Skip to content

สภาพัฒน์ระดมลงทุนเร่งด่วน อัดงบแสนล้านพยุงเศรษฐกิจ-จ้างงาน

26 เม.ย. 2568 | 07:50น.
สภาพัฒน์ระดมลงทุนเร่งด่วน อัดงบแสนล้านพยุงเศรษฐกิจ-จ้างงาน

เลขาธิการสภาพัฒน์ รับลูกขุนคลัง เตรียมแผนลงทุนเร่งด่วนแสนล้าน พยุงเศรษฐกิจไทยเจอพิษภาษีทรัมป์ โฟกัสลงทุนระบบน้ำหนุนภาคเกษตร ผนึกสำนักงบฯ ปรับแผนงบประมาณเหลื่อมปี-งบฯเหลือปี 2568 กวาดเม็ดเงินทุกลิ้นชัก เตรียมแพ็กเกจทั้งซอฟต์โลน-โครงการจ้างงาน อุ้มภาคส่งออกเจาะลึกเซ็กเตอร์โดนผลกระทบ ด้าน รมว.คลังเผยตุนกระสุนดูแลเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้าน ถก สบน.เตรียมแผนฉุกเฉินกู้เพิ่ม-ขยายเพดานหนี้ เอกชนฝุ่นตลบเจรจาคู่ค้าช่วยกันหาทางออก สภาผู้ส่งออกจี้รัฐรื้อเกณฑ์ลงทุน ปิดประตู “ลงทุนศูนย์เหรียญ”

แผนลงทุนเร่งด่วนแสน ล.

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ สศช.กำลังเตรียมแผนการลงทุนระยะสั้นที่เป็นโครงการลงทุนขนาดเล็ก เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยจะเน้นที่การลงทุนระบบน้ำ แหล่งน้ำในชุมชน ระบบกระจายน้ำ เพื่อสนับสนุนการผลิตภาคเกษตรของชุมชนในระยะยาว ซึ่งตอนนี้ก็กำลังคุยกับสำนักงบประมาณ เพื่อดูในเรื่องเงินว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าไหร่ เมื่อได้รายละเอียดชัดเจนจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่น่าจะยังไม่ทันเสนอในการประชุม ครม.สัญจร ช่วงวันที่ 28-29 เม.ย.นี้

โดยจะมีทั้งการพิจารณาในส่วนงบฯเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2568 ที่จะสามารถไปเบิกในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 หรือช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2568 นี้ได้ เนื่องจากปกติในช่วงดังกล่าว การลงทุนจะค่อนข้างน้อย เนื่องจากต้องรอกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงมีการพิจารณางบประมาณเหลือจ่ายของปีงบประมาณ 2568 เพื่อนำมาใช้ด้วย โครงการใดที่ดูแล้วจะทำไม่ได้แน่ ก็ต้องรีบแปลงมาทำอย่างอื่นที่ทำได้เร็ว ซึ่งต้องเป็นเรื่องลงทุน โดยเบื้องต้นคาดว่ารวม ๆ กันแล้วน่าจะเป็นวงเงินระดับแสนล้านบาท

“มีการพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้วว่าไตรมาส 3-4 ปีนี้ ต้องเตรียมแผนการลงทุนใส่เงินเข้าไปในระบบเพิ่ม เพราะดูจะมีปัญหาค่อนข้างเยอะ ขณะที่ผลกระทบภาษีทรัมป์ก็ยังไม่แน่นอน จึงต้องเตรียมแผนไว้ ซึ่งที่คุยกันก็จะเป็นการทำโครงการระยะสั้น เพื่อให้เงินลงได้เร็ว ในช่วงไตรมาส 3-4 รวมถึงต้องทำเตรียมไว้สำหรับระยะกลางด้วย ว่าจะมีผลกระทบอะไรต่อไปอีก”

กวาดเงินทุกลิ้นชัก

นายดนุชากล่าวว่า การลงทุนระบบน้ำ จะเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างภาคเกษตร โดยในระยะกลาง คงต้องลงทุนโครงการที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปีนี้ต้องเร่งโครงการขนาดเล็กก่อน

ส่วนแนวทางออกกฎหมายกู้เงินที่รองนายกฯและ รมว.คลังพูดถึงนั้น จะเป็นการเตรียมคิดเอาไว้ก่อน เนื่องจากการดำเนินการมีกระบวนการที่ต้องทำ เป็นการมองหาแหล่งเงิน หาทางเลือก เตรียมกระสุนไว้รับมือผลกระทบในระยะต่อไป อย่างไรก็ดี จะทำหรือไม่ ต้องดูตัวเลขเศรษฐกิจด้วยว่าออกมาเป็นอย่างไร หากทำตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่เวลา

“พยายามจะใช้เงินจากงบประมาณที่มีวงเงินเหลืออยู่ก่อน สำหรับเงินกู้ คือตอนนี้เป็นจังหวะที่ต้องพยายามตุนกระสุน หรือ Policy Space ไว้ เพราะไม่งั้นใช้ไปก่อน เดี๋ยวพอเกิดปัญหาขึ้นจะไม่มีอะไรรับมือ โดยต้องเน้นเรื่องลงทุน เพราะการลงทุนเมื่อเม็ดเงินลงไปจะสร้างมัลติพลายเออร์ได้”

สำหรับงบประมาณปี 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาทนั้น นายดนุชากล่าวว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ผ่านการรับฟังความคิดเห็นมาเรียบร้อย และกำลังจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นการปรับรายละเอียดคงไปว่ากันในขั้นกรรมาธิการ

เตรียมรับมือ “เลิกจ้าง”

เลขาธิการ สศช.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบจากเอฟเฟ็กต์ภาษีทรัมป์ ตั้งแต่ประมาณเดือน พ.ค.เป็นต้นไป และจะไปกระทบมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกถือว่ายังขยายตัวได้ดี เพราะยังไม่ได้ผลกระทบ รวมถึงเอกชนก็เร่งนำเข้าก่อนที่ทรัมป์จะประกาศภาษี แต่ช่วงที่เหลือคาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ไม่ถึงกรณีฐานที่ประเมินไว้ว่าปีนี้ 2.8% ช่วงคาดการณ์ที่ 2.3-3.3%

นอกจากแผนการลงทุนเร่งด่วนแล้ว หากไตรมาส 3-4 ออร์เดอร์ไม่เข้า ก็ต้องเตรียมมาตรการที่จะดูแลเรื่องการจ้างงาน และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบไว้ ซึ่งต้องดูเซ็กเตอร์ที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจน อย่างไรก็ดี ในส่วนมาตรการซอฟต์โลนอาจจะต้องพิจารณาให้ชัดเจน เนื่องจากหากเอกชนไม่มีออร์เดอร์ การให้ซอฟต์โลนไปก็อาจจะไม่ตรงจุดเพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

“ตอนนี้ทุกอย่างยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าการเจรจา ผลจะออกมาเป็นอย่างไร หรือสุดท้าย ทรัมป์จะตัดสินใจอย่างไร เพราะยังเห็นกลับไปกลับมา แต่ทั้งหมดนี้เราก็ต้องมองไปถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย แต่ตรงนั้นจะเป็นระยะต่อไป”

คลังคาดใช้เงิน 5 แสนล้าน

ขณะที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ช่วงกลางสัปดาห์ว่า กรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568 เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3% ขณะที่เศรษฐกิจไทยปรับลดเหลือ 1.8% จาก 2.9% นั้น โดยส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการประเมินแค่เบื้องต้น ซึ่งของจริงอาจลดไม่ถึงก็ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผลของมหาอํานาจ 2 ประเทศ คือ สหรัฐกับจีน ขณะที่สถานการณ์นโยบายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ยังไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลเองก็ต้องเตรียมออกมาตรการเข้ามาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะลดลง ซึ่งได้หารือหลายฝ่าย ทั้งสภาพัฒน์และ ธปท. หาทางรับมือและพร้อมออกมาตรการเข้ามาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนที่จะลดลง เพื่อรักษาจีดีพีให้เติบโตได้ในระดับเดิม

