เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

สภาพัฒน์ระดมลงทุนเร่งด่วน อัดงบแสนล้านพยุงเศรษฐกิจ-จ้างงาน

26 เม.ย. 2568 | 07:50น.
Council สภาพัฒน์ระดมลงทุนเร่งด่วน อัดงบแสนล้านพยุงเศรษฐกิจ-จ้างงาน

เลขาธิการสภาพัฒน์ รับลูกขุนคลัง เตรียมแผนลงทุนเร่งด่วนแสนล้าน พยุงเศรษฐกิจไทยเจอพิษภาษีทรัมป์ โฟกัสลงทุนระบบน้ำหนุนภาคเกษตร ผนึกสำนักงบฯ ปรับแผนงบประมาณเหลื่อมปี-งบฯเหลือปี 2568 กวาดเม็ดเงินทุกลิ้นชัก เตรียมแพ็กเกจทั้งซอฟต์โลน-โครงการจ้างงาน อุ้มภาคส่งออกเจาะลึกเซ็กเตอร์โดนผลกระทบ ด้าน รมว.คลังเผยตุนกระสุนดูแลเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้าน ถก สบน.เตรียมแผนฉุกเฉินกู้เพิ่ม-ขยายเพดานหนี้ เอกชนฝุ่นตลบเจรจาคู่ค้าช่วยกันหาทางออก สภาผู้ส่งออกจี้รัฐรื้อเกณฑ์ลงทุน ปิดประตู “ลงทุนศูนย์เหรียญ”

แผนลงทุนเร่งด่วนแสน ล.

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ สศช.กำลังเตรียมแผนการลงทุนระยะสั้นที่เป็นโครงการลงทุนขนาดเล็ก เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยจะเน้นที่การลงทุนระบบน้ำ แหล่งน้ำในชุมชน ระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรของชุมชนในระยะยาว ซึ่งตอนนี้ก็กำลังคุยกับสำนักงบประมาณ เพื่อดูในเรื่องเงินว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าไหร่ เมื่อได้รายละเอียดชัดเจนจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่น่าจะยังไม่ทันเสนอในการประชุม ครม.สัญจร ช่วงวันที่ 28-29 เม.ย.นี้

โดยจะมีทั้งการพิจารณาในส่วนงบฯเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2568 ที่จะสามารถไปเบิกในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 หรือช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2568 นี้ได้ เนื่องจากปกติในช่วงดังกล่าว การลงทุนจะค่อนข้างน้อย เนื่องจากต้องรอกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงมีการพิจารณางบประมาณเหลือจ่ายของปีงบประมาณ 2568 เพื่อนำมาใช้ด้วย โครงการใดที่ดูแล้วจะทำไม่ได้แน่ ก็ต้องรีบแปลงมาทำอย่างอื่นที่ทำได้เร็ว ซึ่งต้องเป็นเรื่องลงทุน โดยเบื้องต้นคาดว่ารวม ๆ กันแล้วน่าจะเป็นวงเงินระดับแสนล้านบาท

“มีการพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้วว่าไตรมาส 3-4 ปีนี้ ต้องเตรียมแผนการลงทุนใส่เงินเข้าไปในระบบเพิ่ม เพราะดูจะมีปัญหาค่อนข้างเยอะ ขณะที่ผลกระทบภาษีทรัมป์ก็ยังไม่แน่นอน จึงต้องเตรียมแผนไว้ ซึ่งที่คุยกันก็จะเป็นการทำโครงการระยะสั้น เพื่อให้เงินลงได้เร็ว ในช่วงไตรมาส 3-4 รวมถึงต้องทำเตรียมไว้สำหรับระยะกลางด้วย ว่าจะมีผลกระทบอะไรต่อไปอีก”

กวาดเงินทุกลิ้นชัก

นายดนุชากล่าวว่า การลงทุนระบบน้ำ จะเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างภาคเกษตร โดยในระยะกลาง คงต้องลงทุนโครงการที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปีนี้ต้องเร่งโครงการขนาดเล็กก่อน

ส่วนแนวทางออกกฎหมายกู้เงินที่รองนายกฯและ รมว.คลังพูดถึงนั้น จะเป็นการเตรียมคิดเอาไว้ก่อน เนื่องจากการดำเนินการมีกระบวนการที่ต้องทำ เป็นการมองหาแหล่งเงิน หาทางเลือก เตรียมกระสุนไว้รับมือผลกระทบในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี จะทำหรือไม่ ต้องดูตัวเลขเศรษฐกิจด้วยว่าออกมาเป็นอย่างไร หากทำตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่เวลา

“พยายามจะใช้เงินจากงบประมาณที่มีวงเงินเหลืออยู่ก่อน สำหรับเงินกู้ คือตอนนี้เป็นจังหวะที่ต้องพยายามตุนกระสุน หรือ Policy Space ไว้ เพราะไม่งั้นใช้ไปก่อน เดี๋ยวพอเกิดปัญหาขึ้นจะไม่มีอะไรรับมือ โดยต้องเน้นเรื่องลงทุน เพราะการลงทุนเมื่อเม็ดเงินลงไปจะสร้างมัลติพลายเออร์ได้”

สำหรับงบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทนั้น นายดนุชากล่าวว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ผ่านการรับฟังความคิดเห็นมาเรียบร้อย และกำลังจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นการปรับรายละเอียดคงไปว่ากันในขั้นกรรมาธิการ

เตรียมรับมือ “เลิกจ้าง”

เลขาธิการ สศช.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบจากเอฟเฟ็กต์ภาษีทรัมป์ ตั้งแต่ประมาณเดือน พ.ค.เป็นต้นไป และจะไปกระทบมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกถือว่ายังขยายตัวได้ดี เพราะยังไม่ได้ผลกระทบ รวมถึงเอกชนก็เร่งนำเข้าก่อนที่ทรัมป์จะประกาศภาษี แต่ช่วงที่เหลือคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ไม่ถึงกรณีฐานที่ประเมินไว้ว่าปีนี้ 2.8% ช่วงคาดการณ์ที่ 2.3-3.3%

นอกจากแผนการลงทุนเร่งด่วนแล้ว หากไตรมาส 3-4 ออร์เดอร์ไม่เข้า ก็ต้องเตรียมมาตรการที่จะดูแลเรื่องการจ้างงาน และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบไว้ ซึ่งต้องดูเซ็กเตอร์ที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน อย่างไรก็ดี ในส่วนมาตรการซอฟต์โลนอาจจะต้องพิจารณาให้ชัดเจน เนื่องจากหากเอกชนไม่มีออร์เดอร์ การให้ซอฟต์โลนไปก็อาจจะไม่ตรงจุดเพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

“ตอนนี้ทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าการเจรจา ผลจะออกมาเป็นอย่างไร หรือสุดท้าย ทรัมป์จะตัดสินใจอย่างไร เพราะยังเห็นกลับไปกลับมา แต่ทั้งหมดนี้เราก็ต้องมองไปถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย แต่ตรงนั้นจะเป็นระยะต่อไป”

คลังคาดใช้เงิน 5 แสนล้าน

ขณะที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ช่วงกลางสัปดาห์ว่า กรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568 เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3% ขณะที่เศรษฐกิจไทยปรับลดเหลือ 1.8% จาก 2.9% นั้น โดยส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการประเมินแค่เบื้องต้น ซึ่งของจริงอาจลดไม่ถึงก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผลของมหาอํานาจ 2 ประเทศ คือ สหรัฐกับจีน ขณะที่สถานการณ์นโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ยังไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลเองก็ต้องเตรียมออกมาตรการเข้ามาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะลดลง ซึ่งได้หารือหลายฝ่าย ทั้งสภาพัฒน์และ ธปท. หาทางรับมือและพร้อมออกมาตรการเข้ามาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนที่จะลดลง เพื่อรักษาจีดีพีให้เติบโตได้ในระดับเดิม

