เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
KKP แจง Big Lot 28 ล้านหุ้น “ฐิตินันท์ วัธนเวคิน” ขาย 3.13% ให้บริษัทครอบครัว
Finance KKP แจง Big Lot 28 ล้านหุ้น “ฐิตินันท์ วัธนเวคิน” ขาย 3.13% ให้บริษัทครอบครัว
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ก.ย. 69) ปรับลง 1.6% อยู่ที่ 79,019 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (8 ก.ย. 69) ปรับลง 1.6% อยู่ที่ 79,019 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (8 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
จับตา ครม.เคาะจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ ตั้งโฆษกรัฐบาล ถกร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
Politics จับตา ครม.เคาะจัดทัพ บิ๊ก ขรก.เศรษฐกิจ ตั้งโฆษกรัฐบาล ถกร่าง กม.หนุนสตาร์ทอัพ
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
ดูทั้งหมด

ภาษีทรัมป์…ไพ่ตาย เปลี่ยน Business Model สหรัฐ ?

24 เม.ย. 2568 | 07:32น.
Trump card
คอลัมน์ : เลียบรั้วเลาะโลก
ผู้เขียน : ฝ่ายวิจัยธุรกิจ EXIM BANK

เกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา นโยบายภาษีของทรัมป์ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะวันที่ 2 เมษายน 2568 ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตราสูงสุดในรอบเกือบ 100 ปี กับแทบทุกประเทศทั่วโลก จนหลายฝ่ายคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจเผชิญภาวะถดถอยครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทรัมป์ได้ประกาศระงับการเก็บภาษีในอัตราสูงดังกล่าวชั่วคราว 90 วัน แต่เก็บภาษีนำเข้าที่ 10% กับทุกประเทศแทน ยกเว้นจีนที่ทรัมป์ยืนยันจะเก็บภาษีที่ 145% (ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 เมษายน 2568) หลังจีนตอบโต้

แม้นโยบายภาษีข้างต้นจะยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่หากพิจารณาเหตุผลเบื้องหลังในการทำนโยบายดังกล่าวกลับมีความน่าสนใจในหลายประเด็น เพราะทรัมป์ไม่เพียงจะทำเพื่อลดการขาดดุลการค้า แต่ยังต้องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสหรัฐ ผ่านการปรับเปลี่ยน Business Model ในหลายมิติ ดังนี้

เปลี่ยน…เน้น GNI เป็น GDP

หลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐใช้ Business Model ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการผลักดันรายได้ประชาชาติ (GNI) มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยเน้นการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนของสหรัฐในต่างประเทศ ที่คิดเป็นกว่า 1 ใน 5 ของเงินลงทุนสะสมทั่วโลก

สืบเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตในสหรัฐที่สูง ทำให้บริษัทสหรัฐจำนวนไม่น้อยออกไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ไม่ว่าจะในด้านแรงงาน ทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ เพื่อผลิตสินค้าขายในประเทศนั้น ๆ ตลอดจนส่งออก แล้วจึงส่งกำไร/เงินปันผลกลับมายังสหรัฐ โดยเฉลี่ยมากกว่า 3.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือมากกว่าครึ่งของ GDP ไทย ทำให้ GNI ของสหรัฐมีมูลค่าสูงกว่า GDP ตั้งแต่ปี 2539

ขณะเดียวกันก็มีส่วนทำให้ GDP สหรัฐโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 3.5% ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา

เปลี่ยน…การนำเข้าเป็นการผลิตเอง

การที่สหรัฐเน้นออกไปลงทุนในต่างประเทศก็มีส่วนทำให้การลงทุนในสหรัฐอ่อนแอลง สะท้อนได้จากการลงทุนในประเทศที่โตเฉลี่ยเพียง 4% ต่ำกว่าการลงทุนสะสมในต่างประเทศที่ขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 9% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐมีบทบาทลดลงต่อเนื่อง สังเกตได้จากสัดส่วนภาคการผลิตต่อ GDP ที่ลดลงจากราว 16% เมื่อ 30 ปีก่อนเหลือเพียง 10% ในปัจจุบัน

ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวย้อนแย้งกับโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐ ที่พึ่งพาการบริโภคกว่า 2 ใน 3 ของ GDP และกลายเป็นคำตอบว่าทำไมสหรัฐ ถึงเผชิญปัญหาการขาดดุลการค้ามาอย่างเรื้อรัง เนื่องจากผลิตไม่เพียงพอกับการบริโภค

Advertisement

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทรัมป์ต้องการจะเพิ่มสัดส่วนภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ ให้สมดุลกับภาคบริการที่มีสัดส่วนถึง 70% ต่อ GDP มากขึ้น เพื่อให้สหรัฐเป็น Self-sufficiency Economy ที่ผลิตเอง บริโภคเอง ขณะเดียวกันก็หวังเพิ่มสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ที่ปัจจุบันอยู่ที่เพียง 11% ต่ำที่สุดในประเทศพัฒนาแล้ว ไปในตัว

เปลี่ยน…Offshoring เป็น Reshoring

ผ่านการขึ้นภาษีนำเข้า ควบคู่ไปกับแผนการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เหลือ 15% ในระยะถัดไป เพื่อดึงเงินลงทุนกลับประเทศ ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก The Bureau of Economic Analysis (BEA) พบว่า ประเทศส่วนใหญ่ที่สหรัฐเข้าไปลงทุนสูง เป็นประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าสูงทั้งสิ้น โดยเฉพาะแคนาดา เม็กซิโก ยุโรป เอเชีย รวมถึงไทย โดยหากพิจารณาข้อมูลการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐ ก็มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ดังนี้ 1) สหรัฐลงทุนในไทยมากกว่าไทยไปลงทุนในสหรัฐ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐก็ขาดดุลด้านการลงทุนโดยตรงกับไทย ไม่ต่างจากดุลการค้า

โดยสหรัฐเป็นนักลงทุนชาติตะวันตกอันดับ 1 ในไทย เข้ามาลงทุนทั้งในภาคบริการและภาคการผลิต โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติก เป็นต้น ซึ่งจุดนี้ก็อาจต้องจับตามองว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะ Reshoring กลับสหรัฐหรือไม่ เพราะมูลค่าส่งออกของอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็ติด Top 10 มูลค่าส่งออกของไทยแทบทั้งสิ้น

2) สหรัฐเป็นประเทศที่นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนมากเป็นอันดับ 5 (สัดส่วนราว 7%) รองจากฮ่องกง สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และเวียดนาม ด้วยอัตราขยายตัวเฉลี่ยถึง 17% ต่อปี แม้มูลค่าเงินลงทุนสะสมของไทยในสหรัฐ ณ สิ้นปี 2567 จะยังน้อยกว่าการลงทุนสหรัฐในไทย ถึงกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไทยอาจใช้ช่องว่างดังกล่าวเจรจาต่อรองเพื่อเพิ่มการลงทุนในสหรัฐอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเคมีภัณฑ์ที่ไทยเชี่ยวชาญ และสหรัฐเองก็มีวัตถุดิบเกษตรและพลังงานพร้อมเป็นทุนเดิม

ที่ผ่านมา EXIM BANK มุ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพออกไปลงทุนในต่างประเทศรวมถึงสหรัฐ เพื่อกระจายตลาดและแสวงหาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มาโดยตลอด ผ่านบริการทางการเงินและมิใช่การเงิน ตลอดจนการป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ EXIM BANK ก็ได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนเตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบไว้บางส่วนแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยฟันฝ่าสงครามการค้ายุค Trump 2.0 ไปได้

Disclaimer : ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และการเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเท่านั้น โดย EXIM BANK จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด