Skip to content

บาทอ่อนค่า หลังทรัมป์จะขึ้นภาษีมากกว่า 2.5%

28 ม.ค. 2568 | 18:50น.
บาทอ่อนค่า หลังทรัมป์จะขึ้นภาษีมากกว่า 2.5%

เงินบาทอ่อนค่า หลังทรัมป์จะขึ้นภาษีมากกว่า 2.5% ขณะที่นักลงทุนยังติดตามผลประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ ล่าสุดเครื่องมือ CME FedWatch Tool ชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 28 มกราคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (28/1) ที่ระดับ 33.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (27/1) ที่ระดับ 33.64/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยช่วงคืนที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐทยอยแข็งค่าขึ้นหนุนจากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้ประกาศถึงแผนการจัดเก็บภาษีสำหรับสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยา เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง เพื่อส่งเสริมภาคการผลิตและดึงฐานการผลิตกลับมาภายในประเทศสหรัฐ

นอกจากนั้น สำนักขาวรอยเตอร์รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐประกาศรับรองการแต่งตั้ง นายสก็อต เบสเซนต์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นทางการ โดยมีผลการลงคะแนนเเสียงอยู่ที่ 68 ต่อ 29 โดยมีสมาชิกพรรคเดโมแครต 16 คนให้การสนับสนุนเสนอชื่อดำรงตำแหน่ง ซึ่งเบสเซนต์ได้กล่าวสนับสนุนให้เริ่มต้นการขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกที่อัตรา 2.5% และสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึงอัตรา 20%

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้กล่าวกับนักข่าวระหว่างการเดินทางกลับจากฟลอริดาไปยังกรุงวอชิงตันว่าเขาต้องการอัตราภาษีที่ “มากกว่า 2.5% มาก”

มากไปกว่านั้น ดอลลาร์สหรัฐรีบาวด์แข็งค่าขึ้นตามความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากเกิดกระแสการทรุดตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากการเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากบริษัทดีปซีค(DeepSeek) ของจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดเทคโนโลยีของสหรัฐ

ประกอบกับการรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 3.6% สู่ระดับ 698,000 ยูนิตในเดือน ธ.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 669,000 ยูนิต จากระดับ 674,000 ยูนิตในเดือน พ.ย. โดยยอดขายบ้านใหม่อยู่ที่ระดับ 683,000 ยูนิตในปี 2567 เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่วนราคาเฉลี่ยของบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 2.1% สู่ระดับ 427,000 ดอลลาร์ในเดือน ธ.ค.

ทั้งนี้นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ระหว่างวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ โดยจากเครื่องมือ CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 97.3% ต่อคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ และจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของปีนี้เร็วขึ้นเป็นเดือน พ.ค.ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ก.ย. หลังทรัมป์กดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Foru (WEF) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ด้านปัจจัยภายในประเทศ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 ม.ค. 68 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 3,020,511 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 150,650 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 532,853 คนมาเลเซีย 311,922 คน รัสเซีย 219,321 คน เกาหลีใต้ 176,091 คน และอินเดีย 161,950 คน

สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (20-26 ม.ค.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 15.98% จากการมีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และมาตรการด้านวีซ่าของรัฐบาล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 20.30% อีกทั้งนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและเกาหลีใต้เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 880,610 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 59,714 คน หรือ 7.27% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,801

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าในสัปดาห์นี้ (27/1-2/2) จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากปัจจัยสำคัญได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน มาตรการวีซ่าฟรี และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางในช่วงเทศกาลตรุษจีน การมีมาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาล ที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 ในด่านทางบก รวมถึงการกระตุ้นและส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

โดยในวันนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ในกรอบระหว่าง 33.80-33.97 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.91/93 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (28/1) ที่ระดับ 1.0449/50 สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (27/1) ที่ระดับ 1.0495/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนักลงทุนรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 30 ม.ค. ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองว่า ECB จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง หรือ 0.75% สู่ระดับ 2.00% ในปีนี้ โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0418-1.0456 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0436/38 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ขณะที่ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (28/1) ที่ระดับ 155.26/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (27/1) ที่ระดับ 154.28/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนอ่อนค่าจากแรงเทขายเงินเยนของกลุ่มบริษัทนำเข้าของประเทศญี่ปุ่นและการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบรายปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และปีก่อนหน้าที่ระดับ 1.7% ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 155.12+155.97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 155.48/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ (28/1), ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของ Conference Board) (28/1), ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (30/1), ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (30/1) ประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐ (30/1), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (30/1), ยอดขายที่อยู่อาศัยที่อยู่การปิดการขายของสหรัฐ (30/1),ดัชนีราคาค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (31/1)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -5.9/-5.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.6/-2.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