“โดยจะทำในลักษณะโครงการขนาดใหญ่กระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมากกว่า 500,000 ล้านบาท ส่วนที่มาของแหล่งเงินจะมีการกู้หรือไม่ จะต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง” นายพิชัยกล่าว

ส่วนจะมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะหรือไม่ รัฐมนตรีคลังระบุว่า การกู้เงินนำมาใช้ทำอะไร ถ้าสามารถทำให้ขนาดเศรษฐกิจเติบโตได้ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็ปรับลดลงได้ เพราะเมื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ต้องมีความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะนํามาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีผลทําให้หนี้ต่อขนาดของเศรษฐกิจลดลง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายพิชัยก็ได้ยอมรับว่า อยู่ระหว่างพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ต่อจีดีพี โดยสิ่งสำคัญคือการตัดสินใจนำเงินไปลงทุนอะไร ต้องเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า และสร้างอนาคตให้กับประเทศ ต้องเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน เพื่อรับมือปัญหาจากเศรษฐกิจโลก การค้าโลกที่ลดลง และถือโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวก็มองว่าการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นสิ่งสำคัญ

ถก สบน.ขยายเพดานหนี้-กู้เพิ่ม

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมการร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ถึงการขยับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ว่าจะขยับแค่ไหนถึงจะเหมาะสม รวมถึงวิธีการกู้ อาทิ จะกู้ในประเทศทั้งหมด หรือกู้ต่างประเทศด้วย ขณะที่แพ็กเกจยังเป็นในเชิงนโยบายว่าจะต้องหามาตรการมาดูแลภาวะเศรษฐกิจ

สิ่งที่ รมว.คลังต้องการผลักดัน คือ การลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ ทั้งเพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วม และการรองรับความต้องการของภาคการเกษตรด้วย

“ตอนนี้เป็นการเตรียมกระสุน หาแนวทาง หาแหล่งเงินเตรียมเอาไว้ให้พร้อม ทั้งเรื่องปรับเพดานหนี้ กู้เพิ่ม หรือปรับงบประมาณปี 2568 ส่วนการออกแพ็กเกจกระตุ้น คงต้องรอดูว่าผลกระทบจริง ๆ จะแค่ไหน ซึ่งก็ต้องดูว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร ตอนนี้ยังอ่านทางทรัมป์กันไม่ออก ทำได้แค่เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 64% ต่อจีดีพี เหลือก่อหนี้เพิ่มได้อีกราว 6% แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ มีกำหนดว่าจะกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 80% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมกับ 20% ของงบฯชำระหนี้เงินต้น ซึ่งปัจจุบันกรอบตรงนี้เหลือช่องว่างน้อย กู้ได้อีกไม่กี่หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากต้องการใช้เงินที่มากกว่านั้น ก็ต้องออกกฎหมายกู้เงิน ซึ่งต้องตราเป็น พ.ร.บ. ไม่สามารถเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ได้

“การออก พ.ร.บ.กู้เงิน ต้องมีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ เหมือนตอนเกิดโควิดที่ออกเพราะจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ แล้วตอนนี้ถ้าจะออกก็ต้องให้เหตุผล ซึ่งก็ต้องเห็นผลกระทบชัดเจนก่อน”

หนุน 5 แสนล้านปรับเศรษฐกิจ

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลจะนำมาดูแลเศรษฐกิจ มองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยไหลลงต่ำกว่าปัจจุบัน แต่มาตรการที่จะนำมาใช้นอกจากจะกระตุ้นระยะสั้น จำเป็นต้องมีผลตอบแทนกลับมาด้วย เช่น โครงการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นมาตรการระยะกลางและระยะยาว ที่ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะแม้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องสงครามการค้าเข้ามา ไทยก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นแรงกดดันให้เศรษฐกิจไทยโตได้ช้าลง

