เปิดรายงาน “The Future of Jobs 2025” ของ World Economic Forum ร่วมกับจุฬาฯ เสนอแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน 5 ปีข้างหน้า พร้อมเผย 10 ทักษะที่จำเป็นสำหรับแรงงานไทย และ 5 กลยุทธ์สำคัญเพื่อพัฒนาศักยภาพเพื่อความพร้อมในอนาคต
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงรายงาน “Future of Jobs 2025” ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมกับ World Economic Forum ในการเสนอแนวทางเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในระหว่างปี พ.ศ. 2568-2573
รายงานนี้อ้างอิงจากการสำรวจ 1,000 บริษัท ครอบคลุมพนักงาน 14 ล้านคน ใน 22 อุตสาหกรรม จาก 55 ประเทศทั่วโลก โดยมีผลการวิเคราะห์ที่สำคัญ ได้แก่
- จะเกิดตำแหน่งงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม
- 92 ล้านตำแหน่งงานจะหายไป เนื่องจากระบบอัตโนมัติและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
- การจ้างงานเติบโต 7% หรือเท่ากับ 78 ล้านตำแหน่งงานทั่วโลก
นอกจากนั้นยังเผยถึง 5 ปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในปี 2573 ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ และนวัตกรรมด้านพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่เปลี่ยนแปลงบทบาทงานและทักษะ
2. การเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระตุ้นความต้องการวิศวกรสิ่งแวดล้อมและพลังงานหมุนเวียน
3. ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นความท้าทายสำคัญ
4. การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ประชากรสูงอายุในประเทศรายได้สูงและแรงงานขยายตัวในประเทศรายได้ต่ำปรับเปลี่ยนตลาดแรงงาน
5. การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ข้อจำกัดทางการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจ
5 ตำแหน่งงานดาวรุ่ง
1. ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Engineers Specialists)
2. วิศวกรด้านการเงินดิจิทัล (FinTech Engineers)
3. ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการเรียนรู้ของเครื่อง (AI and Machine Learning Specialists)
4. ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Specialists)
5. ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความปลอดภัย (Security Management Specialists)
5 ตำแหน่งงานดาวร่วง
1. เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์
2. พนักงานธนาคาร
3. เจ้าหน้าที่ป้อนข้อมูล
4. พนักงานแคชเชียร์
5. ผู้เชี่ยวชาญงานธุรการ หรือเลขานุการ
กลยุทธ์ตั้งรับตลาดแรงงานในอนาคต
เราจึงต้องเตรียมพร้อมด้านกลยุทธ์เพื่อพัฒนาทรัพยากรในประเทศเพื่อพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการแรงงาน โดยรายงานได้แบ่งกลยุทธ์สำคัญสำหรับประเทศไทยไว้ ดังนี้
1. เพิ่มทักษะที่จำเป็นให้แก่บุคลากร : เตรียมคนไทยให้พร้อมด้วยความรู้และทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
2. สรรหาบุคลากรที่มีทักษะใหม่ ๆ : ค้นหาและสนับสนุนผู้ที่มีศักยภาพในทักษะที่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
3. ยกระดับกระบวนการทำงานด้วย Automation : ใช้ระบบอัตโนมัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
4. ปรับบทบาทการทำงานของบุคลากร : ให้บุคลากรมีคุณค่าเพิ่มในงานยุคใหม่
5. ผสานเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เข้ากับการทำงาน : เชื่อมโยงเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มคุณค่าและความสามารถในการแข่งขัน

10 ทักษะจำเป็นในตลาดแรงงานไทย
ทักษะที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ได้แก่
- AI and Big Data ทักษะด้าน AI และ Big Data
- Analytical Thinking ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์
