เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป’ ร่วมทัพ SMEs ต้นแบบพาณิชย์ บินจับคู่ธุรกิจสวิสฯ
Uncategorized ‘ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป’ ร่วมทัพ SMEs ต้นแบบพาณิชย์ บินจับคู่ธุรกิจสวิสฯ
GPSC-KHNP ยักษ์ใหญ่นิวเคลียร์เกาหลีใต้ ศึกษา SMR ปูทางพลังงานสะอาดไทย
Economic GPSC-KHNP ยักษ์ใหญ่นิวเคลียร์เกาหลีใต้ ศึกษา SMR ปูทางพลังงานสะอาดไทย
‘รถอีวี’ กับปัญหาความย้อนแย้งด้านพลังงาน
World ‘รถอีวี’ กับปัญหาความย้อนแย้งด้านพลังงาน
“ศุภจี” พบ USTR ที่นิวยอร์ก เดินหน้าหารือการค้าไทย-สหรัฐ ช่วงประชุม UNGA81
Economic “ศุภจี” พบ USTR ที่นิวยอร์ก เดินหน้าหารือการค้าไทย-สหรัฐ ช่วงประชุม UNGA81
Tokenomics จีนมาแล้ว ซื้อเกี๊ยว-กาแฟ ด้วยบัตรเครดิต แถม AI Token
Tech Tokenomics จีนมาแล้ว ซื้อเกี๊ยว-กาแฟ ด้วยบัตรเครดิต แถม AI Token
ราคาทองวันนี้ (23 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณ 68,900 บาท
AIA จับมือไวทัลไลฟ์ เจาะลูกค้าสินทรัพย์สูง ชู Longevity เริ่มบริการ ม.ค. 2570
Finance AIA จับมือไวทัลไลฟ์ เจาะลูกค้าสินทรัพย์สูง ชู Longevity เริ่มบริการ ม.ค. 2570
สุญญากาศ กสทช. จบแล้ว? บอร์ด จับตาศาลฯ ชี้ชะตา นพ.สรณ
Tech สุญญากาศ กสทช. จบแล้ว? บอร์ด จับตาศาลฯ ชี้ชะตา นพ.สรณ
เตรียมปลุกรันเวย์  “ELLE FASHION WEEK 2026” ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ไอคอนสยาม
Biz Movement เตรียมปลุกรันเวย์  “ELLE FASHION WEEK 2026” ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ไอคอนสยาม
‘ซักเคอร์เบิร์ก’ รวยเพิ่ม 8.3 แสนล้าน รับเทคโนโลยีใหม่ ก่อนงาน Meta Connect
Business ‘ซักเคอร์เบิร์ก’ รวยเพิ่ม 8.3 แสนล้าน รับเทคโนโลยีใหม่ ก่อนงาน Meta Connect
ดูทั้งหมด

บาทอ่อนค่า หลังทรัมป์จะขึ้นภาษีมากกว่า 2.5%

28 ม.ค. 2568 | 18:50น.
ค่าเงินบาท ธนบัตร แบงก์

เงินบาทอ่อนค่า หลังทรัมป์จะขึ้นภาษีมากกว่า 2.5% ขณะที่นักลงทุนยังติดตามผลประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ ล่าสุดเครื่องมือ CME FedWatch Tool ชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 28 มกราคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (28/1) ที่ระดับ 33.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (27/1) ที่ระดับ 33.64/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยช่วงคืนที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐทยอยแข็งค่าขึ้นหนุนจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ประกาศถึงแผนการจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยา เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง เพื่อส่งเสริมภาคการผลิตและดึงฐานการผลิตกลับมาภายในประเทศสหรัฐ

นอกจากนั้น สำนักขาวรอยเตอร์รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐประกาศรับรองการแต่งตั้ง นายสก็อต เบสเซนต์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ โดยมีผลการลงคะแนนเเสียงอยู่ที่ 68 ต่อ 29 โดยมีสมาชิกพรรคเดโมแครต 16 คนให้การสนับสนุนเสนอชื่อดำรงตำแหน่ง ซึ่งเบสเซนต์ได้กล่าวสนับสนุนให้เริ่มต้นการขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกที่อัตรา 2.5% และสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึงอัตรา 20%

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้กล่าวกับนักข่าวระหว่างการเดินทางกลับจากฟลอริดาไปยังกรุงวอชิงตันว่าเขาต้องการอัตราภาษีที่ “มากกว่า 2.5% มาก”

มากไปกว่านั้น ดอลลาร์สหรัฐรีบาวด์แข็งค่าขึ้นตามความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากเกิดกระแสการทรุดตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากบริษัทดีปซีค(DeepSeek) ของจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดเทคโนโลยีของสหรัฐ

ประกอบกับการรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 3.6% สู่ระดับ 698,000 ยูนิตในเดือน ธ.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 669,000 ยูนิต จากระดับ 674,000 ยูนิตในเดือน พ.ย. โดยยอดขายบ้านใหม่อยู่ที่ระดับ 683,000 ยูนิตในปี 2567 เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่วนราคาเฉลี่ยของบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 2.1% สู่ระดับ 427,000 ดอลลาร์ในเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ระหว่างวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ โดยจากเครื่องมือ CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 97.3% ต่อคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ และจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้เร็วขึ้นเป็นเดือน พ.ค.ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ก.ย. หลังทรัมป์กดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Foru (WEF) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 ม.ค. 68 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 3,020,511 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 150,650 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 532,853 คนมาเลเซีย 311,922 คน รัสเซีย 219,321 คน เกาหลีใต้ 176,091 คน และอินเดีย 161,950 คน

สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (20-26 ม.ค.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 15.98% จากการมีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และมาตรการด้านวีซ่าของรัฐบาล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 20.30% อีกทั้งนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 880,610 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 59,714 คน หรือ 7.27% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,801

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าในสัปดาห์นี้ (27/1-2/2) จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากปัจจัยสำคัญได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน มาตรการวีซ่าฟรี และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางในช่วงเทศกาลตรุษจีน การมีมาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาล ที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 ในด่านทางบก รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

โดยในวันนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบระหว่าง 33.80-33.97 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.91/93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (28/1) ที่ระดับ 1.0449/50 สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (27/1) ที่ระดับ 1.0495/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนักลงทุนรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 30 ม.ค. ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองว่า ECB จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง หรือ 0.75% สู่ระดับ 2.00% ในปีนี้ โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0418-1.0456 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0436/38 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ขณะที่ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (28/1) ที่ระดับ 155.26/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (27/1) ที่ระดับ 154.28/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าจากแรงเทขายเงินเยนของกลุ่มบริษัทนำเข้าของประเทศญี่ปุ่นและการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบรายปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และปีก่อนหน้าที่ระดับ 1.7% ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 155.12+155.97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 155.48/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ (28/1), ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของ Conference Board) (28/1), ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (30/1), ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (30/1) ประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐ (30/1), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (30/1), ยอดขายที่อยู่อาศัยที่อยู่การปิดการขายของสหรัฐ (30/1),ดัชนีราคาค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (31/1)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -5.9/-5.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.6/-2.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