“ขณะที่มาตรการทางการเงิน มองว่า ธปท.น่าจะพยายามดูแลเรื่องของคุณภาพหนี้ เพื่อประคองภาระหนี้ของประชาชน และภาคธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโครงการคุณสู้ เราช่วย ที่ช่วยประคองได้ระดับหนึ่ง ส่วนมาตรการอื่น ๆ อาจต้องพิจารณาเพิ่มเติม”

เอกชนฝุ่นตลบเจรจาคู่ค้า

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้มีบางกลุ่มที่ได้รับผลบวก คือมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ถูกเร่งรัดการส่งมอบสินค้าให้เร็วขึ้น และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบ คำสั่งซื้อสินค้าลดลง ยกเลิกคำสั่งซื้อ และลูกค้าผลักภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ส่งออก

การรับมือของผู้ประกอบการตอนนี้คือการใช้วิธีเจรจากับลูกค้า เพื่อแบ่งความรับผิดชอบต่อภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ทั้งการปรับลดราคาสินค้ากรณีลูกค้าเป็นผู้ชำระค่าภาษี และการขอขึ้นราคาสินค้ากรณีผู้ส่งออกไทยเป็นผู้ชำระภาษี จนถึงการชะลอรับคำสั่งซื้อเพื่อดูสถานการณ์ เนื่องจากอัตรากำไรของสินค้าไม่เพียงพอ และการหาตลาดอื่นทดแทน เป็นต้น

จี้รื้อ BOI-ลงทุนศูนย์เหรียญ

นายธนากรกล่าวว่า สิ่งที่เอกชนต้องการคือรัฐต้องมีมาตรการต้านการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ มาตรการต้านการลงทุนศูนย์เหรียญ ด้วยการทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับการลงทุนใหม่ ต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ต้องกำหนดเงื่อนไขกิจการร่วมลงทุนที่ต้องการรับสิทธิ BOI ต้องจ้างแรงงานไทยไม่น้อยกว่า 50% รัฐต้องอัดฉีดงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และงบฯสนับสนุนด้านการตลาดแก่ภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้สินค้าไทยไปอยู่ในสายตาคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดโลก ทั้งหมดนี้คือมาตรการระยะยาวที่เมื่อถูกผลักดันให้เกิดขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการอยู่ได้ เงินไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค

Q3-Q4 กระทบรุนแรง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากที่ทรัมป์เลื่อนการขึ้นภาษีออกไปอีก 90 วัน คือจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะเห็นการลงทุนทั่วโลกชะงักและหลายโครงการชะลอออกไปก่อนเพื่อรอดูความชัดเจน เพราะไม่มั่นใจว่าสหรัฐจะทำอะไร ทำอย่างไรต่อไป ส่วนเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 2 และคาดว่าในไตรมาสที่ 3-4 จะเห็นผลกระทบที่รุนแรงและชัดเจนมากขึ้น

เครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยผลักดันเศรษฐกิจแทบจะมองไม่เห็น แม้หลาย ๆ คนจะบอกให้ไทยเร่งหาตลาดใหม่ ซึ่งหลายประเทศก็ทำเหมือนกับไทย แต่จะได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิต ต้นทุนค่าไฟฟ้า ต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าไทยมาก ทำให้สินค้าเขาเกิดการแข่งขันได้มากกว่า

“ช่วง 90 วันที่ทรัมป์เลื่อนขึ้นภาษีตอบโต้ ทำให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าเร่งเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มกะทำงานเพื่อส่งออกไปประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มสต๊อกสินค้าของประเทศปลายทางตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ช่วงนี้จึงถือว่าเป็นผลบวกระยะสั้นต่อภาคการผลิต แต่หลังกำหนด 90 วัน ต้องจับตาและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งหามาตรการรับมือในระยะยาวเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคการผลิตของไทย”