เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
News รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
Real Estate SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
SD WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
Tech คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
Economic กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
ดูทั้งหมด

เปิดข้อเสนอนโยบายใหม่ TISAs บัญชี “ออม-ลงทุน-เกษียณ” ของคนไทย

25 เม.ย. 2568 | 10:30น.

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ถึงเวลาแล้วที่เราควรส่งเสริมให้มีระบบส่งเสริมการออมที่ชัดเจน ยืดหยุ่น และได้ประโยชน์จริง ผ่านโครงการ TISAs (Thailand Individual Savings Accounts) หรือระบบบัญชีการออมส่วนบุคคลในประเทศไทย

โดยข้อเสนอนโยบายใหม่นี้ จัดทำโดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ซึ่งล่าสุดกองทุน CMDF ได้เปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์ “แนวทางการจัดทำนโยบายโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคลในประเทศไทย (Thailand’s Individual Saving Accounts : TISAs)

ชูโมเดล 4 ประเทศ

แนวคิดเชิงนโยบายโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคลสำหรับประเทศไทย เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการออมและการลงทุน โดยมุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ประชาชน เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับการออกแบบบัญชี TISAs ได้รับอิทธิพลจากโครงการที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ เช่น ISAs (UK), NISA (Japan) และ TFSA (Canada) รวมถึงการพิจารณาบริบทของประเทศกำลังพัฒนาผ่านโครงการ TFSA (Africa) โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบททางสังคม และเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่ การเตรียมเข้าสู่สังคมสูงวัย การสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน และการลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน

ทั้งนี้สืบเนื่องจากการศึกษาภูมิทัศน์การออมและการลงทุนในประเทศไทย พบว่าประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการออมและการลงทุน รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม การจัดทำโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคลของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมวัฒนธรรมการออมและการลงทุน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

TISAs มีบทบาทสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของประชาชน ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจในการออมระยะยาว การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในตลาดทุน ไปจนถึงการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเงิน ผ่านมาตรการของรัฐที่ช่วยสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง นอกจากนี้ TISAs ยังช่วยบรรเทาปัญหาจากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย โดยส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนทางการเงินล่วงหน้า ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในช่วงวัยเกษียณ

ทั้งนี้ด้วยการออกแบบกลไกการออมและการลงทุนที่ยืดหยุ่น การได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดึงดูดใจ และการได้รับเงินสมทบจากภาครัฐ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าโครงการ TISAs มีศักยภาพที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพตลาดการเงิน (Financial market) ในประเทศไทย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นคง โดยอ้างอิงจากความสำเร็จของโครงการ ISAs ในสหราชอาณาจักรที่ช่วยเพิ่มการออม และการลงทุนผ่านบัญชีที่มีความหลากหลาย เช่น Junior ISAs และ Lifetime ISAs ซึ่งรองรับเป้าหมาย และพฤติกรรมการลงทุนที่หลากหลายของประชาชน รวมถึงโครงการ NISA ของญี่ปุ่นที่ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการออมของประชาชนที่ก่อนหน้านั้นเน้นฝากเงินในธนาคารมาสู่การลงทุนมากขึ้น ซึ่งนับว่าโครงการ NISA มีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนในตลาดทุนได้สำเร็จด้วยดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบบัญชีที่เน้นการลงทุนระยะยาว เช่น Tsumitate NISA เช่นเดียวกับโครงการ TFSA ของแคนาดาที่ช่วยส่งเสริมการออมผ่านการยกเว้นภาษีและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวให้แก่ครัวเรือน ดังนั้นโครงการ TISAs จึงสามารถนำแนวคิด ประสบการณ์ และรูปแบบการดำเนินโครงการที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ มาประยุกต์ใช้ภายใต้บริบททางสังคมของไทย เพื่อสนับสนุนการออมและการลงทุนให้แก่ประชาชนในประเทศต่อไป

5 วัตถุประสงค์ TISAs

โดยโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคลของประเทศไทย (TISAs) มีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลของโครงการ ดังนี้

1. ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว สนับสนุนให้ประชาชนสร้างพฤติกรรมการออมและลงทุนอย่างมีเป้าหมาย เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว โดยมีเป้าหมายการออมและการลงทุนเพื่อใช้ชีวิตในวัยเกษียณหรือเพื่อเป้าหมายสำคัญในชีวิต โดยการออกแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสร้างความยืดหยุ่นของบัญชี TISAs เพื่อกระตุ้นการออมอย่างและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

2. เตรียมความพร้อมสำหรับสังคมสูงวัย การพัฒนาและออกแบบโครงการ TISAs ถือเป็นเรื่องสำคัญภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged Society) โดยมุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประชาชนในวัยเกษียณ ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในด้านสวัสดิการและการดูแลสุขภาพ ด้วยการกระตุ้นให้ประชาชนวางแผนการเงินอย่างมีวินัย

3. ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โครงการ TISAs ออกแบบมาเพื่อช่วยขยายโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้มีรายได้ปานกลาง ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือเป็นแรงงานนอกระบบ ได้มีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ภายใต้หลักการ Financial Inclusion โดยใช้มาตรการจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ประชาชนที่อยู่นอกสิทธิสวัสดิการในฐานะพนักงานประจำได้รับความเท่าเทียมในระบบการเงินและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชน

4. สนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โครงการนี้จะช่วยส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุนและตลาดเงินผ่านบัญชี TISAs ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความหลากหลาย เช่น กองทุนรวม พันธบัตร และหุ้น พร้อมสนับสนุนการลงทุนที่ยั่งยืนเพื่อสร้างเสถียรภาพในตลาดการเงินและเสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

5. ยกระดับความรู ้และวัฒนธรรมทางการเงิน พัฒนาองค์ความรู ้และพฤติกรรมทางการเงินของประชาชน ด้วยการให้ข้อมูล ความรู้ และคำแนะนำในการบริหารเงินออมและการลงทุน เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงทางการเงินของครัวเรือนไทย และสนับสนุนเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว

บัญชี 4 ประเภท “ออม-ลงทุน-เกษียณ”

การออกแบบโครงการ TISAs สำหรับประเทศไทย เป็นการออกแบบบัญชีให้มีความหลากหลาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายทางการเงินของประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย โดยแต่ละบัญชีมีบทบาทและเป้าหมายเฉพาะด้าน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. TISAs-Saving [บัญชีการออมปลอดภาษี] เป็นบัญชีการออมเพื่อเป้าหมายการออมระยะปานกลาง และระยะยาว เน้นความปลอดภัยของเงินต้น ใช้งานง่ายและมีความยืดหยุ่น เช่น การเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือการใช้จ่ายยามจำเป็นทั่วไป โดยบัญชีนี้มีความสำคัญในการช่วยประชาชนให้มีแหล่งเงินออมที่พร้อมใช้งานในยามเกษียณ หรือใช้จ่ายสำหรับเป้าหมายสำคัญในชีวิต โดยผู้ถือบัญชี TISAs-Saving จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด

โดยผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อยู่ในบัญชี TISAs-Saving คือบัญชีเงินฝากประจำ เน้นความปลอดภัยของเงินต้น เช่น บัญชีเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ เงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เป็นต้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล การมีเป้าหมายที่สำคัญ เช่น การศึกษาต่อ การซื้อบ้าน เป็นต้น รวมถึงการออมเพื่อเป้าหมายทางการเงินทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน

บัญชี TISAs-Saving

บัญชี TISAs-Saving มุ่งหวังส่งเสริมและปลูกฝังวินัยในการออมแก่ประชาชน ผ่านแรงจูงใจด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งในรูปแบบของการลดหย่อนและปลอดภาษีจากดอกผลที่เกิดจากการออม โดยบัญชี TISAs-Saving มีวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาทต่อปี (เท่ากับวงเงินสูงสุดที่ได้รับลดหย่อนจากการทำประกันชีวิต) ซึ่งช่วยจูงใจให้ประชาชนเริ่มต้นออมเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยเงินฝากในบัญชีจะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีในปีแรกที่เปิดบัญชี TISAs-Saving และมีเงินฝากในบัญชี

ในส่วนของดอกผลจากการออม ปกติดอกเบี้ยเงินฝากประจำ จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ สมมุติว่าฝากเงิน 100,000 บาท ไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ 24 เดือน ที่อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ดอกเบี้ยที่ได้รับจริงหลังหักภาษีจะเท่ากับ 2% × (1-0.15) = 1.7% ต่อปี หรือคิดเป็นจำนวนเงินที่ถูกหักภาษีประมาณ 300 บาทต่อปี แต่หากเป็นการเปิดบัญชี TISAs-Saving จะได้รับยกเว้นภาษีและไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างไรก็ดี ผู้เปิดบัญชี TISAs-Saving อาจออมเงินเกินกว่า 100,000 บาทต่อปีก็ได้ แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายในวงเงิน 100,000 บาทต่อปีเท่านั้น

โดยผู้ฝากต้องถือเงินในบัญชี TISAs-Saving ไม่น้อยกว่า 3 ปี (หรือ 36 เดือน) เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลดหย่อน ในกรณียังคงถือเงินในบัญชี TISAs-Saving อย่างต่อเนื่อง จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีทุก ๆ 3 ปี ยกตัวอย่าง เริ่มออมในบัญชี TISAs-Saving ปีที่ 1 (ได้รับสิทธิลดหย่อนทันที) ต่อมาวางแผนถือต่อเนื่องเป็นปีที่ 4-6 จะได้รับสิทธิลดหย่อนทันทีในปีที่ 4, ปีที่ 5 และปีที่ 6 ตามลำดับ

ในกรณีที่มีการไถ่ถอนเงินก่อนกำหนดระยะเวลา 3 ปี ต้องคืนสิทธิการลดหย่อนที่เคยใช้ไปก่อนหน้า แต่ไม่มีบทลงโทษเพิ่มเติม ในขณะที่เงื่อนไขการยกเว้นภาษีจากดอกผลในบัญชี TISAs-Saving จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากผู้ออมต้องการโอนย้ายบัญชี TISAs อื่น เช่น TISAs-Investment หรือ TISAs-Retirement หรือ TISA-Junior สามารถดำเนินการได้โดยไม่เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับการออมในบัญชี TISAs-Saving ยังมีความยืดหยุ่นในการถอนก่อนกำหนดในกรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่ การเจ็บป่วยร้ายแรงฉุกเฉิน หรือกรณีเสียชีวิต

ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินโครงการ “บัญชี TISAs-Saving” มีอายุโครงการ 10 ปี โดยภาครัฐหรือผู้กำหนดนโยบายอาจพิจารณาดำเนินโครงการต่อเนื่องภายหลังสิ้นสุดโครงการตามเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ และการตอบรับจากประชาชน ทั้งนี้การกำหนดอายุของโครงการ เป็นการดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติในต่างประเทศ กล่าวคือ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงการเมื่อมีการดำเนินโครงการผ่านไประยะหนึ่ง เพื่อให้โครงการมีความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ทั้งนี้บัญชี TISAs-Saving จะได้รับการดูแลและจัดการโดยธนาคารพาณิชย์ สหกรณ์ออมทรัพย์ และสถาบันการเงินที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานและความโปร่งใส นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่กำกับดูแล ขณะที่กรมสรรพากร ทำหน้าที่พิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษี

บัญชี TISAs-Investment

2. TISAs-Investment [บัญชีการออมเพื่อการลงทุน] เป็นบัญชีที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น ตราสารหนี้ภาคเอกชนและรัฐบาล (Corporate and Government Bonds) หุ้นรายตัว (Individual Stocks) และกองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) บัญชีนี้มุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุนและสนับสนุนความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

สำหรับประโยชน์ของการเปิดบัญชี TISAs-Investment ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งการปลอดภาษีจากการลงทุนและการลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเริ่มต้นวางแผนการลงทุนอย่างมีระบบและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยในระยะยาว ทั้งนี้ในอนาคตอาจจะพิจารณาสินทรัพย์ที่เป็นนวัตกรรมทางเงินรูปแบบใหม่ ๆ ในกลุ่ม Digital Assets เข้ามาผนวกในบัญชี TISAs-Investment เพิ่มเติม

บัญชี TISAs-Investment รองรับสินทรัพย์ทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ดังนี้

1. หุ้นรายตัว (Individual Stocks) : ครอบคลุมถึงหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET และ mai) และหลักทรัพย์ในตลาดรองที่ได้รับการรับรอง รวมถึงตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipts : DR) ที่มีแหล่งอ้างอิงมาจากหลักทรัพย์ในตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets) หรือตลาดที่มีธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการกำกับดูแลที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

2. ตราสารหนี้ภาคเอกชนและรัฐบาล (Corporate and Government Bonds) เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงของเงินลงทุน

3. กองทุนรวม (Mutual Funds) เป็นกองทุนรวมทุกประเภทที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เช่น กองทุนรวมตราสารทุน (Equity Funds), กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Funds) หรือกองทุนรวมผสม (Balanced Funds) เป็นต้น

4. กองทุน ETF (Exchange-Traded Funds) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง โดยนักลงทุนสามารถลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์หลากหลายผ่านกองทุนเดียว เช่น ดัชนีหุ้นหรือดัชนีตราสารหนี้

5. กองทุนรวมต่างประเทศ (Foreign Investment Funds) สามารถลงทุนได้เฉพาะกองทุน รวมไทยที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ (Feeder Fund หรือ Fund of Funds) ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. แล้วเท่านั้น ไม่สามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรงได้ เพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนต่างประเทศ และสามารถควบคุมดูแลได้สะดวกในเชิงนโยบาย ทั้งนี้การกำหนดเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ เทียบเคียงได้กับกรณีของ NISA ประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ในการกำหนดรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ (Eligible Universe) จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม 4 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การถือครองภายในบัญชี TISAs-Investment ในการกำหนดรายการสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ในบัญชี TISAs จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงลักษณะเฉพาะของตราสารแต่ละประเภท โดยเฉพาะในด้านอายุของตราสาร (Maturity) และความเหมาะสมกับเงื่อนไขการถือครองขั้นต่ำที่โครงการกำหนด เช่น ตราสารอนุพันธ์หรือ Derivative Warrant (DW) ซึ่งมีอายุสั้นและความผันผวนสูง อาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบัญชี TISAs ที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนระยะยาว

ในขณะที่ตราสารประเภท Depositary Receipt (DR) ต้องพิจารณาเฉพาะรายการที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพพื้นฐานดี มีสภาพคล่องสูง และเหมาะสมกับการถือครองในระยะยาว โดยให้อำนาจหน่วยงานกำกับ เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นผู้พิจารณาจัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ (Eligible Universe) อย่างรอบด้านและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงนโยบาย

ประเด็นที่ 2 เงื่อนไขการลงทุนในตราสารทางการเงินต่างประเทศ สำหรับประเด็นพิจารณาเพิ่มเติมในแง่ของเงื่อนไขการลงทุนในตราสารทางการเงินต่างประเทศ ในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ (Validity workshop) มีการหยิบยกประเด็นกรณีเทียบเคียงโครงการ NISA ของญี่ปุ่นที่ไม่สามารถลงทุนในกองทุนต่างประเทศได้โดยตรง จะต้องดำเนินการผ่านกองทุนต่างประเทศในญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมุมมองเชิงนโยบายของไทย ในการจัดทำเสนอในระยะแรก (เฟส 1) ยังไม่มีการพิจารณานำการลงทุนหุ้นโดยตรงในต่างประเทศเข้าร่วมในบัญชี TISAs เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการกำกับดูแล การชำระบัญชี และการจัดการเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการดำเนินการในระยะถัดไป (เฟส 2) ควรจะต้องมีการหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาปรับเพิ่มการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยตรงในอนาคต รวมถึงกำหนดเงื่อนไขการลงทุนให้ชัดเจนต่อไป

ประเด็นที่ 3 การกำหนดคุณสมบัติของตราสารหนี้ที่สามารถลงทุนได้ คุณสมบัติขั้นต่ำที่ชัดเจนของตราสารหนี้ (Bonds) ที่สามารถเข้าร่วมเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินภายใต้โครงการ โดยเฉพาะในกรณีของหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bonds) ควรกำหนดให้เป็นตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ไม่น้อยกว่าระดับ Investment Grade โดยทั่วไป กล่าวคือ ไม่ต่ำกว่า BBB+ ตามมาตรฐานของบริษัทจัดอันดับเครดิตในประเทศ เช่น TRIS Rating หรือสากล เช่น Fitch หรือ Moody’s

ทั้งนี้เพื่อเป็นกลไกคัดกรองสินทรัพย์ที่มีคุณภาพพื้นฐานเพียงพอ และลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ หรือความผันผวนที่อาจเกินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนรายย่อย สำหรับพันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds) และตราสารหนี้ภาครัฐอื่น ๆ เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือพันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง สามารถกำหนดให้เข้าร่วมได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากมีระดับความเสี่ยงต่ำ และเป็นเครื่องมือการออมที่เหมาะสมกับการถือครองระยะยาว

ประเด็นที่ 4 การกำหนดกลุ่มหลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ (Eligible Universe) ในการออกแบบโครงการ TISAs ทีมวิจัยเห็นว่าการกำหนด ขอบเขตการลงทุนที่ชัดเจนโดยเฉพาะในกลุ่ม “หุ้นรายตัว” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการที่มุ่งเน้นการออมและการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนทั่วไปที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการเลือกหุ้น การกำหนด “กลุ่มหุ้นที่มีคุณภาพพื้นฐานแข็งแกร่ง” เช่น หุ้นในกลุ่ม Blue-chip (ขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพ), หุ้นเติบโต (Growth Stocks) หรือหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ (Dividend Stocks) จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและควรนำมาใช้ในระบบบัญชี TISAs-Investment และ TISAs-Retirement

แนวทางนี้สอดคล้องกับกรณีของ Tsumitate NISA ของญี่ปุ่น ซึ่งอนุญาตให้ลงทุนเฉพาะในกองทุนรวมที่ผ่านเกณฑ์คัดกรองคุณภาพโดยหน่วยงานกำกับ เช่น ต้องเป็นกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เน้นการลงทุนระยะยาว และไม่เน้นการเก็งกำไร ขณะที่ ISAs ของสหราชอาณาจักร แม้จะเปิดเสรีการลงทุนในหุ้นรายตัว แต่ในเชิงปฏิบัติ บริษัทให้บริการมักจัดพอร์ตแนะนำที่ประกอบด้วยหุ้นคุณภาพดี เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ดังนั้นทีมวิจัยเห็นด้วยว่า ควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของ “หุ้นที่เข้าเกณฑ์ลงทุนได้” (Eligible Stocks) อย่างชัดเจน เช่น อาจอิงจากหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50, SET100 หรือหุ้นที่ได้รับการจัดอันดับโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า อยู่ในหมวด ESG, หุ้นปันผล หรือหุ้นเติบโตในภาคธุรกิจที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้รายชื่อหุ้นสามารถปรับปรุงเป็นระยะโดยความร่วมมือของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ทันต่อสภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลง

แนวทางนี้จะช่วยให้โครงการ TISAs มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายด้านการออมระยะยาวได้อย่างแท้จริง

เงินลงทุนในบัญชี TISAs-Investment สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ภายในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี โดยวงเงินนี้ใช้ร่วมกับบัญชี TISAs-Retirement เพื่อจูงใจให้ประชาชนกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และสนับสนุนเป้าหมายของการออมและการลงทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ผู้ลงทุนในบัญชี TISAs-Investment ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม ได้แก่ การยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) จากรายได้ในรูปแบบดอกเบี้ยและเงินปันผล ซึ่งโดยทั่วไปในระบบภาษีปัจจุบัน ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้เอกชนและพันธบัตรรัฐบาลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ขณะที่เงินปันผลจากหุ้นและ ETF มักถูกหักในอัตรา 10-15% จึงควรกำหนดให้รายได้เหล่านี้ได้รับการยกเว้นภาษีอย่างชัดเจนเมื่อลงทุนผ่านบัญชี TISAs

สำหรับภาษีจากกำไรในการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain Tax) แม้จะยังไม่มีการเรียกเก็บในตลาดทุนไทยในปัจจุบัน แต่หากมีการนำมาใช้ในอนาคต บัญชี TISAs ควรได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อแรงจูงใจในการลงทุน ทั้งนี้การให้สิทธิยกเว้นภาษีแบบครอบคลุมจำเป็นต้องอาศัยกลไกทางกฎหมาย โดยเฉพาะการออกประกาศกระทรวงการคลังตามมาตรา 5 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อกำหนดให้รายได้จากการลงทุนในบัญชี TISAs ได้รับการยกเว้นภาษีโดยเฉพาะเจาะจงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้เนื่องจาก TISAs-Investment ใช้โมเดลการลดหย่อน หรือ Tax Deductible จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดระยะเวลาการถือครอง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นการเพิ่มแรงจูงใจสำหรับการถือครองที่นานขึ้น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการลงทุนด้วย ดังนั้นผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องถือครองสินทรัพย์ในบัญชี TISAs-Investment อย่างน้อย 1 ปีปฏิทิน การถอนหรือขายสินทรัพย์ก่อนครบกำหนดจะทำให้สูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีนั้น

ยกตัวอย่างกรณี การลงทุนในหุ้นรายตัว ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ตลอดปี โดยแต่จำเป็นต้องพิจารณาจำกัดจำนวนครั้งเพื่อส่งเสริมให้เกิดการออมและการลงทุนในระยะยาว ลดปัญหาการเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งสามารถพิจารณาตัวอย่างเพิ่มเติม ดังนี้

“นาย ก. ลงทุนในบัญชี TISAs-Investment จำนวน 300,000 บาทในปีภาษีที่ 1 นาย ก. ซื้อขายหุ้นตามจำนวนรอบที่หนดในปีนั้น แต่ยอดเงินต้น 300,000 บาท ต้องคงอยู่ในบัญชีต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี ถึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี หากมีการถอนเงินต้นออกจากบัญชี จะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับไปแล้ว”

นอกจากนี้ผู้กำหนดนโยบายอาจพิจารณาเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีในวงเงินที่เพิ่มขึ้น หรือโบนัสลดหย่อนภาษีในปีถัดไป เพื่อกระตุ้นการลงทุนระยะยาวและเสริมสร้างวัฒนธรรมการลงทุนในตลาดทุนไทย โดยอาจจะกำหนดการถือครองเป็นแบบขั้นบันได 1 ปี, 2 ปี หรือ 3 ปี ตามลำดับ เพื่อให้ได้รับสิทธิในการลดหย่อนที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับการถือครองในเดือนใดก็ได้ในปีภาษีนั้น ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีที่ถือครอง แต่มีเงื่อนไขให้ถือครองหรือซื้อขายในบัญชี TISAs ครบตามระยะเวลาที่กำหนด

สำหรับสิทธิการถอน ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายสินทรัพย์ในบัญชีได้ตลอดเวลาภายใต้โควตาความถี่ของการซื้อขาย (Trading Frequency Limit) ที่จำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะสมในอนาคต ในกรณีที่มีการถอนเงินต้นก่อนครบ 1 ปี จะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับไปแล้ว แต่ไม่มีค่าปรับเพิ่มเติม

ส่วนการโอนย้าย อนุญาตให้โอนย้ายเงินหรือสินทรัพย์ระหว่างบัญชีในประเภท TISAs ได้ เช่น
จาก TISAs-Investment ไปยัง TISAs-Saving หากมีความจำเป็น แต่จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของหน่วยงานที่กำกับดูแล

ทั้งนี้การดำเนินงานของบัญชี TISAs จำเป็นต้องมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อให้ระบบมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะเป็นผู้ให้บริการหลักในการเปิดบัญชีและดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ภายใต้บัญชี TISAs โดยต้องเป็นบริษัทที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้เป็นผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรอง (Approved TISA Provider)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะมีบทบาทในการดูแลให้การดำเนินงานของระบบบัญชี TISAs
เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลัก เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ให้บริการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และผู้ลงทุนได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ในด้านการจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษี กรมสรรพากรจะเป็นหน่วยงานหลักที่ตรวจสอบข้อมูลการลงทุนและการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยอาศัยข้อมูลจากรายงานประจำปีที่จัดส่งโดยบริษัทหลักทรัพย์ และผู้ให้บริการบัญชี เพื่อให้การใช้สิทธิประโยชน์อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายภาษีอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

บัญชี TISAs-Retirement

3. TISAs-Retirement [บัญชีการออมเพื่อการเกษียณ] เป็นบัญชีออมระยะยาวที่เน้นตอบสนองต่อเป้าหมายการใช้ชีวิตช่วงเกษียณ โดยบัญชีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยประชาชนวางแผนทางการเงินในระยะยาว เพื่อความมั่นคงในชีวิต และลดความเสี่ยงจากปัญหาการเงินในยามเกษียณ

ดังนั้นจะเน้นสนับสนุนเป้าหมายการออมเพื่อการเกษียณอายุ (Long-Term Savings for Retirement) บัญชีนี้มาพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีและโบนัสสมทบจากรัฐบาล เพื่อช่วยสร้างวินัยการออมในระยะยาว ดังนั้น TISAs-Retirement จึงเป็นบัญชีที่เหมาะสำหรับประชาชนที่ต้องการวางแผนการเงิน เพื่อเป้าหมายสำคัญในอนาคต โดยใช้กลไกการลงทุนแบบรายงวด (Dollar-Cost Averaging : DCA)

พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนที่มั่นคงและปลอดภัยในสินทรัพย์ระยะยาว เช่น กองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ หรือพันธบัตรรัฐบาล ทั้งนี้เงินออมและเงินลงทุนในบัญชีนี้อยู่ภายใต้วงเงินรวม 300,000 บาทต่อปี ซึ่งใช้ร่วมกับ TISAs-Investment

บัญชี TISAs-Retirement ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถออมและลงทุนอย่างเป็นระบบผ่านกลยุทธ์ Dollar-Cost Averaging (DCA) เพื่อช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างมีเสถียรภาพ โดยกำหนดให้มีการลงทุนแบบรายงวดสม่ำเสมอ (รายเดือนหรือรายไตรมาส) ภายในวงเงินที่กำหนดสูงสุด 10,000 บาทต่อเดือน หรือสูงสุด 120,000 บาทต่อปี และสามารถปรับเปลี่ยนวงเงินได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

โดยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว เช่น หุ้นรายตัว (Individual Stocks) ภายใต้โครงการออมหุ้นแบบ DCA กองทุนรวมเพื่อการเกษียณ (Retirement Mutual Funds : RMF), พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว, หรือกองทุน ETF ที่มุ่งเน้นการเติบโตระยะยาว ดังนี้

1. หุ้นรายตัว (Individual Stocks) ภายใต้โครงการออมหุ้นแบบ DCA ได้แก่ การลงทุนอย่างมีวินัย
และสม่ำเสมอในหุ้นพื้นฐานดี ผ่านระบบตัดเงินอัตโนมัติรายเดือนที่จัดโดยบริษัทหลักทรัพย์หรือนายหน้าที่ได้รับใบอนุญาต

ตัวอย่างโครงการที่มีลักษณะสอดคล้อง ได้แก่ Phillip Smart Bonus Plan (SBP), Easy Wealth Builder ของ CGS International และโครงการร่วมลงทุนระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง (EJIP) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

2. กองทุนรวมเพื่อการเกษียณ (Retirement Mutual Funds : RMF) ได้แก่ กองทุน RMF ประเภทตราสารทุน (Equity RMF) กองทุน RMF ประเภทตราสารหนี้ (Fixed Income RMF) และกองทุน RMF แบบผสม (Balanced RMF)

3. กองทุนรวมดัชนีและ ETF (Index Mutual Funds & ETFs) ได้แก่ กองทุนรวมดัชนีหุ้นไทย เช่น SET50 Index Fund, SET100 Index Fund และกองทุน ETF ที่เน้นดัชนีหุ้นไทยหรือสินทรัพย์พื้นฐาน เช่น กองทุน ETF ที่ลงทุนใน SET50, SET100 หรือ Bond ETFs

4. กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Mutual Funds) ได้แก่ กองทุนตราสารหนี้รัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับเครดิตสูง (Investment Grade) โดยเน้นกองทุนตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ ความผันผวนต่ำ

5. พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการเกษียณ (Government Retirement Bonds) เปิดให้มีการซื้อพันธบัตรรัฐบาลแบบทยอยลงทุนทุกเดือน หรือทุกไตรมาส ผ่านระบบออนไลน์ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยให้เกิดการออมที่มีความปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงในการลงทุน

6. ผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง (Alternative Investment Products) ได้แก่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds)

สินทรัพย์ที่ลงทุนในบัญชี TISAs-Retirement สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินรวมสูงสุด
120,000 บาทต่อปี (วงเงินลดหย่อนโควตาเดียวกันกับ TISAs-Investment) และมีโบนัสสมทบอีกร้อยละ 1.5 ต่อปี เท่ากับว่าหากลงทุนเต็มวงเงิน 120,000 บาทต่อปี จะได้รับโบนัสสมทบปีละ 1,800 บาท ภายใต้เงื่อนไขการถือครองสินทรัพย์ในบัญชีตามที่กำหนด โดยเงินสมทบจากรัฐบาลเทียบเท่ากับกรณีวงเงินที่รัฐบาลสมทบสูงสุดผ่านบัญชีการออมแห่งชาติ (กอช.)

ภายใต้บัญชี TISAs-Retirement นักลงทุนเป็นผู้กำหนดวงเงินลงทุนขั้นต่ำรายงวด โดยอาจลงทุนเกินกว่า 10,000 บาทต่อเดือนก็ได้ แต่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินสมทบจากรัฐบาลภายใต้วงเงิน 10,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น โดยนักลงทุนต้องถือครองเงินในบัญชีอย่างน้อย 10 ปี หรือจนถึงอายุ 60 ปี เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินโบนัสสมทบจากรัฐบาลทั้งหมด

สำหรับการถอน สามารถถอนหรือปิดบัญชีได้เมื่อถือครบกำหนด 10 ปี โดยถอนในปีที่ 11 ของการออมหรือผู้เข้าร่วมโครงการมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือ เสียชีวิตก่อนครบกำหนดถือครอง 10 ปี ในกรณีที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนด จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการโอนย้าย อนุญาตให้โอนย้ายเงินระหว่างบัญชี TISAs-Retirement กับบัญชีอื่น เพื่อความยืดหยุ่นในการลงทุน เช่น TISAs-Investment ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

หลักปฏิบัติเพิ่มเติมในการจัดการบัญชี TISAs-Retirement คือ 1. จัดทำระบบตัดบัญชีอัตโนมัติ ส่งเสริมการลงทุนด้วยระบบตัดบัญชีธนาคารอัตโนมัติรายเดือนหรือรายไตรมาส ตามความประสงค์ของนักลงทุน โดยไม่มีค่าธรรมเนียม เพื่อช่วยรักษาวินัยในการออมและความต่อเนื่องของการลงทุน 2. พัฒนาระบบบริหารพอร์ตลงทุนแบบออนไลน์ พัฒนาแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นมือถือ ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถตั้งค่าการลงทุนรายเดือนแบบอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดเงินลงทุน ประเมินผลตอบแทนสะสม และปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือสัดส่วนลงทุนได้สะดวกและชัดเจน

3. สร้างความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงแผนลงทุน นักลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินลงทุนรายเดือนได้ตลอดเวลา เพื่อรองรับสถานการณ์ทางการเงินที่อาจเปลี่ยนแปลง โดยไม่มีข้อจำกัดจำนวนครั้งในการเปลี่ยนแปลง แต่อาจมีเงื่อนไขให้แจ้งล่วงหน้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ก่อนดำเนินการอย่างน้อย 1 สัปดาห์ 4. การสลับกองทุน (Fund Switching) นักลงทุนสามารถสลับกองทุนหรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ลงทุนภายในบัญชีได้อย่างเสรี โดยไม่มีค่าธรรมเนียมสลับกองทุน เพื่อช่วยให้พอร์ตลงทุนมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการบัญชี TISAs-Retirement ควรประกอบด้วยหน่วยงานหลักในระบบการเงินไทยที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการออมเพื่อการเกษียณอย่างรอบด้าน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะเป็นผู้ให้บริการหลักในการเปิดบัญชีและดำเนินการลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับอนุมัติ เช่น กองทุน RMF, หุ้นรายตัวภายใต้ระบบ DCA และพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต. ทำหน้าที่กำกับดูแลเพื่อให้เกิดความมั่นใจในมาตรฐานและการคุ้มครองผู้ลงทุนในด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี และเงินสมทบจากภาครัฐ กรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะทำหน้าที่กำหนดเงื่อนไขและกลไกการบริหารเงินสนับสนุน

บัญชี TISAs-Junior

4. TISAs-Junior [บัญชีการออมเพื่ออนาคตบุตรหลาน] เป็นบัญชีที่ออกแบบสำหรับวางแผนการเงิน ให้แก่ บุตรหลาน แบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย ได้แก่ Junior-Saving (มุ่งเน้นการออม) กับ Junior Investment (มุ่งเน้นการลงทุน) โดยสามารถออมและลงทุนได้ทั้ง 2 รูปแบบในคราวเดียวกัน บัญชีนี้จึงมีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับอนาคตของบุตร เช่น เป้าหมายทางการศึกษาการพัฒนาทักษะ และเป้าหมายทางการเงินอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับบุตรในอนาคต

บัญชี TISAs-Junior ถูกออกแบบภายใต้หลักการ “เพื่อผูเยาว์” บัญชีต้องเปิดในนามของบุตรหลานที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงไม่เกิน 20 ปี โดยมีผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ตามกฎหมายเป็นผู้ดูแลการดำเนินการและจัดการบัญชี สำหรับคุณสมบัติของผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยและมีสถานะเป็นผู้พำนักในประเทศไทย เปิดบัญชี TISAs-Junior เพื่อบุตรอายุต่ำกว่า 20 ปี

ลักษณะเด่นของบัญชีนี้คือ ผู้ปกครองหรือปู่ย่าตายาย สามารถช่วยวางแผนการออมและการลงทุนสำหรับบุตรในระยะยาว โดยเน้นการเตรียมความพร้อมทางการเงินสำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ (การศึกษาและฝึกอบรม) ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือการเริ่มต้นชีวิตในอนาคต

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมวินัยทางการเงินและสร้างความเข้าใจเรื่องการออมและการลงทุนในกลุ่มเยาวชน โดยบัญชี TISAs-Junior มีบทบาทในการสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงให้กับเยาวชน โดยผู้ปกครองสามารถเลือกออมและลงทุนในรูปแบบที่ปลอดภัยและมีศักยภาพเติบโต เพื่อให้บุตรหลานได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว

บัญชี TISAs-Junior แบ่งออกเป็นสองประเภท ได้แก่ Junior-Saving สำหรับการออมในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง และ Junior-Investment สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้เมื่อเยาวชนมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ สิทธิ์ในบัญชี TISA-Junior จะเปลี่ยนสถานะเป็นของบุตรหลาน โดยเปลี่ยนเป็นบัญชี TISAs-Investment และ/หรือ TISAs-Saving โดยอัตโนมัติ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนบริหารจัดการเงินออมและการลงทุนด้วยตนเองต่อไปในอนาคต

บัญชี TISAs-Junior มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนการออมและการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำหรือเน้นการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว เพื่อความมั่นคงทางการเงินสำหรับบุตรหลาน ดังนี้

1. สำหรับ Junior-Saving เน้นการออมระยะปานกลางถึงระยะยาวในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับ TISAs-Saving นั่นคือ เงินฝากประจำประเภทต่าง ๆ ในสถาบันการเงินที่ให้บริการเปิดบัญชี TISA-Junior

2 .สำหรับ Junior-Investment เน้นการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยหรือมีความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ (Bond Mutual Funds) โดยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีความมั่นคง หรือกองทุนรวมที่เน้นหุ้นปันผล (Dividend-Focused Equity Funds) ลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคงและมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ แต่ต้องอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มีวงเงินลดหย่อนรวม 100,000 บาทต่อปี แบ่งเป็น Junior-Saving ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทต่อปี ส่วน Junior-Investment ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 70,000 บาทต่อปี โดยมีเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเช่นเดียวกันกับ TISAs-Saving และ TISAs-Investment ตามลำดับ

ทั้งนี้กำหนดให้เงินในบัญชี TISAs-Junior-Saving และ TISAs-Junior-Investment ต้องถือครองจนกว่าเยาวชนจะมีอายุครบ 20 ปี เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่ โดยไม่สามารถถอนเงินก่อนกำหนด ยกเว้นในกรณีฉุกเฉินที่จำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล โดยต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเสียชีวิต

ทั้งนี้เมื่อเยาวชนมีอายุครบ 20 ปี บัญชีจะเปลี่ยนสถานะเป็นบัญชี TISAs-Investment และ TISAs-Saving โดยอัตโนมัติ ซึ่งเยาวชนจะสามารถบริหารจัดการบัญชีและสินทรัพย์ที่เหลือในบัญชีได้ด้วยตนเอง สำหรับกรณีถอนก่อนครบกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้ปกครองที่ใช้สิทธิทางภาษีจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมด

การดำเนินงานของบัญชี TISAs-Junior จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการออมและลงทุนเพื่อเยาวชน โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการบัญชีหลัก

รวมถึงดูแลการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือหุ้นปันผลภายใต้บัญชี Junior-Investment ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ อาจเข้ามามีบทบาทในด้านบัญชีเงินฝากสำหรับบัญชี Junior-Saving นอกจากนี้ ก.ล.ต. จะเป็นผู้กำกับดูแลให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของผู้ให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานและคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์อย่างเหมาะสม โดยกรมสรรพากรมีหน้าที่ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี และควบคุมการใช้สิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้การดูแลบัญชีที่มีผู้เยาว์เป็นเจ้าของเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบด้าน

กางโรดแมป 4 ระยะ

การพัฒนาโครงการ TISAs มีการวางแผนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตั้งแต่การศึกษา การวางแผนและการออกแบบเบื้องต้น ไปจนถึงการดำเนินโครงการ โดยยึดแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ยังคำนึงถึงบทเรียนจากโครงการที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ เช่น ISAs (UK), NISA (Japan) และ TFSA (Canada) เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย Roadmap นี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการผลักดันให้ TISAs กลายเป็นกลไกสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แบ่ง
ระยะเวลาการดำเนินโครงการเป็น 4 ระยะที่สำคัญ ดังนี้

ระยะที่ 1 การศึกษา การวางแผน และการออกแบบโครงการ กรอบระยะเวลา 6-12 เดือน โดยระยะนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาโครงการ TISAs โดยมุ่งเน้นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการออมและการลงทุนของประชาชน ตลอดจนการออกแบบโครงสร้างและระบบบัญชีที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ระยะนี้ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู ้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่พัฒนาจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ระยะที่ 2

ระยะที่ 2 การพัฒนาและเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินโครงการ กรอบระยะเวลา 12-18 เดือน ระยะนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับการดำเนินโครงการ TISAs ให้มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งในด้านกฎหมาย ระบบการจัดการ และความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในระยะนี้ะครอบคลุมการศึกษาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เกี่ยวข้องกับบัญชี TISAs การจัดทำกรอบกฎหมายและนโยบายรองรับโครงการ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น ระบบ Central Registrar สำหรับการจัดการบัญชีและการติดตามผลการออมและการลงทุนของผู้ใช้บัญชี โดย ประกอบด้วย 3 กิจกรรมสำคัญ ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 การศึกษา Ecosystem ของการจัดทำบัญชี TISAs โดยการศึกษาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชี TISAs ครอบคลุมการวิเคราะห์โครงสร้างและกระบวนการที่จำเป็นสำหรับการจัดการบัญชี เช่น ระบบการออมและการลงทุนที่มีอยู่ในประเทศไทย การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมสรรพากร รวมถึงความพร้อมของภาคเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อให้สามารถกำหนดความเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

กิจกรรมที่ 2 การจัดทำกรอบกฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับโครงการกำหนดกรอบกฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับการดำเนินโครงการ TISAs โดยร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมสรรพากร เพื่อจัดทำกฎหมายหรือข้อบังคับที่จำเป็นสำหรับโครงการ เช่น หลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เงื่อนไขการเปิดบัญชี และการคุ้มครองผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในสินทรัพย์นวัตกรรม เช่น Digital Assets หรือ Crowdfunding หากต้องการผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในบัญชี TISAs ในอนาคต เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พัฒนาระบบ Central Registrar

กิจกรรมที่ 3 การพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการดำเนินโครงการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ TISAs อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการพัฒนาระบบ Central Registrar ซึ่งเป็นระบบศูนย์กลางสำหรับการเปิดบัญชีและบริหารจัดการบัญชี TISAs รวมถึงการติดตามผลการออมและการลงทุนของประชาชน

แพลตฟอร์มนี้จะต้องมีฟังก์ชั่นที่ครอบคลุม เช่น การลงทะเบียนบัญชี การจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษี การตรวจสอบสถานะการลงทุน และการรายงานผล นอกจากนี้ยังต้องพัฒนา Interface ใช้งานง่ายและปลอดภัย เพื่อรองรับการเข้าถึงจากประชาชนในทุกกลุ่ม

ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 การเตรียมความพร้อมและการเปิดตัวโครงการ กรอบระยะเวลา 6-12 เดือน ระยะนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่มุ่งเน้นการนำโครงการ TISAs ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยเริ่มจากการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การสร้างความรู้ ความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมาย และการทดลองใช้งานในวงจำกัด เพื่อประเมินความพร้อมและปรับปรุงระบบก่อนการเปิดตัวระดับประเทศ แบ่งเป็น 4 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 การวางแผนกลยุทธ์การนำนโยบาย TISAs ไปใช้ในขั้นตอนนี้ มีการกำหนดกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนสำหรับการเปิดตัวโครงการ เช่น การเลือกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะในระยะแรก การกำหนดกรอบเวลา และการพัฒนาเกณฑ์การประเมินผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการเลือกพื้นที่เป้าหมายสำหรับการเริ่มต้นโครงการ เช่น พื้นที่ที่มีประชากรหลากหลายกลุ่ม หรือพื้นที่ที่มีปัญหาด้านการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารเป็นอีกส่วนสำคัญ โดยมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้แ ละความเข้าใจเกี่ยวกับ TISAs ผ่านการวางแผนประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุมทุกช่องทาง เช่น สื่อสังคมออนไลน์ โทรทัศน์ และวิทยุ

กิจกรรมที่ 2 การฝึกอบรม การให้ความรู้ และพัฒนาสื่อเผยแพร่เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอบรมบุคลากรในสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญ รวมถึงสถาบันการศึกษา โดยเนื้อหาการอบรมจะครอบคลุมถึงโครงสร้างบัญชี TISAs กลไกการดำเนินงานและการใช้ระบบสนับสนุน เช่น Central Registrar

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสื่อเผยแพร่ เช่น หนังสือ แผ่นพับ เว็บไซต์ และสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน พร้อมจัดทำ Workshop หรือสัมมนาในชุมชนนักลงทุน หรือกลุ่มเป้าหมายของโครงการ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และการใช้งานบัญชี TISAs อย่างชัดเจน

กิจกรรมที่ 3 การจัดโครงการนำร่อง (Pilot Project) โครงการนำร่องจัดขึ้นเพื่อทดลองใช้งานในกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก เช่น ข้าราชการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือประชากรในพื้นที่ชนบท โดยมุ่งเน้นการทดสอบระบบดิจิทัล เช่น ระบบเปิดบัญชี การจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษี และระบบสนับสนุน Central Registrar เพื่อประเมินประสิทธิภาพและแก้ไขข้อบกพร่อง ก่อนการเปิดตัวในวงกว้าง การเก็บข้อมูลความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้ใช้งานในโครงการนำร่องจะถูกนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงระบบเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

กิจกรรมที่ 4 การสร้างความพร้อมสำหรับการเปิดตัวระดับประเทศ หลังจากเสร็จสิ้นโครงการนำร่อง จะมีการปรับปรุงระบบและกระบวนการตามข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวโครงการ TISAs ในระดับประเทศ ขัั้นตอนนี้ยังรวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงิน เพื่อรองรับการใช้งานบัญชีในวงกว้างและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ระยะที่ 4

ระยะที่ 4 การเปิดตัวระดับประเทศและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กรอบระยะเวลา 1-3 ปี ระยะนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำโครงการ TISAs ไปสู่การปฏิบัติในวงกว้างระดับประเทศ โดยเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการติดตามผลสัมฤทธิ์ของ
โครงการเพื่อระบุจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง การดำเนินงานในระยะนี้ยังรวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบสิทธิประโยชน์ และกลไกการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของประชาชนและเศรษฐกิจในระยะยาว

กิจกรรมที่ 1 การจัดทำโครงการในระดับประเทศ เน้นการให้บริการในขั้นตอนนี้ โครงการ TISAs จะเปิดตัวในระดับประเทศ โดยขยายการให้บริการผ่านเครือข่ายของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจัดการกองทุน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบัญชี TISAs ได้อย่างสะดวก การให้บริการจะครอบคลุมทุกช่องทางทั้งแบบออนไลน์และ
ออฟไลน์ เช่น การลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่นมือถือ และสาขาของธนาคาร นอกจากนี้ยังเน้นการให้คำปรึกษาแบบรายบุคคลเพื่อช่วยประชาชนเข้าใจสิทธิประโยชน์และการใช้งานบัญชีอย่างเหมาะสม

กิจกรรมที่ 2 การประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ TISAs จะใช้ตัวชี้วัดที่หลากหลาย เช่น จำนวนบัญชีที่เปิด การใช้งานบัญชีอย่างต่อเนื่อง อัตราการออมและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลจะช่วยระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของโครงการ และใช้เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาและปรับปรุงในขั้นต่อไป

กิจกรรมที่ 3 การปรับปรุงกฎระเบียบหรือแนวทางการให้บริการจากผลการประเมินที่ได้ อาจมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎระเบียบหรือแนวทางการให้บริการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น การแก้ไขเงื่อนไขการเปิดบัญชี การปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการออกระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ เพื่อให้โครงการสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการของประชาชนในระยะยาว

กิจกรรมที่ 4 การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และกลไกการดำเนินงานเพื่อรักษาความน่าสนใจของบัญชี TISAs และกระตุ้นให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง อาจมีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ เช่น เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มประชากรเป้าหมาย หรือเพิ่มสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ลงทุนในระยะยาว รวมถึงการพิจารณาเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความทันสมัย เพื่อให้ TISAs มีความน่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนหลากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Stablecoins โครงการที่มีความยั่งยืน (ESG Projects)

นอกจากนียังอาจเพิ่มกองทุน ETF ใหม่ที่เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีหรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เน้นการออมระยะยาวสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและเยาวชน นอกจากนี้ยังควรปรับปรุงกลไกการดำเนินงาน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบดิจิทัล การลดขั้นตอนการลงทะเบียนและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินเพื่อให้บริการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

อนึ่ง โครงการ TISAs ดำเนินการตามแผน 4 ระยะ โดยเริ่มจากการศึกษาและออกแบบโครงการในระยะแรก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกรอบกฎหมายในระยะที่สอง และการทดลองใช้งานจริงผ่านโครงการนำร่องในระยะที่สาม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวในระดับประเทศในระยะที่สี่ ซึ่งเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมและการปรับปรุงสิทธิประโยชน์และกลไกดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 5 แสนบาทต่อปี

โครงการ TISAs ใช้แนวคิด “Tax Deductible” หรือการนำเงินที่ฝากหรือลงทุนในบัญชี TISAs มาทำการหักลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินที่กำหนด โดยตั้งเป้าวงเงินรวมสูงสุดที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ที่ 500,000 บาทต่อปี ครอบคลุมทุกประเภทบัญชีในโครงการ TISAs โดย TISAs-Saving มีวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาทต่อปี ในขณะที่ TISAs-Investment กับ TISAs-Retirement มีวงเงินลดหย่อนภาษีรวมกันสูงสุด 300,000 บาทต่อปี สำหรับ TISAs-Junior วงเงินลดหย่อนภาษีแบ่งออกเป็น Junior-Saving สูงสุด 30,000 บาทต่อปี และ Junior-Investment สูงสุด 70,000 บาทต่อปี

คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ

ผู้ที่สามารถเปิดบัญชี TISAs ได้ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย หรือเป็นผู้มีถิ่นพำนักอาศัยในประเทศไทย (มีระยะเวลาพักอาศัยในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 180 วัน ในรอบปีภาษี) และบรรลุนิติภาวะ กล่าวคือมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ ที่ต้องการเริ่มมต้นวางแผนการออมและการลงทุนอย่างเป็นระบบ

ในกรณี TISAs-Retirement เป็นบัญชีเดียวที่จำกัดสิทธิเฉพาะบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น เนื่องจากเป็นข้อเสนอที่มีการให้เงินสมทบจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกำลังมีการผลักดันอายุเริ่มต้นของผู้ออมและนักลงทุนเป็น 18 บริบูรณ์ หากดำเนินการสำเร็จก็สมควรปรับอายุผู้เข้าร่วมโครงการ TISAs ให้มีความสอดคล้องกัน

ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงข้อเสนอแนะเชิงวิชาการเพื่อนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบาย
ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินโครงการ อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทุกประเภทบัญชี การเลือกบัญชีที่เหมาะสมตามสถานการณ์มีความสำคัญ โดยคำนึงถึงความพร้อมด้านการบริหารจัดการ ขีดจำกัด ด้านทรัพยากร และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะนั้น

สำหรับวงเงินลดหย่อนภาษี 500,000 บาท ที่ทางคณะผู้วิจัยเสนอนั้น จากการรับฟังความคิดเห็น คาดว่าแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เป็นทางเลือกสำหรับผู้มีเงินได้ในการจัดสรรการออมและการลงทุนภายใต้วงเงินลดหย่อนภาษีที่มีอยู่เดิม

เสนอตั้งหน่วยงานกำกับเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม ในระบบนิเวศของบัญชี TISAs กระทรวงการคลังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันนโยบายการกำหนดหลักการเชิงนโยบาย การออกแบบมาตรการจูงใจทางภาษี และการศึกษาผลกระทบทางการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีพันธกิจในการพัฒนาตลาดทุนและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์การลงทุน ให้สอดคล้องกับบัญชี TISAs สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีหน้าที่ส่งเสริมการกระจายทุน การกำกับดูแล และการให้ความรู ้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการลงทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแลสถาบันการเงินและระบบการชำระเงิน

นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาจัดตั้งหน่วยงาน “สำนักงานบริหารบัญชีการออมส่วนบุคคลแห่งชาติ (National Individual Savings Accounts Administration Office : NISAO)” เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการระบบ Central Registrar ของโครงการ TISAs ทั้งการเปิดบัญชี การจัดการข้อมูลธุรกรรม การเชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน และการดูแลระบบให้มั่นคงและปลอดภัย โดยบทบาทความร่วมมือเหล่านี้ทำให้ระบบนิเวศของ TISAs สามารถดำเนินการได้อย่างครบวงจร

มุ่งพัฒนาโครงสร้างดิจิทัล

นอกจากการพัฒนาโครงสร้างการกำกับดูแลแล้ว ภาครัฐควรสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เอื้อต่อการเข้าถึงบัญชี TISAs ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ เช่น การเชื่อมโยงบัญชี TISAs กับ National Digital ID (NDID) และ Open Banking เพื่อให้ประชาชนสามารถเปิดบัญชีและทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย นอกจากนี้ ควรมีการส่งเสริมให้บัญชี TISAs สามารถลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล และกองทุนรวม ที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดทุนของนักลงทุนรายย่อย

รวมถึงมาตรการลดค่าธรรมเนียมการลงทุนเพื่อให้ประชาชนสามารถบริหารเงินออมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากมาตรการทางการเงินและภาษีแล้ว การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ TISAs เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ ภาครัฐควรร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการจัดทำโครงการให้ความรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การอบรมเชิงปฏิบัติการ และแคมเปญให้ความรู้ทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

สร้าง Dashboard ติดตามผลตอบแทน

ควบคู่ไปกับการพัฒนา Dashboard ส่วนตัวสำหรับผู้ถือบัญชี TISAs เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามยอดเงินออม ผลตอบแทนที่ได้รับ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ของธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การนำมาตรการส่งเสริมเพิ่มเติมเช่น Matching Contribution หรือ Government Bonus สำหรับบัญชีเกษียณและและบัญชีเยาวชน จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีพฤติกรรมการออมที่ต่อเนื่องและยั่งยืน

โครงการ TISAs มีศักยภาพที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างระบบการออมและการลงทุนของประชาชนไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ลดภาระของภาครัฐในระยะยาว และส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งออมและลงทุนที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการจะขึ้นอยู่กับการออกแบบโครงสร้างบัญชีที่เหมาะสม ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สามารถรองรับการดำเนินงานของบัญชี และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการออมและการลงทุน

หากมีการดำเนินมาตรการเหล่านี้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกัน TISAs จะสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนไทย และช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

คนไทยมีความมั่นคงทางการเงินต่ำ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged society) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนเกินกว่า 14% ของประชากรทั้งหมด จากข้อมูลของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 พบว่าประเทศไทยมีประชากรสูงอายุจำนวน 9,307,575 ราย หรือคิดเป็น 14.33% ของประชากรทั้งประเทศ (กรมการปกครอง, 2567) สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยทีมวิจัยพยากรณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นขึ้นเป็น 26.29% ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged Society) และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุรวดเร็วที่สุดในโลก

สถานการณ์ของปัญหายิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราการเกิดและสัดส่วนประชากรวัยทำงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตราส่วนพึ่งพิงของผู้สูงอายุ (Old-age Dependency Ratio : ODR) สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อผู้กำหนดนโยบายโดยเฉพาะในมิติของการสร้างความมั่นคงทางการเงินแก่ประชาชนในระยะยาว

ซึ่งจากรายงาน Mercer CFA Institute Global Pension Index 2566 พบว่าคาดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณ (RR) ของประเทศไทยอยู่ในระดับปานกลาง (56.70 คะแนน) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะดัชนี F-RRI ซึ่งเป็นดัชนีเฉพาะด้านความมั่นคงทางการเงิน พบว่าคนไทยมีความมั่นคงทางการเงินในระดับต่ำถึงปานกลางเท่านั้น ชี้ให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างด้านการเงินและการออมของคนไทยที่เปราะบางในการเผชิญหน้ากับวัยเกษียณในอนาคต

การขาดความพร้อมด้านการเงินเพื่อการเกษียณของคนไทยสะท้อนผ่านข้อมูลเชิงประจักษ์ในหลายมิติกล่าวคือ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย 2563 แสดงให้เห็นว่าประชาชนเพียง 40% เท่านั้นที่มีการวางแผนการออมเงินเพื่อวัยเกษียณ และที่น่ากังวลคือกลุ่มคน Gen X ที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ มีการวางแผนออมเงินเพียง 32.6% และมีประชากรไม่ถึง 20% เท่านั้นที่สามารถออมเงินได้ตามแผนที่วางไว้

บัญชีเงินฝากคนไทยต่ำกว่า 1 ล้าน

ขณะเดียวกันบัญชีเงินฝากของไทยค่อนข้างกระจุกตัวในคนไทยกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ข้อมูลบัญชีเงินฝากในระบบธนาคาร ในปี 2565 มีจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 90.4 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้เป็นบัญชีเงินฝากที่มียอดไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 98% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด โดยมียอดเงินฝากรวมประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับบัญชีเงินฝากที่มียอดเงินฝากมากกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ 0.03% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่กลับมียอดเงินฝากรวมประมาณ 6.7 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าผู้สูงวัยในไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มระดับการออมไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตวัยเกษียอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ จากการรายงานของธนาคารโลก พบว่า นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการณ์ COVID-19 เป็นต้นมา การออมสะสมต่อจีดีพี (Gross savings, % of GDP) ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 32% ในปี 2562 เหลือ 25% ในปี 2566 ประกอบกับข้อมูลจากการสำรวจ “ติดตามระดับความรู้และการเข้าถึงบริการทางการเงินของครัวเรือน 2565” โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ประชาชนมีการวางแผนการเก็บออมสำหรับการใช้ชีวิตยามชรา/เกษียณอายุเป็นไปตามที่วางแผนไว้เพียง 14.4% แต่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้เป็นภาพสะท้อนการขาดวินัยและการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณภายใต้บริบทการออมเงินในระดับต่ำและการขาดความพร้อมรับมือการใช้ชีวิตวัยเกษียณ

ประกอบกับภาวะค่าครองชีพและแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นจะยิ่งกระทบต่อการดำรงชีพของผู้สูงวัยมากขึ้นในอนาคตส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่ต้องจัดสรรงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นขึ้นอย่างมาก ทั้งรายจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ รายจ่ายด้านการรักษาพยาบาล และรายจ่ายสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคนสูงอายุ แทนที่จะนำเงินงประมาณไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในด้านที่มีความสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับแนวทางบรรเทาปัญหาดังกล่าว ภาครัฐจำเป็นต้องคิดค้นและออกแบบนโยบาย เพื่อเสริมการสร้างวินัยการออมและการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นการสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว (Long-term financial stability) ช่วยให้ประชาชนพึ่งพาเงินออมของตนเองได้ในระยะยาว และสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในนั้นปลายของชีวิต

ทั้งนี้ หนึ่งในนวัตกรรมการส่งเสริมการออมและการลงทุนส่วนบุคคที่หลายประเทศนำมาใช้ผ่านโครงการที่เรียกรวม ๆ ว่า “บัญชีการออมส่วนบุคคล (Individual Savings Accounts : ISAs)” หรืออาจเรียกชื่อแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่โดยหลักการคือเป็นการส่งเสริมการออมและการลงทุนผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร การลงทุนในหุ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งมีกำหนดโควตาวงเงินออมและการลงทุนของแต่ละบุคคลเป็นรายปี

โดยผู้ออมได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี ได้แก่ การยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยรับ ภาษีเงินปันผล และภาษีเงินได้จากการขายหลักทรัพย์ (Capital gain tax)

โดยสหราชอาณาจักรเป็นผู้พัฒนาต้นแบบของนโยบายและนำมาใช้เป็นประเทศแรก เมื่อปี 2542 ภายหลังมีการนำนโยบายมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เช่น ประเทศแคนาดา นำมาใช้ในปี 2552 ในชื่อ “Tax-Free Savings Accounts (TFSAs)” และประเทศญี่ปุ่นนำมาใช้ในปี 2557 ภายใต้ชื่อ “Nippon (Japan) Individual Savings Account (NISA)” ตราบจนถึงปัจจุบันบัญบัญชีเงินออมที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax-Free Savings Accounts) ได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการออมและการลงทุนในหลายประเทศ

โครงการ ISAs ของสหราชอาณาจักร เป็นตัวอย่างของการดำเนินนโยบายที่ประสบความสำเร็จ ในการส่งเสริมวัฒนธรรมการออมในระยะยาว โดยอาศัยแรงจูงใจจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้จากการออมและลงทุนในตราสารทางการเงิน สามารถตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของประชาชนได้หลากหลาย

เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น โครงการ NISAs มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเปลี่ยนพฤติกรรมการออมผ่านการฝากเงินในธนาคารแบบดั่งเดิมไปสู่การลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมมากขึ้น ซึ่งช่วยสร้างพลวัตใหม่ให้กับตลาดการเงินภายในประเทศ

ในขณะที่ประเทศแดนาดาได้นำมาตรการ TFSAS มาปรับใช้โช้โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงการที่เหมาะสมกับประชาชนทุกกลุ่มรายได้ ทำให้สามารถส่งเสริมบรรยากาศการออมและการลงทุนได้อย่างทั่วถึง ส่งผลต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวของประชาชน

นัยยะของความสำเร็จในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการออมในต่างประเทศดังกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพิจารณาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประชาชนในระยะยาว กระนั้นก็ตาม ด้วยบริบททางสังคม กฎหมาย และสภาพแวดล้อมด้านโยบายที่แตกต่างจากประเทศต้นแบบข้างต้น จำเป็นต้องศึกษาศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ โดยการวิเคราะห์ทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อจำกัดทางกฎหมาย และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างละเอียดรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

โดยมีเป้าหมายในการยกระดับอัตราการออมของประชาชน สนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และวางรากฐานของระบบการเงินที่มั่นคงในระยะยาว