Skip to content

ปี 2568 ตั้งเป้ากว่า 400 บริษัทจดทะเบียน เปิดข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์

17 ก.พ. 2568 | 10:58น.
ปี 2568 ตั้งเป้ากว่า 400 บริษัทจดทะเบียน เปิดข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งเป้าปี 2568 กว่า 400 บริษัทจดทะเบียน เปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ รองรับกฎหมาย Climate Change ที่จะบังคับใช้ใน 2 ปีข้างหน้า

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยจากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) เปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ 56-1 One Report ซึ่งครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร หรือคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร

ทั้งนี้เพื่อรองรับ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้กฎหมายในปี 2570 เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากต้องมีส่วนรับผิดชอบกับมลพิษที่ก่อขึ้น

โดยปัจจุบันพบว่ามี บจ.ประมาณ 30% หรือราว 267 บริษัท จากจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 860 บริษัท ที่มีการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ โดยได้รับการทวนสอบแล้ว ซึ่งถือว่าขยับขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 20%

อย่างไรก็ดี ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้พัฒนาระบบ SET Carbon ให้เป็นเครื่องมือคำนวณข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ บจ.ที่สนใจจะเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ ซึ่งเบื้องต้นมี 170-180 บจ.สนใจและแสดงเจตนาที่จะเปิดเผยข้อมูลแล้ว และคาดว่าทั้งปีจะมีสัดส่วน บจ.ที่เปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์เพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือกว่า 445 ของจำนวน บจ.ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทย เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย”

ขณะที่ น.ส.อโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิตองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ภายใต้กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีมาตรฐานรับรองคาร์บอนเครดิตของชาติ หรือ T-VER ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย อบก.

เมื่อผู้ประกอบการในประเทศต่าง ๆ ต้องทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และต้องการการรับรองเครดิต ก็จะต้องไปใช้มาตรฐานอิสระของต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อประเทศไทยเป็นผู้นำในเรื่องการมีมาตรฐานและมีหน่วยงานที่สร้างระบบการรับรองที่น่าเชื่อถือ เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าเป็นเรื่องการตรวจสอบ การทวนสอบ การพัฒนาผู้ประเมินภายนอก ตลอดจนเครดิตที่ได้รับการรับรอง ซึ่ง อบก.เป็นหน่วยงานของรัฐ

ดังนั้นเชื่อมั่นได้ว่าคาร์บอนเครดิตที่ดำเนินการตามมาตรฐาน T-VER มีความน่าเชื่อถือ เพราะหลักการทั้งหมดสอดคล้องกับมาตรฐานสากล