คลังรื้อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ปรับ ‘แจกเงินหมื่นดิจิทัล’ รับมือภาษีทรัมป์
รมว.คลังเตรียมทบทวนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ปรับโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท รับมือภาษีสหรัฐ ‘ปลัดคลัง’ ชี้แผนกู้เงินเป็นทางเลือกสุดท้าย ยันต้องใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจให้จีดีพีลดลงจาก 3% น้อยที่สุด
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เร็ว ๆ นี้จะเรียกประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ หลังจากได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อมูล เพื่อพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่มีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และผลกระทบของมาตรการนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกา โดยขณะนี้ยังไม่มีประเทศไหนได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
โดยยังรวมไปถึงกรณีที่ Moody’s มีการปรับ Outlook ของประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ส่งหนังสือมายังกระทรวงการคลัง ให้พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และอยากเห็นปรับการลงทุนภายในประเทศ เพื่อรองรับการส่งออกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
“ผมไม่ได้ทำเรื่องนี้คนเดียว ซึ่งได้มีการออกหนังสือถึงคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เพื่อแจ้งให้รับรู้ว่าจะมีการปรับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ และให้แต่ละหน่วยงานทำการบ้านมาว่าจะต้องทบทวน ส่วนเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ในระบบ 157,000 ล้านบาท ต้องพิจารณาความจำเป็นอีกครั้งว่าจะนำไปใช้ในด้านใด และปรับการใช้เงินอย่างไร โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลตจะเอายังไง จะปรับอย่างไร กรรมการทุกคนรับรู้ว่าจะมีการปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งต่างคนก็ต่างไปทำการบ้านกันมา” นายพิชัยกล่าว
ทั้งนี้ มองว่าการทบทวนปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ควรจะหันมาเน้นเรื่องภาพรวมการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งในด้านงบประมาณ การส่งออก การขยายฐานภาษี และโครงการต่าง ๆ ที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การทำไบโอแก๊ส โดยการสร้างโรงไฟฟ้าชีวภาพที่ผลิตไฟฟ้าจากวัตถุดิบธรรมชาติ อย่าง หญ้าเนเปียร์ หรือข้าวโพด รวมถึงพิจารณาแผนการเพิ่มพื้นที่การปลูกข้าวโพด เนื่องจากประเทศมีความต้องการข้าวโพดปีละ 4.5 ล้านตัน และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจะต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อใช้น้ำในภาคเกษตรกรรมและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ได้มีการเชิญภาคเอกชนมาหารือถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐ เพื่อหาแนวทางการดูแลที่ชัดเจน โดยอาจต้องเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือ Soft Loan ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐจะเข้าไปช่วยในเรื่องดอกเบี้ยเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ต่ำลง ผ่านการหารือกับสถาบันการเงิน และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
นายพิชัยกล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสในการส่งออกสินค้าไปจีนมากขึ้น หากสหรัฐส่งไปขายจีนน้อยลง จีนก็ต้องขาดสินค้าบางชนิด ซึ่งจากการสำรวจพบว่าจีนยังมีความต้องการสินค้าประเภทอะไหล่อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยส่งออกสินค้าไปจีนได้มากขึ้น
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องมีการประชุมให้เร็วที่สุดภายในเดือนนี้ โดยแผนการกู้เงินดูแลเศรษฐกิจจะเป็นความคิดสุดท้าย เนื่องจากยังมีช่องทางในการใช้งบประมาณที่หลากหลาย เช่น การบริหารงบประมาณ โดยปีงบฯ 68 ยังมีวงเงินเหลืออยู่ 1.57 แสนล้านบาท เงินกู้เพื่อการฉุกเฉินตามวงเงินงบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเคยใช้ช่วงโควิด และเงินคงคลัง ทั้งนี้ ยังมีการบริหารจัดการงบประมาณปี’69
“เป้าหมายในการใช้เงินรอบนี้ เพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ประคอง แต่ต้องทําให้กระตุ้นให้มากที่สุด ซึ่งเราไม่อยากให้จีดีพีโต 2.1% ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประมาณการ โดยจะใส่ความพยายามให้เศรษฐกิจโตลดลงจาก 3% ให้น้อยที่สุด” นายลวรณกล่าว