- Creative Thinking ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์
- Networks and Cybersecurity ทักษะด้านเครือข่าย และความปลอดภัยทางข้อมูล
- Leadership and Social Influence มีความเป็นผู้นำ และสร้างอิทธิพลต่อสังคมได้
- Resilience, Flexibility and Agility ปรับตัวไว ทำงานอย่างยืดหยุ่น และคล่องตัว
- Empathy and Active Listening มีความเห็นอกเห็นใจ และมีทักษะในการรับฟัง
- Motivation and Self-awareness มีความเข้าใจ และมีแรงจูงใจในการทำงาน
- Talent Management ทักษะด้านการบริหารจัดการคนเก่งในองค์กร
- Curiosity and Lifelong Learning มีความช่างสงสัย ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต
วิเลิศอธิบายเพิ่มเติมถึงทักษะเหล่านี้ว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์ คือ การไม่เชื่อข้อมูลที่ได้มา แต่จะมีการตั้งคำถามเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยยกตัวอย่างร้านอาหารมิชลิน 5 ดาว เดิมทีเราจะเข้าไปกินด้วยความเชื่อมั่นในการรับรองของมิชลิน แต่คนที่มีทักษะคิดวิเคราะห์จะตั้งคำถามว่า ทำไมร้านนี้ถึงได้การรับรองมิชลิน
ส่วนทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์นั้น วิเลิศกล่าวว่า ไม่ใช่เพียงแค่มีผลงานที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่ต้องมีแนวคิดที่แตกต่างอีกด้วย แม้การเรียนรู้ในสมัยก่อนจะใช้การท่องจำอย่างการท่องสูตรคูณ ซึ่งสมองของคนส่วนใหญ่ก็จะท่องแม่สูตรคูณที่ต้องใช้เท่านั้น
แต่ปัจจุบันนี้ เราไม่มีความจำเป็นที่ต้องเรียนแบบท่องจำอีกต่อไปแล้ว โดยมี AI เข้ามาแทนที่ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เสมือนการที่เราใช้เครื่องคิดเลขจนคล่องมือ กลายมาเป็นเหตุผลว่า ตำแหน่งงานผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอจึงมีความสำคัญ
นอกจากนี้ แรงจูงใจก็นับเป็นทักษะสำคัญของการทำงานในอนาคต จากความคาดหวังของบริษัทที่ต้องการคนที่คิดว่า ตัวเองต้องทำได้ดีกว่าเดิม และต้องมีสกิลนี้ติดตัวไปตลอดชีวิต ตลอดจนฝังรากลึกในจิตวิญญาณ ต่างจากกลุ่มคนที่ไม่กระตือรือร้นอะไร
ซึ่งความคิดที่จะต้องดีกว่าเดิมนี้สอดคล้องกับยุค AI ที่คนหันมาใช้กันมากขึ้น เนื่องจากต้องการพัฒนาไปในทางที่ดี อาทิ ทำงานได้มากขึ้น หรือการได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นเชื่อมโยงไปถึงวิสัยทัศน์ในการมองอนาคตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมนั่นเอง
วิเลศระบุว่า “ขณะนี้บริษัทในประเทศไทยขาดทักษะนี้กว่า 90%”
ขณะเดียวกัน ถ้าหันไปมองทางระดับโลกนั้นให้ความสำคัญกับทักษะด้าน AI และ Big Data, ทักษะด้านเครือข่ายและความปลอดภัยทางข้อมูล, ความฉลาดในการใช้งานเทคโนโลยี และทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์

ไทยพร้อมแค่ไหน ?
จากทักษะดังกล่าวที่ไทยต้องการ โดยสามารถบูรณาการทุกศาสตร์เข้าด้วยกัน และนำมาใช้ได้อย่างลงตัว ต่างจากสมัยก่อนที่ตลาดแรงงานต้องการผู้เชี่ยวชาญเพียงทักษะใดทักษะหนึ่ง และองค์กรเองก็ต้องมีความพร้อมในการพัฒนาระบบงานที่รองรับแรงงานยุคใหม่ และต้องสร้าง AI เป็นของตัวเอง เนื่องจากโลกต่อจากนี้ไปจะต้องการแรงงานที่มีทักษะด้าน AI และ Big Data
แต่สำหรับประเทศไทยในตอนนี้อยู่ในช่วงทำความเข้าใจความสำคัญของ AI เพื่อไปใช้งานเท่านั้น ขณะที่ระดับโลกเลยช่วงนั้นจนกลายมาเป็นผู้สร้างนวัตกรรมไปแล้ว คนยุคใหม่ หรือที่วิเลศนิยามว่า “คนพันธุ์ใหม่” นี้จึงจะต้องไม่ได้มีเพียงสมองที่ฉลาด ต้องมีหัวใจที่ดีงาม ที่จะเปลี่ยนความสามารถทางเทคโนโลยีให้เป็นพลังที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งตนเองและสังคม
“สิ่งที่จะชนะปัญญาประดิษฐ์ได้ คือปัญญาที่ไม่ประดิษฐ์ หรือปัญญาสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นปัญญาที่เกิดจากความเข้าใจโลก สัญชาตญาณ ทักษะที่ทำเป็นประจำจนชำนาญ” วิเลิศกล่าว