นายจ้างอังกฤษราว 1 ใน 5 เตรียมลดสวัสดิการลาเลี้ยงดูบุตร ปรับตัวรับต้นทุนด้านแรงงานที่จะเพิ่มขึ้นจากแผนงบประมาณของรัฐบาล
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ผลสำรวจของชาร์เตอร์ด แมเนจเมนต์ อินสติติวต์ (Chartered Management Institute) หรือ CMI ซึ่งสำรวจผู้บริหารกว่า 1,200 คนในอังกฤษระหว่างวันที่ 22 มกราคม ถึง 3 กุมภาพันธ์ พบว่านายจ้างอังกฤษราว 22% เตรียมลดสวัสดิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร (Parental Leave) ขณะที่อีก 10% กำลังพิจารณาแผนปรับลดต้นทุนการจ้างงานที่เพิ่มสูงขึ้น
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเมื่อราเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ประกาศแผนงบประมาณฤดูใบไม้ร่วงเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2024 ซึ่งจะเรียกภาษีภาคเอกชนเพิ่มขึ้นกว่า 26,000 ล้านปอนด์ (ราว 1.09 ล้านล้านบาท) ด้วยการเรียกเก็บเงินสมทบประกันสังคมมากขึ้น รวมถึงเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มสูงสุดเป็นอันดับสามของประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนนี้
ในช่วงแรก บริษัทต่าง ๆ พากันปรับตัวต่อแผนรัฐบาลด้วยการหยุดรับพนักงานใหม่ ก่อนที่จะพัฒนาวิธีการลดต้นทุนเพิ่มเติม เช่น ปรับลดช่วงเวลาการจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนหลังลาเลี้ยงดูบุตร จากเดิมที่ต้องจ่ายอย่างน้อย 6 สัปดาห์ ตัวเลขดังกล่าวอาจน้อยลง ไม่เพียงเท่านั้น มีนายจ้างไม่ถึงครึ่งที่ตอบแบบสอบถามว่าจะเพิ่มสวัสดิการแก่พนักงานอย่างน้อยหนึ่งอย่าง
แคทธริน โมเสส-สโตน (Cathryn Moses-Stone) หัวหน้าหน่วยผลกระทบเชิงนโยบายของ CMI กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การปรับตัวของนายจ้างจะส่งผลกระทบต่อสวัสดิการแรงงานเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนยกระดับสิทธิแรงงานด้วยการเพิ่มภาระให้แก่ภาคเอกชนอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความคุ้มครองต่อการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นกว่า 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,689 ล้านบาท) ตามการประเมินของรัฐบาล ทำให้ทนายความด้านการจ้างงาน (Employment Lawyer) ชั้นนำหลายคนออกมาเตือนว่า ภาคเอกชนอาจปรับลดการจ้างงาน ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความเสมอภาคทางเพศ เชื้อชาติ และศาสนาในที่ทำงานได้
ยิ่งกว่านั้น ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กยิ่งมีแนวโน้มทบทวนปรับลดสวัสดิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรมากกว่าบริษัทใหญ่เป็นสองเท่า และมีแนวโน้มจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเกินขั้นต่ำน้อยลง
ในระยะยาว การลดสวัสดิการลาเลี้ยงดูบุตรอาจให้ผลลัพธ์ตรงข้ามกับที่หวังไว้ เนื่องจากนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ สนับสนุนให้บริษัทรักษาพนักงานหญิงในตำแหน่งงานระดับสูงไว้ เพื่อรักษาความก้าวหน้าในอาชีพการงานและการเลี้ยงดูบุตร
เดโบราห์ มาร์โกลิส (Deborah Margolis) ที่ปรึกษาอาวุโสจากจีคิว ลิตเทิลเลอร์ (GQ Littler) บริษัทกฎหมายด้านการจ้างงาน กล่าวว่า ในระยะยาว บริษัทต่าง ๆ อาจไม่สามารถรักษาพนักงานหญิงในระดับสูงไว้ได้ พนักงานทั้งชายและหญิงจะต้องเจอกับสวัสดิการลาเลี้ยงดูบุตรที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะทำให้บริษัทเต็มไปด้วยพนักงานที่ไม่มีความสุข