แบรนด์เนม มันนี่ ต่อยอดเทรนด์ชีวิตติดแกลม บุกเบิกธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ-บริการขายฝากแบรนด์เนม ชูความยืดหยุ่น ทั้งผ่อนไปใช้ไป, ผ่อนปกติ และขายฝาก หวังตอบโจทย์ฐานลูกค้าสินค้าลักเซอรี่ ทั้งนักลงทุน อินฟลูฯ จนถึงคนทำงาน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อแตะ 1,000 ล้านใน 3 ปี หลัง 6 เดือนแรกทำยอดกว่า 100 ล้าน
นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากสินค้าแบรนด์เนมลักเซอรี่ ทั้งกระเป๋า, นาฬิกา และจิวเวลรี่ กล่าวว่า ในตลาดสินค้าลักเซอรี่ เช่น นาฬิกาข้อมือ กระเป๋า จิวเวลรี่ และอื่น ๆ นั้น ยังมีช่องว่างสำหรับโมเดลธุรกิจอื่น ๆ นอกเหนือจากการซื้อขายสินค้ามือหนึ่งหรือมือสองอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ธุรกิจให้สินเชื่อสำหรับซื้อสินค้าลักเซอรี่ เนื่องจากผู้บริโภคในวงการลักเซอรี่จำนวนไม่น้อยมีเพนพอยต์ในด้านสภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสำหรับซื้อสินค้าหรู และการเปลี่ยนสินค้าหรูกลับเป็นเงินสดสำหรับใช้จ่ายเมื่อมีเหตุจำเป็น
ขณะเดียวกันเชื่อว่า สินค้าลักเซอรี่ยังมีดีมานด์สูงต่อเนื่อง เนื่องจากสถานะการเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน และการเป็นเครื่องแสดงสถานะ ทำให้มีความต้องการจากทั้งนักลงทุน เซเลบริตี้-อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของตน หรือให้รางวัลตนเอง-ญาติมิตร โดยเฉพาะในไทยที่ตลาดสินค้าลักเซอรี่เติบโตสูง สะท้อนจากข้อมูลของ RTG Group Asia บริษัทผู้ให้คำปรึกษาทางธุรกิจที่ระบุว่า เมื่อปี 2567 มูลค่าตลาดสินค้าลักเซอรี่ของไทยแซงหน้าสิงคโปร์แล้ว มูลค่าการซื้อขาย 4,640 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และคาดว่าในปี 2567-2571 จะขยายตัวได้ 5.62% ขณะที่สิงคโปร์มีมูลค่าตลาด 4,060 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 3.49%
“สินค้าลักเซอรี่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผู้ซื้อต้องรอคิวจากทางแบรนด์ ซึ่งบางครั้งโอกาสซื้ออาจมาในขณะที่ผู้ซื้อไม่มีสภาพคล่องพอ ขณะที่การใช้บัตรเครดิตมีข้อจำกัดด้านวงเงิน จึงเป็นช่องทางสำหรับธุรกิจสินเชื่อ แต่ด้วยการที่สินค้าลักเซอรี่อย่างกระเป๋า, นาฬิกา และจิวเวลรี่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงในการประเมินราคา และการเป็นของแท้หรือไม่ ทำให้สถาบันการเงินทั่วไปไม่เข้ามาปล่อยสินเชื่อด้านนี้”
ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ และขายฝากสินค้าแบรนด์เนมลักเซอรี่ พร้อมด้วยจุดแข็งที่ตอบโจทย์เพนพอยต์ของผู้บริโภคในวงการ อย่างโมเดลธุรกิจ 3 รูปแบบคือ สินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งสามารถผ่อนไปใช้ไป คล้ายการผ่อนรถยนต์ สำหรับซื้อสินค้ามือหนึ่งและมือสอง ด้วยเงื่อนไขดาวน์เริ่มต้น 30% ของราคาสินค้า อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% ต่อเดือน ผ่อนนานสูงสุด 24 เดือน ตอบโจทย์ผู้ที่มีรายได้ประจำ แต่อาจไม่มีเงินก้อนเพียงพอ
และสินเชื่อแบบรับสินค้าเมื่อผ่อนครบ ดาวน์เริ่มต้น 30% ของราคาสินค้า ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.25% ต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าโมเดลแรก เนื่องจากระยะผ่อนสั้นกว่า ที่นานสุด 10 เดือน มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องมีภาระผูกพันทางการเงินระยะยาว และไม่ต้องการยุ่งยากในการตรวจเช็กเครดิต
สุดท้ายคือ บริการขายฝาก ซึ่งรับขายฝากนาฬิกา กระเป๋า และจิวเวลรี่แบรนด์เนม คล้ายการจำนำ ซึ่งมีจุดเด่นเป็นดอกเบี้ยใกล้เคียงร้านรับจำนำ แต่ราคาประเมินสูงกว่า และความเร็วในการจ่ายเงินใน 1-2 ชั่วโมง เนื่องจากบริษัทจับมือกับร้านสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งและมือสองกว่า 40 ราย จึงมีความเสี่ยงในการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อต่ำกว่า จึงให้ราคาประเมินได้สูง ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสินค้าแบรนด์เนมเป็นเงินสดในกรณีต่าง ๆ เช่น ต้องการเงินสดสำหรับใช้จ่ายด้านสุขภาพ เป็นต้น
พร้อมวางแผนรับมือความเสี่ยงทั้งการประเมินมูลค่า-ความจริงแท้ของตัวสินค้า ด้วยทีมงานประสบการณ์สูง ความร่วมมือจากพันธมิตรร้านแบรนด์เนมมือสอง และระบบ AI เช่นเดียวกับการประเมินเครดิตของผู้ขอสินเชื่อที่ประเมินทั้งศักยภาพทางการเงิน และความเป็นเจ้าของสินค้า ป้องกันเหตุนำสินค้าของบุคคลอื่นมาขายฝาก
นายปพนกล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางของแบรนด์เนม มันนี่ หลังจากนี้จะโฟกัสขยายพอร์ตสินเชื่อ ด้วยการสื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างยิ่งขึ้น มุ่งเจาะกลุ่มผู้มีไลฟ์สไตล์แบบติดแกรม อาทิ พักโรงแรม 5 ดาว, ทานอาหารร้านมิชลินสตาร์ รวมถึงศึกษาโอกาสเปิดร้านแบรนด์เนมมือสอง
โดยคาดว่าสิ้นปี 2568 มูลค่าพอร์ตสินเชื่อจะเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท และเป้าหมายภายใน 3 ปี หรือปี 2571 พอร์ตสินเชื่อจะมีมูลค่า 1,000 ล้านบาท หลังปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อขายฝากกว่า 80 ล้านบาท สินเชื่อเช่าซื้อ หรือผ่อนไปใช้ไปประมาณ 15 ล้านบาท และผ่อนจบ รับของอีก 4-5 ล้านบาท
ทั้งมูลค่าสินเชื่อขายฝากที่สูงนี้ เชื่อว่าเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นเงินเพิ่มขึ้น โดยแม้ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจะมีสินค้าหลุดสัญญาเพียง 5% แต่หากจำนวนและมูลค่าสินเชื่อขายฝากยังสูงขึ้น มีโอกาสที่บริษัทจะเปิดร้านสินค้าแบรนด์เนมมือสองเป็นของตนเอง
และหลังพอร์ตสินค้าเชื่อมีมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาทแล้ว จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai เพื่อระดมเงินทุนประมาณ 100-200 ล้านบาท เพื่อนำมาขยายธุรกิจสินเชื่อซึ่งต้องใช้เงินทุนสูง และปัจจุบันใช้เพียงเงินทุนหมุนเวียนภายใน และดอกเบี้ยจากสัญญาทั้ง 3 แบบเท่านั้น