“โดยจะทำในลักษณะโครงการขนาดใหญ่กระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมากกว่า 500,000 ล้านบาท ส่วนที่มาของแหล่งเงินจะมีการกู้หรือไม่ จะต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง” นายพิชัยกล่าว

ส่วนจะมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะหรือไม่ รัฐมนตรีคลังระบุว่า การกู้เงินนำมาใช้ทำอะไร ถ้าสามารถทำให้ขนาดเศรษฐกิจเติบโตได้ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็ปรับลดลงได้ เพราะเมื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ต้องมีความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านั้นจะนํามาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีผลทําให้หนี้ต่อขนาดของเศรษฐกิจลดลง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายพิชัยก็ได้ยอมรับว่า อยู่ระหว่างพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ต่อจีดีพี โดยสิ่งสำคัญคือการตัดสินใจนำเงินไปลงทุนอะไร ต้องเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างคุ้มค่า และสร้างอนาคตให้กับประเทศ ต้องเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน เพื่อรับมือปัญหาจากเศรษฐกิจโลก การค้าโลกที่ลดลง และถือโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวก็มองว่าการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นสิ่งสำคัญ

ถก สบน.ขยายเพดานหนี้-กู้เพิ่ม

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมการร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ถึงการขยับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ว่าจะขยับแค่ไหนถึงจะเหมาะสม รวมถึงวิธีการกู้ อาทิ จะกู้ในประเทศทั้งหมด หรือกู้ต่างประเทศด้วย ขณะที่แพ็กเกจยังเป็นในเชิงนโยบายว่าจะต้องหามาตรการมาดูแลภาวะเศรษฐกิจ

สิ่งที่ รมว.คลังต้องการผลักดัน คือ การลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ ทั้งเพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วม และการรองรับความต้องการของภาคการเกษตรด้วย

“ตอนนี้เป็นการเตรียมกระสุน หาแนวทาง หาแหล่งเงินเตรียมเอาไว้ให้พร้อม ทั้งเรื่องปรับเพดานหนี้ กู้เพิ่ม หรือปรับงบประมาณปี 2568 ส่วนการออกแพ็กเกจกระตุ้น คงต้องรอดูว่าผลกระทบจริง ๆ จะแค่ไหน ซึ่งก็ต้องดูว่าผลการเจรจาจะออกมาอย่างไร ตอนนี้ยังอ่านทางทรัมป์กันไม่ออก ทำได้แค่เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 64% ต่อจีดีพี เหลือก่อหนี้เพิ่มได้อีกราว 6% แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ มีกำหนดว่าจะกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 80% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมกับ 20% ของงบฯชำระหนี้เงินต้น ซึ่งปัจจุบันกรอบตรงนี้เหลือช่องว่างน้อย กู้ได้อีกไม่กี่หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากต้องการใช้เงินที่มากกว่านั้น ก็ต้องออกกฎหมายกู้เงิน ซึ่งต้องตราเป็น พ.ร.บ. ไม่สามารถเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ได้

“การออก พ.ร.บ.กู้เงิน ต้องมีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ เหมือนตอนเกิดโควิดที่ออกเพราะจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ แล้วตอนนี้ถ้าจะออกก็ต้องให้เหตุผล ซึ่งก็ต้องเห็นผลกระทบชัดเจนก่อน”

หนุน 5 แสนล้านปรับเศรษฐกิจ

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลจะนำมาดูแลเศรษฐกิจ มองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยไหลลงต่ำกว่าปัจจุบัน แต่มาตรการที่จะนำมาใช้นอกจากจะกระตุ้นระยะสั้น จำเป็นต้องมีผลตอบแทนกลับมาด้วย เช่น โครงการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นมาตรการระยะกลางและระยะยาว ที่ช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะแม้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องสงครามการค้าเข้ามา ไทยก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นแรงกดดันให้เศรษฐกิจไทยโตได้ช้าลง

