ผู้เชี่ยวชาญห่วงโลกเดือดถึงตัว เร่งไทยสู้ก่อน Net Zero 2050
จุฬาฯ และกัลฟ์ฯ จัดเสวนา “Resilient LAB : บูรณาการความคิด แก้วิกฤตภูมิอากาศ เพื่ออนาคตบ้านเราที่มั่นคงและยั่งยืน” โดยรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาให้ข้อมูลเชิงวิชาการ
นลิน เศกใจเสือ นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ระบุว่า สภาพอากาศในประเทศไทยมีความแปรปรวนสูงและคาดเดาได้ยากในทุกภูมิภาค
ภาคเหนือเผชิญคลื่นความร้อนและวิกฤตฝุ่นควันจากไฟป่าที่รุนแรงขึ้น ภาคอีสานประสบภัยแล้งที่ทวีความรุนแรง โดยช่วงมีนาคม-เมษายน 2569 ที่จังหวัดขอนแก่น อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39-42 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความร้อน (Heat Index) หรือความรู้สึกร้อนจริงอยู่ที่ 45-52 องศาเซลเซียส เนื่องจากความชื้นในอากาศสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
ภาคกลางมีความเสี่ยงจากน้ำท่วม โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่เริ่มได้รับผลกระทบจากสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ส่วนภาคใต้เผชิญปรากฏการณ์ “เรนบอมบ์” หรือฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ล่าสุดทำให้เกิดอุทกภัยรุนแรงที่สุดที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทำให้อุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นผิดปกติ 1.5-2 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวม
TGO ชี้ลดคาร์บอนเริ่มได้จากตัวเอง
ปฐม ชัยพฤกษทล ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) กล่าวว่า การลดก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้นได้จากการตรวจสอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางและการใช้ไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีแอปพลิเคชั่น Zero Carbon ช่วยคำนวณและแนะแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน
ในระดับประเทศ ไทยตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยมุ่งเน้นพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ขณะที่ระดับท้องถิ่น หลายเทศบาลเริ่มขับเคลื่อนผ่านการเปลี่ยนหลอดไฟประหยัดพลังงานและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดูดซับคาร์บอนที่ประหยัดที่สุด
“หากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงเกินเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส วิกฤตจะถึงขั้นแก้ไขไม่ได้”
นวัตกรรมยั่งยืนต้องคิดเชิงระบบ
ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) เน้นย้ำเรื่องการคิดเชิงระบบ (System Thinking) เพื่อป้องกันการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือย้ายปัญหาไปอีกจุด พร้อมเสนอหลักคิด 3 ข้อ ได้แก่
“รู้จักกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง” แยกแยะระหว่าง “ลูกค้า” และ “ผู้ใช้” และตรวจสอบว่าพวกเขาต้องการนวัตกรรมนั้นจริงหรือไม่
“มองให้ครบวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์” เช่น เมื่อแผงโซลาร์เซลล์หรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วจะจัดการอย่างไร โดยยกตัวอย่างว่าในอดีตที่หันมาใช้พลาสติกแทนกระดาษเพราะมองว่ากระดาษใช้ทรัพยากรมาก แต่สุดท้ายต้องย้อนกลับมาแก้ปัญหาพลาสติกด้วยถุงกระดาษอีกครั้ง
และ “หาจุดคานงัด” (Leverage Point) คือจุดที่เมื่อแก้เพียงจุดเดียวแล้วสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง
“นวัตกรรมที่ดีต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้ แก้ปัญหาได้จริง และเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว พร้อมยกตัวอย่าง ‘โพสต์-อิท’ ที่เกิดจากความผิดพลาดของการประดิษฐ์กาวไม่ติดแน่น แต่กลายเป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าทั่วโลก”
ในโอกาสนี้ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับสมัครนักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ Green Mission by Chula x GULF ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Resilient LAB : คิดเพื่อบ้านเรา”
โดยให้ผู้เข้าร่วมพัฒนานวัตกรรมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากปัญหาในชุมชนของตนเอง ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 100,000 บาท พร้อมทุนต่อยอดเพื่อนำไอเดียไปสู่การใช้งานจริง โดยรับสมัครทีมละ 4 คน ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทาง eng.chula.ac.th


