไตรมาส 4/2566 อยู่ที่
1.7 แสนล้านบาท และกำไรงวดไตรมาน 3/2567 ที่ 1.9 แสนล้านบาท
ในมุม Valuation เบื้องต้นประเมินเป้าหมายดัชนีผ่าน EPS ปี 2568 จาก BLOOMBERG Consensus ที่ 98.5 บาท/หุ้น ซึ่งอาจมีดาวน์ไซด์ในช่วง 3 เดือนแรกของปี ที่มักถูกปรับลงเฉลี่ย -5.8 บาท/หุ้น จึงทำ SENSITIVITY ของเป้าหมายดัชนีปี 2568 อิง P/E ที่ 16.5 เท่า เมื่อคูณกับ EPS ปี 2568 ระดับต่าง ๆ จะได้เป้าหมายดัชนีในปี 2568 ที่ 1,490-1,600 จุด
“กลยุทธ์ลงทุนในเดือน ม.ค. 2568 แนะนำหุ้นเด่นน่าลงทุน 4 กลุ่มดังนี้ 1.หุ้นผันผวนต่ำ (AOT, BEM) 2.หุ้นปันผลสูง (BBL, SIRI) 3.หุ้นรับกระแสกระตุ้นเศรษฐกิจ (ADVICE, BJC) และ 4.หุ้นยุค TRUMP 2.0 (RCL)