“ขณะที่มาตรการทางการเงิน มองว่า ธปท.น่าจะพยายามดูแลเรื่องของคุณภาพหนี้ เพื่อประคองภาระหนี้ของประชาชน และภาคธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโครงการคุณสู้ เราช่วย ที่ช่วยประคองได้ระดับหนึ่ง ส่วนมาตรการอื่น ๆ อาจต้องพิจารณาเพิ่มเติม”

เอกชนฝุ่นตลบเจรจาคู่ค้า

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้มีบางกลุ่มที่ได้รับผลบวก คือมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ถูกเร่งรัดการส่งมอบสินค้าให้เร็วขึ้น และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบ คำสั่งซื้อสินค้าลดลง ยกเลิกคำสั่งซื้อ และลูกค้าผลักภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ส่งออก

การรับมือของผู้ประกอบการตอนนี้คือการใช้วิธีเจรจากับลูกค้า เพื่อแบ่งความรับผิดชอบต่อภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ทั้งการปรับลดราคาสินค้ากรณีลูกค้าเป็นผู้ชำระค่าภาษี และการขอขึ้นราคาสินค้ากรณีผู้ส่งออกไทยเป็นผู้ชำระภาษี จนถึงการชะลอรับคำสั่งซื้อเพื่อดูสถานการณ์ เนื่องจากอัตรากำไรของสินค้าไม่เพียงพอ และการหาตลาดอื่นทดแทน เป็นต้น

จี้รื้อ BOI-ลงทุนศูนย์เหรียญ

นายธนากรกล่าวว่า สิ่งที่เอกชนต้องการคือรัฐต้องมีมาตรการต้านการนำเข้าสินค้าด้อยคุณภาพ มาตรการต้านการลงทุนศูนย์เหรียญ ด้วยการทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับการลงทุนใหม่ ต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศไม่น้อยกว่า 40% ต้องกำหนดเงื่อนไขกิจการร่วมลงทุนที่ต้องการรับสิทธิ BOI ต้องจ้างแรงงานไทยไม่น้อยกว่า 50% รัฐต้องอัดฉีดงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และงบฯสนับสนุนด้านการตลาดแก่ภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้สินค้าไทยไปอยู่ในสายตาคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดโลก ทั้งหมดนี้คือมาตรการระยะยาวที่เมื่อถูกผลักดันให้เกิดขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการอยู่ได้ เงินไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค

Q3-Q4 กระทบรุนแรง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากที่ทรัมป์เลื่อนการขึ้นภาษีออกไปอีก 90 วัน คือจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะเห็นการลงทุนทั่วโลกชะงักและหลายโครงการชะลอออกไปก่อนเพื่อรอดูความชัดเจน เพราะไม่มั่นใจว่าสหรัฐจะทำอะไร ทำอย่างไรต่อไป ส่วนเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 2 และคาดว่าในไตรมาสที่ 3-4 จะเห็นผลกระทบที่รุนแรงและชัดเจนมากขึ้น

เครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยผลักดันเศรษฐกิจแทบจะมองไม่เห็น แม้หลาย ๆ คนจะบอกให้ไทยเร่งหาตลาดใหม่ ซึ่งหลายประเทศก็ทำเหมือนกับไทย แต่จะได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิต ต้นทุนค่าไฟฟ้า ต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่าไทยมาก ทำให้สินค้าเขาเกิดการแข่งขันได้มากกว่า

“ช่วง 90 วันที่ทรัมป์เลื่อนขึ้นภาษีตอบโต้ ทำให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าเร่งเพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มกะทำงานเพื่อส่งออกไปประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มสต๊อกสินค้าของประเทศปลายทางตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ช่วงนี้จึงถือว่าเป็นผลบวกระยะสั้นต่อภาคการผลิต แต่หลังกำหนด 90 วัน ต้องจับตาและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งหามาตรการรับมือในระยะยาวเพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคการผลิตของไทย”